เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขเพื่อเพิ่มบรรยากาศของความปรองดองสมานฉันท์ และมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการยุบพรรคการเมือง การตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และเสนอแนะการแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงการแก้ไขมาตรา 190 ที่เกี่ยวข้องกับการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ และการดํารงตําแหน่งทางการเมืองของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผมในฐานะที่เปึนประธานคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไข รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องก็ใคร่ขอเรียนถึงที่ไปที่มาของการเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๖ ประเด็นนะครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านได้มีความเข้าใจ แล้วก็เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้มีความเข้าใจที่จะประกอบการพิจารณาในการอภิปราย ต่อไปนะครับ ที่จริงแล้วประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ก็มาจากข้อสรุปของคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และของคณะอนุกรรมการอีก ๒ คณะ ที่เห็นพ้องต้องกันว่าควรจะได้มีการดําเนินการ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่สําคัญ ๆ เร่งด่วน เพื่อให้เกิดบรรยากาศของ ความปรองดองสมานฉันท์เพิ่มมากขึ้นนะครับ อันนั้นก็เปึนเหตุผลที่เปึนที่ไปที่มา ของการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข รัฐธรรมนูญขึ้นด้วย ในคณะอนุกรรมการได้กําหนดแนวทางในการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ คือคํานึงถึงหลักในด้านประชาธิปไตย คํานึงถึงความเปึนธรรม คํานึงถึงความเสมอภาค นิติธรรมแล้วก็ที่สําคัญคือประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล นอกจากนั้นเราก็จะไม่เกี่ยวข้องกับมาตราหรือบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคดีความที่ยัง ค้างคาอยู่ในกระบวนการยุติธรรมซึ่งท่านก็จะพอมองเห็นได้นะครับ สําหรับข้อเสนอ ทั้ง ๖ ประเด็นนั้นก็เปึนเพียงกรอบแนวความคิดในขั้นต้น หากจะมีการดําเนินการต่อไป ก็จะต้องมีการร่างเปึนญัตติเสนอเข้าสู่รัฐสภา แล้วก็ควรจะได้มีกระบวนการในการที่จะ รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนจะเปึนด้วยวิธีหนึ่งใดก็แล้วแต่ ก่อนนําไปสู่ การแก้ไข อีกทั้งหลังจากแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็จะต้องมีการแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญอย่างน้อย ๒ ฉบับ คือ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. และ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งต้องเสนอผ่านทั้ง ๒ สภานะครับ นั่นก็เปึน ขั้นตอน จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวและข้อเสนอของพรรคการเมืองเกือบทุกพรรค คณะกรรมการจึงได้เห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ๖ ประเด็นแรก ซึ่งกระผม ขอใช้เวลาสั้น ๆ ชี้แจงกับท่านสมาชิกในประเด็นที่ยังไม่ได้อยู่ในเอกสารที่แจกจ่ายให้กับท่าน เพื่อประกอบเปึนข้อมูล โดยขอยืนยันว่าในการทํางานของผมเองและของ คณะอนุกรรมการนั้น เราไม่ได้มีธง เราไม่ได้มีพรรค มีฝัก หรือว่ามีสีนะครับ ในการทํางาน ก็ตั้งอยู่บนความเปึนกลาง มุ่งมั่นในการทํางานให้ดีที่สุด ผมเองในฐานะที่เปึนประธาน ก็มีหน้าที่ในการหาข้อมูล สอบถามความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนนะครับ ก็ได้ไปบรรยาย ไปรับฟังความคิดเห็นในหลาย ๆ ทาง ข้อเสนอทั้ง ๖ ประเด็นนั้น ผมขอเรียนว่าเปึน ความเห็นของคณะอนุกรรมการและ ๕ พรรคการเมืองนะครับ ซึ่งได้ส่งมาเปึน ลายลักษณ์อักษรที่อยู่ในมือผมนี้ว่าเสนอแก้ไขอะไรบ้าง อันนี้ก็อยากจะให้ท่านสมาชิก รัฐสภาได้รับทราบ
ในประเด็นแรก เรื่องของการยุบพรรคการเมือง การตัดสิทธิ กรรมการบริหารพรรคทั้งหมดตามมาตรา ๒๓๗ นั้น อนุกรรมการส่วนใหญ่นะครับ ผมใช้ คําว่า ส่วนใหญ่ คือไม่ใช่ทั้งหมด เห็นด้วยให้ตัดวรรคสอง มาตรา ๒๓๗ ออก โดยพิจารณาเพิ่มโทษผู้กระทําผิดที่เปึนกรรมการบริหารพรรคให้มากกว่าผู้สมัครอื่น ๆ ซึ่งตรงกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคชาติไทยพัฒนา ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์เองเห็นด้วยกับการไม่ยุบพรรค แต่ให้คงการลงโทษผู้กระทําผิดและกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดไว้นะครับ
ประเด็นที่ ๒ คือที่มาของ ส.ส. ตามมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ อนุกรรมการส่วนใหญ่เห็นควรเปึนแบบเขตเดียวคนเดียว จํานวน ๔๐๐ คน และแบบบัญชี รายชื่อจํานวน ๑๐๐ คน รวม ๕๐๐ คน ซึ่งก็ตรงกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนา ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีข้อเสนอในเรื่องเกี่ยวกับที่มาของ ส.ส.
