รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒

พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องการปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ก่อให้เกิดปัญหาและขอให้มีการริเริ่มแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 6 ประเด็นที่ทุกคนเห็นด้วยว่าควรจะแก้ไข นอกจากนี้ยังหารือเรื่องมาตรา 237, 278 และ 309 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่ไม่เป็นธรรมและอัปยศ และเรียกร้องการแก้ไขเพื่อให้ไม่ถูกตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยโสธร จากพรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองก็ได้ทําหน้าที่เปึนหนึ่ง ในคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเองไม่อยากจะบอกว่าก็ชื่นชมในการนําของท่านประธานคณะกรรมการ ท่านดิเรก ถึงฝัืง ขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ เพราะผมจําได้ว่าหลังจากที่พวกเราได้ทุ่มเททํางานกันหามรุ่งหามค่ํา จนกระทั่งสามารถ จัดทํารายงานเสนอต่อท่านประธานรัฐสภาภายในเวลา ๔๕ วันตามที่กําหนดไว้ ผมจําได้ นะครับท่านประธาน เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ท่านประธานก็อยู่ในพิธีที่พวกเราได้ส่งมอบ รายงานฉบับนี้ให้กับท่านประธานรัฐสภา แล้วก็ประธานรัฐสภาเองก็ส่งมอบรายงาน ฉบับนั้นให้กับนายกรัฐมนตรีทันที ผมก็ยังจําได้ต่อไปอีกว่าท่านนายกรัฐมนตรีผมตั้งใจฟัง ว่าท่านจะกล่าวว่าอย่างไร ท่านก็บอกว่าท่านได้รับรายงานนี้แล้วก็จะรีบไปนําเสนอ คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป แล้วผมก็หวังต่อไปว่าเมื่อท่านรายงานกับคณะรัฐมนตรี แล้วท่านจะเอารายงานฉบับนี้ไปเพื่อที่จะดําเนินการกันต่อไป โดยไม่ต้องย้อนกลับมา ถามพวกเราอีกแล้ว เพราะประเด็นที่มีการพูดกันเพื่อจะหาทางแก้ไขปัญหา คนที่ริเริ่ม ไม่ใช่ใครครับ ก็ท่านนายกรัฐมนตรีนั่นละ คงจะจําได้หลังจากเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน ประมาณวันที่ ๒๐ กว่า ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ขอรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภา แล้วผมก็จําได้กลางดึกท่านพูดว่าอย่างไร บัดนี้เราก็ไปทํางานให้ท่าน ส่งรายงานให้ท่าน ผมก็ไม่นึกว่า ๒ เดือนหลังจากนี้เราจะต้องย้อนกลับมาพูดเรื่องเก่ากันอีกแล้ว แต่ท่านประธานครับถึงจะพูดเรื่องเก่าก็ไม่เปึนอะไร วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็เข้า ๆ ออก ๆ อยู่ ผมเข้าใจว่าท่านพยายามที่จะมีสมาธิที่จะมารับฟัง แต่ถ้าเห็นเข้า ๆ ออก ๆ อยู่อย่างนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าเมื่อฟังกันแล้วท่านจะทําอย่างไรกันต่อไป ได้ยินว่าจะไปเสนอให้ มีการตั้ง สสร. ๓ ขึ้นไปอีก ก็ยิ่งจะไปกันใหญ่นะครับ ท่านประธานครับ ผมเอง โดยส่วนตัวต้องขอชื่นชมท่านประธานดิเรก ถึงฝัืง ท่านพยายามเหลือเกินหลังจากที่ เรื่องมันหายเงียบไปสักเดือน ๒ เดือน ท่านก็ให้สัมภาษณ์ข่าวไปพูดที่นั่นพูดที่นี่กระตุ้น พยายามจะถามรัฐบาลว่ารายงานฉบับนี้จะเอาอย่างไร จะเดินหน้าไปถึงไหน หนังสือพิมพ์หลายฉบับก็นําภาพของท่านไปลง ขออนุญาตท่านประธานยกขึ้นมาให้ท่าน ได้เห็นด้วย ท่านประธานดิเรกก็คงจะเห็น ท่านบอกว่าตั้งสติสมานฉันท์คู่ ๆ กับท่าน นะครับ เพราะเปึนเรื่องที่มีความสําคัญมาก พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่เราเรียกว่า นายทหารประชาธิปไตย ท่านก็ให้สัมภาษณ์อีกหลายฉบับแก้รัฐธรรมนูญสมานฉันท์ นี่คือความพยายามของ ๒ ท่านนี้ที่อยากจะเห็นการดําเนินการตามที่คณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เดินหน้ากันต่อไป ท่านมีความบริสุทธิ์ใจที่อยากจะเห็นมันก้าวหน้า คืบหน้าเข้าไป ไม่ใช่ไปชะงักงันกันอยู่ อย่างนี้

ท่านประธานครับ ในรายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป การเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แน่นอนว่าประเด็นที่สังคมมีการพูดถึงกันมาก ที่สุดก็คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ผมเชื่อว่า ก็จะเปึนจุดเริ่มต้นที่จะนําประเทศกลับไปสู่ความเปึนสมานฉันท์ได้ ที่จริงในรายงาน ของอนุกรรมการชุดที่ ๑ หรือชุดที่ ๓ นั้น จริง ๆ ไม่ต้องรอรัฐบาล ไม่ต้องมารับฟัง ความคิดเห็นของสภาหรอก สามารถที่จะทําได้เลย ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านตวง ก็บอกแล้ว รายงานฉบับนั้นรัฐบาลได้เริ่มออกไปทําจัดได้เลย ดําเนินการกันต่อไป ทําไปพร้อม ๆ กัน คู่ขนานกันกับที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมได้เรียนท่านประธาน ไปแล้ว แน่นอนสังคมได้ให้ความสนใจกับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากที่สุด เพราะเรา เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ เปึนรัฐธรรมนูญที่ก่อให้เกิดปัญหาให้กับประเทศมาก ได้ทําลายการเมืองนี้มาก จนวันนี้ตั้งแต่ได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาประเทศไม่ได้ก้าวหน้า อะไรต่อไปเลย ผมเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่งกับข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการ ปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าขอให้มีการริเริ่มแก้ก่อน อย่างน้อย ก็เอา ๖ ประเด็นนี้ เปึน ๖ ประเด็นที่ทุกคนได้เห็นร่วมกันเปึนเสียงข้างมากว่าควรจะริเริ่ม ให้มีการแก้ไข ถ้าถามว่าโดยส่วนตัวผมพอใจไหม ผมก็กราบเรียนท่านประธานว่า ยังไม่พอใจครับ เพราะพรรคเพื่อไทยเมื่อครั้งยังเปึนพรรคพลังประชาชนก็ได้บอก กับประชาชนไปแล้วพวกผมถ้ากลับเข้ามาได้ก็จะมีการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเราก็ได้ ทําตามสัญญา แต่ทันทีที่ได้เริ่มมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเราก็ถูกประท้วง ถูกทักท้วง จนกระทั่งมันก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ วันนี้อย่างน้อยทุกพรรคได้มาหารือร่วมกัน บนเจตนาดี บนความตั้งใจที่อยากเห็นความสมานฉันท์ ทั้ง ส.ส. ทั้งฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล ส.ว. รวมทั้งบุคคลภายนอกที่เปึนผู้ทรงคุณวุฒิที่จะเข้ามาร่วมด้วย อย่างไรก็ตามผมคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ผมอยากจะเรียนต่อท่านประธานว่าทําไม จะต้องมีการแก้ไข ผมได้ฟังสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายมาแล้วตั้งแต่ภาคเช้าเปึนต้นมา ผมก็มีความเห็นเพิ่มเติมที่อยากจะอธิบายต่อไปเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น

ประเด็นแรก ท่านประธานครับ คือมาตรา ๒๓๗ เพราะผมเห็นว่าเมื่อครั้ง เปึนพรรคพลังประชาชนก็ขอริเริ่มให้มีการแก้ไขมาตรานี้ ทันทีที่เริ่มพูดเราก็ถูกโจมตีว่า จะแก้ให้ตัวเองฟุ๋นกลับขึ้นมาใช่ไหม ต้องการแก้ให้พวกบ้านเลขที่ ๑๑๑ พ้นที่จะ ถูกตัดสิทธิ ๕ ป้แล้วก็กลับมาเล่นการเมืองใช่ไหม ต้องการแก้เพื่อให้อีกบ้านหนึ่ง คือ บ้านเลขที่ ๑๐๙ ที่ยุบตอนหลังได้กลับเข้ามาสู่การเมืองใช่ไหม แต่ท้ายที่สุดเราก็ถูก กล่าวหาว่าแก้เพื่อตนเอง ท่านประธานครับ ไม่ใช่เลยครับ มาตรานี้ที่มีการแก้ไข ท่านประธานดิเรก ถึงฝัืง ท่านบอกพวกเราในคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฎิรูป การเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญบอกขอให้ยึดหลักที่บอกว่า ความเปึนธรรมไม่มี ความสามัคคีไม่เกิด ท่านเน้นประโยคนี้อยู่ตลอด เพราะฉะนั้นบนเหตุบนผลที่เราเห็นว่า ความเปึนธรรมไม่มี ความสามัคคีไม่เกิด ก็เปึนเหตุที่ทําให้พวกเราต้องย้อนกลับมา พิจารณามาตรา ๒๓๗ มันไม่เปึนธรรมอย่างไร และมันก่อให้เกิดผลอะไร กับพรรคการเมือง หลักง่าย ๆ ก็คือมาตรา ๒๓๗ หลายท่านก็คงได้ทราบกันดีอยู่แล้ว ผมก็ขอกล่าวเพียงว่ามันเปึนเรื่องที่ไม่เปึนธรรมจริง ๆ คนที่ไม่ได้ทําผิดต้องถูกลงโทษด้วย นี่คือความไม่เปึนธรรม ผมพยายามจะหาเหตุผลทําไม สสร. ที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึง เขียนอย่างนี้ ก็มีคนมาอธิบาย ๑ ใน สสร. ชุดนั้นบอกว่าในการเลือกตั้งถ้ามี การซื้อสิทธิขายเสียงเราไม่สามารถที่จะไปคุมคนผู้เลือกตั้งทั้ง ๔๐ กว่าล้านคนได้ จะให้ กกต. ไปคุมคน ๔๐ ล้านคนไม่ได้ คุมผู้สมัครเลือกตั้งที่มีอยู่หลายพันคนก็ไม่ได้ เอาละ อย่างนั้นคุมใคร คุมพรรคการเมืองกันดีกว่าเพราะจะได้ผลเหมือนกัน อันนี้คือเหตุผล และท่านประธานเห็นไหมครับ แล้วเปึนอย่างไร ผลก็คือคนเดียวทําผิดไปลงโทษทั้งพรรค มันหาความเปึนธรรมได้ที่ไหน