ประเด็นที่ ๓ คือที่มาของ ส.ว. ตามมาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๒๑ ที่ให้มี การเลือกตั้ง ส.ว. ทั้งหมดจํานวน ๒๐๐ คน โดยใช้เขตจังหวัดเปึนเขตเลือกตั้งนั้นก็ตรงกับ ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคชาติไทยพัฒนา ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เสนอมาว่าที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และอํานาจหน้าที่ต้องสอดคล้องกัน และดําเนินการในเวลาที่เหมาะสม
ในประเด็นที่ ๔ เกี่ยวกับการทําหนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกอภิปรายค่อนข้างมาก ก็ฝากท่านไปอ่านในเอกสารในส่วนที่เปึนภาคผนวกนะครับ ซึ่งจะมีข้อคิดเห็นอยู่ ๑๐ กว่าประการของคณะอนุกรรมการในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวมาตรา ๑๙๐ ซึ่งมี ข้อบวกก็คือว่า การกระทําใด ๆ ที่เปึนสัญญาระหว่างประเทศนั้นจะต้องให้ประชาชน ได้รับทราบ จะต้องให้สภาให้ความเห็นชอบในขั้นตอนต่าง ๆ แต่ก็มีข้อคิดเห็นที่ถือว่า เปึนข้อขัดข้องในการทํางานของรัฐบาลซึ่งทุกพรรคการเมืองเสนอตรงกันทุกพรรค ให้ปรับปรุงมาตรานี้เพื่อให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้สามารถรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติในเวทีนานาชาติไว้ได้ แม้ใน วรรคห้าของมาตรา ๑๙๐ ได้กําหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดขั้นตอนและวิธีการ จัดทําหนังสือสัญญาไว้ แต่ไม่ได้พูดถึงประเภทของหนังสือสัญญา จึงทําให้ยังไม่สามารถ ที่จะผลักดันร่างกฎหมายเข้าสู่สภาได้แม้จะมีอยู่แล้วหลายร่าง ในมาตรา ๑๙๐ นี้กระผมได้เสนอในที่ประชุมคณะอนุกรรมการว่าให้เพิ่มคําว่า ประเภท ของสัญญา ไว้ในวรรคห้า เพราะฉะนั้นเมื่อออกกฎหมายลูกแล้ว นอกจากจะกําหนด ขั้นตอนและวิธีการในการจัดทําหนังสือสัญญาแล้วก็จะกําหนดว่า มีหนังสือสัญญา ประเภทใดบ้างที่กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ จะต้องนํามาเสนอเพื่อให้รัฐสภารับทราบ ตามมาตรา ๑๙๐ ซึ่งตรงนี้จะไม่ได้มีผลกระทบต่อสาระสําคัญของมาตรา ๑๙๐ อย่างที่ เพื่อนสมาชิกเปึนห่วงนะครับ คือไม่มีการแก้ไขใด ๆ มีแต่เพิ่มเติมเพียงคําเดียวว่า ให้มีกฎหมายกําหนดประเภท แล้วก็ขั้นตอน กระบวนการต่าง ๆ ในการร่างสัญญา ซึ่งคณะอนุกรรมการทุกท่านนะครับ ผมย้ําว่าทุกท่านในที่ประชุมให้ความเห็นชอบในการ เพิ่มเติมข้อความตรงนั้น ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมในวรรคอื่น ๆ ซึ่งก็มีผู้อภิปรายในเรื่อง ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ก็ให้มีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต เพื่อที่จะพิจารณาว่า จะต้องมีการแก้ไขหรือไม่
ประเด็นรองสุดท้ายคือ การดํารงตําแหน่งทางการเมืองของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร อันนี้ก็เปึนไปตามมาตรา ๒๖๕ ที่ประชุมมีประเด็นข้อคิดเห็น คือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้นได้ยอมให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้ ยกเว้นการดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี แต่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้น กลับไปในทางตรงกันข้าม คือให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีได้ แต่ห้ามดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ เช่น ที่ปรึกษาหรือเลขานุการรัฐมนตรี หรือที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งตรงนี้ก็เปึน การกลับกัน มติของคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูป ทางการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องต้องกันทุกฝ์ายในหลักการที่ให้แก้ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถดํารงตําแหน่งทางการเมือง เช่น เลขานุการหรือรัฐมนตรีได้ เพื่อให้สามารถทํางานใกล้ชิดและตอบสนองความต้องการของประชาชนให้มากยิ่งขึ้น และยังเปึนการสอดคล้องกับระบบรัฐสภาสากลที่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดํารง ตําแหน่งทางการเมืองในขณะเดียวกันได้ อันนี้ก็ตรงกับข้อเสนอของทุกพรรคการเมือง
แล้วก็ประเด็นสุดท้ายนะครับ คือการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับ ประชาชนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๒๖๖ ซึ่งทุกท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ถึงข้อจํากัดตรงนั้น มติของคณะกรรมการเห็นพ้องต้องกันรวมถึงมติของทุกพรรค หนังสือ ของทุกพรรคการเมืองก็เห็นพ้องต้องกันว่า เห็นควรที่จะให้ตัดข้อความในมาตรา ๒๖๖ (๑) ออก เพื่อเป่ดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา สามารถ นําความเดือดร้อนของประชาชนไปแจ้งให้กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้รับทราบได้ครับ สําหรับการยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้น คณะอนุกรรมการและคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ดําเนินการไว้ โดยเปึนเรื่องที่จะต้องให้คณะผู้ยื่นญัตติ ตามมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญเปึนผู้ดําเนินการ โดยสมควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดประโยชน์ เปึนคุณ หรือเปึนโทษต่อคณะผู้ยื่นญัตติ และสมาชิกรัฐสภาชุดปัจจุบันเปึนส่วนรวม ผมก็มีเรื่องที่จะเรียนเพิ่มเติมครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