อย่างนี้หลักความเปึนธรรมมันไม่มีครับ ผมก็ไปดูว่า ในสากลที่เขามีพรรคการเมืองเขาทํากันอย่างไร ในประเทศยุโรปท่านประธานครับ การตั้งพรรคการเมืองเขาถือว่าเปึนหลัก เปึนเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เปึนเสรีภาพที่จะต้องยึด และมีหลักประกันโดยรัฐธรรมนูญ เขาถือว่าการรวมตัวเปึนพรรคการเมืองนั้นจะต้องได้รับ หลักประกันจากรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเขาก็จะมีข้อห้ามว่าที่จะไปจํากัดบทบาท ของพรรคการเมือง ไปยุบพรรคการเมืองจะต้องระมัดระวังนะ การที่จะยุบพรรคการเมือง ได้ก็ต่อเมื่อพรรคนั้นเปึนภัยต่อความมั่นคงของประเทศ เปึนภัยต่อความสงบสุข ของประเทศ ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองเขาจึงจะมีการยุบ แต่ต้องมี ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าพรรคการเมืองนั้นได้ทําอย่างนั้นจริง ๆ แต่ไม่ใช่สมาชิกพรรค หรือกรรมการคนใดคนหนึ่งไปทําอย่างนั้นแล้วมายุบพรรคการเมือง อันนี้คือมาตรฐาน ที่โลกเขาปฏิบัติกันอยู่ ผลของเขาก็คือพรรคการเมืองของเขาก็มีความมั่นคงเปึนสถาบัน การเมืองได้ นี่คือเหตุผลเบื้องต้นที่อยากจะเรียนท่านประธานว่าเราต้องแก้มาตรานี้ครับ

อีกมาตราหนึ่งถึงแม้ว่าจะไม่อยู่ใน ๖ ข้อ แต่ว่าคณะกรรมการเองก็เห็นว่า เปึนเรื่องที่ควรจะแก้ไขเช่นเดียวกัน แล้วถ้ามีโอกาสก็จะแก้ไปคราวหน้าด้วย ผมเอง ได้พูดเรื่องนี้อยู่ในหลายเวทีคือ มาตรา ๒๗๘ คือในกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ท่านประธานครับ เวลาที่ศาลนี้ตัดสินเขาลงข่าว เปึนภาษาอังกฤษครับ เขาใช้คําว่า เดอะ สุพรีม คอร์ท ออฟ คริมินัล ดิสทริเนชั่น ฟอร์ โพลิติคอล (The supreme court of criminal distrination for political) อะไรพวกนี้นะ ครับ แปลว่าอะไร สุพรีม คอร์ท ฝรั่งอ่านแล้วเข้าใจว่านี่คือศาลฎีกา ก็แปลว่าอะไรล่ะ เขาก็ ย่อมเข้าใจว่าถ้าศาลตัดสินคดีนี้ก็แปลว่ามันผ่านศาลต้น ศาลอุทธรณ์มาแล้ว เปล่าเลย ท่านประธาน เปึนศาลเดียวครับ แล้วก็พิพากษาเปึนที่สิ้นสุด หลายคนบอกว่าทําไมไม่ให้ อุทธรณ์ เขาก็บอกว่าตอนรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็ไม่มีอุทธรณ์นี่ แล้วก็เคยตัดสินมาแล้ว และท่านประธานก็เห็นแล้ว ผู้ที่ถูกตัดสินจากคดีนี้เห็นไหมครับ เปึนอย่างไร พอมาถึงรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ดูจะดีขึ้นหน่อย บอกเขียนว่าให้อุทธรณ์ได้ แต่ว่าต้องอุทธรณ์ได้ภายใน ๓๐ วันนะ แล้วก็ต้องเปึนกรณีที่มีหลักฐานใหม่ที่ไม่เคย นําขึ้นมาในชั้นการพิจารณาก่อนจึงจะอุทธรณ์ได้ ผมก็ว่านี่มันไม่ใช่อุทธรณ์ มันเปึนการ รื้อฟุ๋นคดี และถ้าจริง ๆ บอกถ้ามีหลักฐานใหม่ สามารถจะหาหลักฐานใหม่ได้ภายใน ๓๐ วัน มันก็แสดงว่าหลักการพิจารณา วิธีพิจารณาที่ศาลนี้ใช้มาเปึนป้กว่าจะตัดสิน มันล้มเหลวสิครับ ทําไมมันจะไม่ล้มเหลว ก็คุณสามารถจะหาหลักฐานใหม่ได้ภายใน ๓๐ วัน อันนี้มันไม่ใช่อุทธรณ์ การอุทธรณ์นี้เปึนสิทธิครับท่านประธานครับ ผมคิดว่า เปึนสิทธิ เพราะฉะนั้นผมก็ไปดูแล้วว่าที่นักวิชาการเขาบอกว่าประเทศไทยเองเราเคยเปึน สมาชิกของอนุสัญญากติกาของสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง เขาเขียนไว้ชัดเจนว่า บุคคลนั้นมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อคําพิพากษาที่เขาให้มี การจําคุกไป ประเดี๋ยวเพื่อนสมาชิก ผมเรียนเมื่อเช้านี้แล้วบอกท่านนายกรัฐมนตรี จะไปประชุมที่สหประชาชาติ กติกานี้ประเทศไทยเปึนภาคีอยู่นะครับ และมันมีผลบังคับ กับประเทศไทยไปแล้ว เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญของไทยไม่สอดคล้องกับกติกานี้ อย่างแน่นอน และท่านจะตอบประชาคม สังคมโลกเขาอย่างไร ที่ผมพูดว่าจะต้องแก้ไข ไม่ใช่ผมต้องการให้ท่านใดท่านหนึ่งที่ศาลนี้ตัดสินไปแล้วมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ แต่มันเปึน ความไม่เปึนธรรม ถ้ามันไม่เปึนธรรม เรารอทําไมล่ะครับ เมื่อแก้ไขกฎหมายแล้ว มันเปึนธรรมไปแล้ว ใครจะได้ประโยชน์จากมาตรานี้ก็เปึนอีกเรื่องหนึ่ง นี่คือเรื่องที่ผม อยากจะพูดด้วยนะครับ มาตรา ๓๐๙ ท่านประธานครับ หลายคนพูดไปแล้ว ผมก็ขอพูด เพียงสั้น ๆ ว่ามาตรานี้มีนักวิชาการทางกฎหมายรัฐธรรมนูญเขาบอกว่าเปึนมาตราอัปยศ ของรัฐธรรมนูญนี้ เพราะผลของมันไปทําลายความเปึนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ การอ้างมาตรา ๓๐๙ ก็เท่ากับว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ต้องวินิจฉัยเลย เพราะเขาเขียนว่า ให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เหตุผลอะไรไม่รู้ บอกให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อย่างนี้ ก็เท่ากับเปึนการนิรโทษไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เคยกระทํา ที่ไหนเขาก็ไม่ทํา ก็มีที่นี่ละ แล้วก็ศาลรัฐธรรมนูญเองก็เคยใช้มาตรานี้ไปวินิจฉัยมาแล้ว จนกระทั่งคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนั้นเท่ากับเปึนการรับรองการทํารัฐประหารว่าชอบด้วยกฎหมาย นี่คือการอ้าง มาตรา ๓๐๙ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยกับสมาชิกหลายท่านที่บอกไป แล้วว่ามาตรานี้มันอยู่ในบทเฉพาะกาล แต่มันเปึนบทเฉพาะกาลที่เปึนบทถาวรไปแล้ว เขียนมาได้อย่างไร

ท่านประธานครับยังมีอีกหลายมาตรานะครับ ผมขอย้อนกลับไปที่ เรื่องขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็แยกอีก เปึนองค์กรอิสระและองค์กรอื่น ผมก็ถามว่าองค์กรอิสระและองค์กรอื่นมันต่างกันอย่างไร พอไปดูแล้วถึงเห็นท่านประธานครับ พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้ประเดี๋ยวก็ต้องถูกองค์กรอิสระถอดออกจากตําแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนแล้วคนเล่าถูกถอด ซึ่งเห็นมาแล้ว ๒ คน นายกรัฐมนตรีที่นั่งอยู่วันนี้อย่าคิดว่าจะรอด นะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่นั่งอยู่ตรงนี้อย่าคิดว่าจะรอดนะครับ ประชาชนเลือกเรามา แต่เราถูกใครก็ไม่รู้ที่บอกว่าเปึนองค์กรอิสระจะมาถอดถอนเอากัน ง่าย ๆ นี่คือบทบาทขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีคําถามเยอะมากครับ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญว่าทําไมเขาเปึนองค์กรอิสระ แต่มาตรการที่จะไป ตรวจสอบองค์กรอิสระอยู่ที่ไหน จะตรวจสอบการเข้าสู่ตําแหน่งขององค์กรอิสระ ได้อย่างไร ทําไมในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงให้ระบบการสรรหาคนเข้าสู่องค์กรอิสระ มันผลัดกันไปผลัดกันมา ส.ว. สมาชิกวุฒิสภาไปสรรหาเลือกคนเปึนองค์กรอิสระ แล้วองค์กรอิสระนั้นละก็ย้อนกลับมาสรรหา ส.ว. อีก ผมพูดอย่างนี้ ผมไม่ได้ตําหนิท่าน ที่เปึน ส.ว.จากการสรรหานะครับ หลายท่านเปึนคนดี ผมยกย่อง มีความสามารถ เปึนคนดีที่สังคมยกย่อง แต่วิธีการเข้าสู่ตําแหน่งนี้มันไม่ชอบ แล้วเมื่อมันไม่ชอบแล้ว ท่านก็เห็นการทํางานที่มันเกิดขึ้นจากการทํางานขององค์กรอิสระเหล่านี้ เราต้องแก้ครับ ในรายงานของอนุกรรมการชุดนี้ กลุ่มนี้ครับ ผมไม่ทราบว่ายังอยู่ในรายงานไหมว่า เราเรียกว่าเปึนอํานาจที่ ๔ ครับท่านประธาน และเปึนอํานาจที่ไม่มีการตรวจสอบด้วย ปล่อยให้เกิดขึ้นมาอย่างนี้ วันนี้ประเทศนี้ทั้งประเทศก็เลยต้องคอยดูว่าเมื่อไรองค์กรอิสระ จะเล่นงานเรา ส.ส. ที่อยู่ในสภานี้ เพราะเดี๋ยวก็ต้องขึ้นไปถูกองค์กรนี้ตรวจสอบ แต่พวกเรากลับไปตรวจสอบเขาไม่ได้ นี่คือเหตุผลหลัก ๆ ที่ควรจะต้องมีการแก้ไขในเรื่องนี้ ผมยกตัวอย่าง คตง. คมช. ไปปลด คตง. แล้วก็ให้ผู้ว่า สตง. นี่ครับ เปึนทั้งประธาน คตง. และเปึนผู้ว่าในคนคนเดียวกัน เปึนป้ครับท่านประธาน เบ็ดเสร็จ ปล่อยไปได้อย่างไร วันนี้ กฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วย คตง. เพิ่งเข้าสู่วาระที่สอง และผมก็ไปดูแล้วในร่าง ของฉบับนี้ยังมีร่องรอยที่ผู้ร่าง ก็ คตง. เองนั่นละ พยายามจะให้ คตง. ใหม่เปึนเหมือน ป.ป.ช. เปึน ป.ป.ช. ที่ ๒ อะไรกันครับ นี่ก็คือกระบวนการสืบทอดอํานาจที่อยู่ในองค์กร อิสระ ท่านประธานครับ ย้อนไปอีกเรื่องหนึ่งซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็เปึนตัวอย่างที่น่าศึกษา เหมือนกัน ผมเคยพูดในสภาแห่งนี้หลายครั้งว่าศาลรัฐธรรมนูญซึ่งหน้าที่หลักของเขาคือ จะต้องไปพิทักษ์รัฐธรรมนูญซึ่งเปึนกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ว่าเราจะเห็นหลายครั้ง ว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ทําหน้าที่อย่างนี้ เปึนเพราะอะไร เราเห็นตัวอย่างจากคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญกรณีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีเขาพระวิหาร ท่านบอกว่า สัญญาที่อาจจะ ท่านเติมคําว่า อาจจะ เข้าไปในรัฐธรรมนูญ ทั้งที่รัฐธรรมนูญเขียนว่า สัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง ท่านเติมคําว่า อาจจะ เข้าไปอย่างเดียว โกลาหลกันทั้งรัฐบาล ทั้งสภา แล้วพวกเราก็ต้องมานั่งพิจารณาอะไรก็ไม่รู้ บอกมัน อาจจะ หมด ก็วุ่นวายกันถึง ขนาดนี้ นี่คือการทําหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ ผมพูดไปแล้ว เท่ากับท่านไป รับรองว่าการปฏิวัติรัฐประหารมันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แทนที่ท่านจะไปพิทักษ์ รัฐธรรมนูญ ไม่ เหตุผลเหล่านี้มันเกิดจากอะไรท่านประธานครับ ผมคิดว่ามันมีอยู่ ๒ อย่าง คือ ๑. คุณภาพของคนที่มาเปึนตุลาการ ป้ ๒๕๔๐ เรามีการสรรหากันเยอะ มีหลายองค์ประกอบมาก แต่คราวนี้ไปดูองค์ประกอบมาจากศาลเปึนส่วนใหญ่ที่มาจาก ศาลยุติธรรม ท่านเชี่ยวชาญทางคดีแพ่ง ทางคดีอาญา แล้วต้องมาตัดสินคดีมหาชน กระบวนการพิจารณาซึ่งก็ไม่ชัดเจนเลย ประเดี๋ยวผมคิดว่ารัฐสภาคงจะมีโอกาสพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมีการโต้เถียงกันมากครับ ที่มันแปลกก็คือท่านประธานครับ ผมเห็นคนที่ไปร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ย้อนกลับไป เปึนศาลรัฐธรรมนูญ แล้วมาวินิจฉัยรัฐธรรมนูญที่เขาร่าง คนคนเดียวกันครับ เขาไม่ทํากัน หรอกครับ อันนี้ก็จะเปึนเหตุหนึ่งที่ทําให้การทําหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญมันไม่เปึนไป อย่างที่พวกเราต้องการ ก็คงจะต้องมีการพูดกันอีกครั้ง

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าจากการใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาผม ก็อยากจะสรุปว่าตั้งแต่ปฏิวัติวันที่ ๑๙ กันยายน เปึนต้นมา เปึนการยึดอํานาจอธิปไตย อย่างถาวรของ คมช. ยึดที่ไหนครับ ก็เขาแทรกไว้ในรัฐธรรมนูญนี่ล่ะ องค์กรอิสระเอย ในการสรรหาเอย การทําลายพรรคการเมืองเอย เห็นไหมครับ ไม่เคยเห็นรัฐธรรมนูญ ฉบับไหนที่ทําให้พรรคการเมืองอ่อนแออย่างนี้ ไม่เคยเห็นรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ทําให้ พรรคแตกเปึนเสี่ยง ๆ รัฐบาลนี้ที่มาจากพรรคเดียวถูกทําลายไม่เหลือแม้แต่ตอครับ รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ สภาพวกเราที่ประชาชนเขาหวังมากอยากเห็นแก้ไขปัญหา ของประเทศเราก็แก้ไม่ได้ ก็เพราะอะไร เพราะการเมืองมันอ่อนแอ ทําไมมันอ่อนแอ ก็เพราะรัฐธรรมนูญมันเขียนอย่างนี้ แล้วเราจะทําอย่างไร ท่านประธานครับ ผมไม่อยากจะเห็นการป่ดสนามบินอีกครั้งหนึ่ง เพราะมันทําลายเศรษฐกิจของประเทศ มากที่สุดแล้ว มันเปึนตํานานของประเทศไทยครับ ผมไม่อยากจะเห็นหลายเรื่อง มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็คงจะเปึนหน้าที่ของพวกเราว่าจะต้องช่วยกัน ผมไม่อยากจะเห็น ท่านนายกรัฐมนตรีไปที่ไหนก็ถูกต่อต้าน ไม่ได้รับการยอมรับ ท่านไปตรวจราชการ ที่จังหวัดบุรีรัมย์เห็นไหมครับ ใช้งบประมาณมากจริง ๆ ครับ เราคงไม่ทราบตัวเลข แต่ถ้าเห็นการใช้จ่ายแล้วมันเปึนมากอย่างนั้นจริง ๆ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าปัญหา ที่มันเกิดขึ้นนี้เนื่องจากสังคมนี้ ประเทศไทยนี้ มันไม่มีใครเชื่อใคร ท่านประธานครับ เมื่อเช้าผมมีโอกาสไปร่วมสัมมนาทางวิชาการ จัดโดยมูลนิธิเอเชียครับ เขาสํารวจ ความคิดเห็นของพลเมืองไทยระดับประเทศเปึนเล่มออกมา เขามีข้อมูลชัดเจนว่า ไปสอบถามคนไทยแล้วขณะนี้แตกแยกมาก ท่านประธานครับ และถ้าไม่มีการแก้ไข เขาก็คิดว่าความรุนแรงมันจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ผมก็อยากจะเสนอว่าเราจะเดินหน้ากันอย่างไรครับ ทําให้ผมต้องย้อนกลับไปนึกถึงคําพูด ของท่านนายกรัฐมนตรีที่พูดในสภาแห่งนี้ เมื่อวันที่ ๒๐ เข้าใจว่าเดือนที่ผ่านมานะครับ เมื่อครั้งที่ท่านขอรับฟังความคิดเห็นของรัฐสภาแห่งนี้ ท่านบอกว่าตอนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครฟังความเห็นของพวกเรา ท่านเปึนผู้นําฝ์ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านคิดบอกว่าการยุบสภาเปึนทางเลือกที่ดีที่สุดทางหนึ่ง แต่วันนี้ ท่านมาเปึนนายกรัฐมนตรี ท่านก็บอกพวกเราว่าถ้าจะยุบสภามันยังไม่ได้ ขอให้ไปแก้ไข กติกาก่อน และเมื่อมีการแก้ไขกติกากันแล้ว ทุกคนสามารถที่จะไปหาเสียงกันได้ ท่านยินดีจะยุบสภา และพร้อมที่จะยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้ง วันนี้แล้วไหนล่ะครับ ผมอยากจะให้ท่านตัดสินใจเร็ว เอาสิ่งที่พวกเราเสนอในวันนี้ ๖ ข้อ เดินหน้าแก้ไปก่อน อย่าไปคิดหรือไปตั้ง สสร. ๓ อีกเลยครับ ตั้ง สสร. เมื่อป้ที่มันเกิดขึ้นคราวก่อนนั้นมันตั้งได้ ก็ขออนุญาตนิดเดียวครับท่านประธานครับ เพราะอดีตท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร ท่านไปสัญญากับประชาชนว่าท่านจะปฏิรูปการเมือง แล้วท่านก็มาตั้ง สสร. มันมี ความเปึนมติเปึนเอกฉันท์ของคนในสังคมว่าจะมีการตั้ง สสร. แต่ถ้าเราเริ่มการแก้ รัฐธรรมนูญโดยการตั้ง สสร. ทันทีนี่นะครับ มันไม่เกิดท่านประธานครับ ขอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีตัดสินใจเอาข้อเสนอ ๖ ข้อของพวกเรา ของคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เดินหน้ารีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ อย่างนี้ความสมานฉันท์ก็คงจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย กับสังคมไทยต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