วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบสัดส่วน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒

วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบสัดส่วน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อภิปรายเกี่ยวกับปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๙ โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบ่อยครั้งถึง ๑๘ ฉบับ ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นใช้เพียงฉบับเดียวมาตลอด ๖๗ ปี เนื่องจากคนญี่ปุ่นปรับตัวเข้ากับหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญได้ดีกว่า ส่วนคนไทยกลับพยายามปรับหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับตัวเราเอง ทำให้รัฐธรรมนูญล้มเหลวและเสียสมดุล ผู้พูดเปรียบเทียบการแก้รัฐธรรมนูญเหมือนกับการเล่นเหรียญสองด้านที่เหมือนกันซึ่ง

พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบสัดส่วน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขออภิปรายโดยย่อ ๆ ดังต่อไปนี้ครับ มาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีมีปัญหา เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญจะแก้หรือไม่แก้นั่นคือปัญหาที่ทางรัฐบาล เผชิญอยู่ ก็ถามมาที่รัฐสภาเพื่อให้แสดงข้อคิด ความเห็น ผมจึงใคร่ขอแสดงความเห็น ให้ข้อสังเกตและให้ข้อพึงสังวรแก่รัฐบาลดังต่อไปนี้ครับ มุมมองที่ผมมองนั้นมองเหมือนนก เปึนมองภาพกว้าง ภาพไกล ผมจะไม่ล้วงลงไปวิพากษ์วิจารณ์ ๖ ข้อของคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ท่านได้ทําเอกสารนี้แจก ผมจะไม่แตะต้องสิ่งนั้นเลยครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ชีวิตผมได้ผ่านรัฐธรรมนูญ มาหลายฉบับครับ ๑๘ ฉบับนี้ผมเกือบครบครับ เกือบครบชีวิต ตั้งแต่เกิดมาถึงวันนี้ ในช่วงรอยต่อของความคิดว่า ควรแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าแก้จะแก้อย่างไร ผมก็ อยากจะให้ข้อคิดความเห็นว่าประเทศไทยนั้น ๗๗ ป้ครับที่ผ่านมา เราใช้รัฐธรรมนูญ มาถึงวันนี้ ๑๘ ฉบับ ต่างจากประเทศญี่ปุ์นครับ ผมมีเพื่อนสนิทเปึนคนญี่ปุ์น สนิทกัน ขนาดล้อการเมืองกันได้ เขากระเซ้าผมว่า พันเอก วินัย ญี่ปุ์นตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เปึนต้นมาถึงวันนี้ก็ ๖๗ ป้ รัฐธรรมนูญที่แม็คอาร์เธอร์เขียนให้ญี่ปุ์น วันนี้ เขาก็ยังคงใช้อยู่ครับ เขาอิจฉาประเทศไทยที่เรามีตั้ง ๑๘ ฉบับ และทําท่าจะมีฉบับที่ ๑๙ ตามมาเร็ว ๆ นี้ครับ นั่นคือสิ่งที่เขาล้อผม ท่านประธานครับ คนไทยนั้นเขียนรัฐธรรมนูญเอง แต่เสมือนหนึ่งว่าเราค้นหาตนเองไม่พบ เราไม่เข้าใจตัวเราเอง เขียนแล้วก็แก้ เสมือนหนึ่ง เราไม่เข้าใจพลังอํานาจของความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของไทยครับ รัฐธรรมนูญของเรารวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลจึงเสียสมดุล ล้มแล้ว ล้มอีก รัฐธรรมนูญ ที่ล้มแล้วล้มอีกนั้น เราพอจะมีข้อสังเกตเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญของญี่ปุ์นดังนี้ครับ รัฐธรรมนูญญี่ปุ์นนั้นเขาไม่ค่อยจะแก้กัน ใช้แล้วก็มีความถาวร เพราะคนญี่ปุ์นนั้น เขาปรับตัวเข้ากับหลักเกณฑ์ เข้ากับหลักการ เข้ากับรัฐธรรมนูญครับ ซึ่งแตกต่าง จากคนไทย เราจะปรับเอาหลักเกณฑ์ หลักการรัฐธรรมนูญนั้นให้สอดคล้องต้องกับตัวเราครับ มันมุมกลับ นี่เปึนสาเหตุหนึ่งที่เรามีรัฐธรรมนูญบ่อย มีมากฉบับ มีหลายฉบับ นั่นเปึนข้อ ที่ผมตั้งข้อสังเกตนะครับ มีคํากล่าวว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญให้ดีแค่ไหนก็แล้วแต่มันไป ไม่รอด เพราะปัจจัยสําคัญที่สุดมันขึ้นอยู่กับคน มีคนเปรียบเปรยว่าต่อให้บีโธเฟน ต่อให้โมซาร์ท มาเขียนโน้ตดนตรีให้ไพเราะเพราะพริ้ง แต่ให้ป้ศาจ ให้อเวจีเปึนคนเล่น ดนตรี ต่อให้เอาป้ืพระอภัยมณีไปใส่ปากชีเปลือยและให้ผีเสื้อสมุทร ดนตรีที่บรรเลง มันไม่ไพเราะ มันเพราะไม่ได้ นั่นคือคําเปรียบเทียบว่าคนสําคัญที่สุด ในสังคมไทยของเรา รัฐธรรมนูญจึงล้มลุกคลุกคลาน แก้แล้วแก้อีกเหมือนทารกครับ เพราะเราพยายามที่จะ ปรับหลักเกณฑ์ ปรับรัฐธรรมนูญให้เข้ากับตัวเรา ซึ่งวันนี้เราจะไปทางไหนครับ อย่างไร ก็แล้วแต่ผมมีข้อพึงสังวรที่จะให้รัฐบาลได้เอาไปคิด สังวรให้จงหนักว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ของไทยนั้น มันเหมือนกับเหรียญ ๒ ด้านที่เหมือนกัน ที่ไม่แตกต่างกัน ปกติ เหรียญด้านหนึ่งเปึนก้อย ด้านหนึ่งเปึนหัว แต่เหรียญที่ท่านกําลังจะเล่นอยู่เกมนี้พลิกไป ด้านนี้ก็หัว อีกด้านหนึ่งก็หัว ถ้าด้านหนึ่งเปึนก้อย อีกด้านหนึ่งก็ก้อยครับ มันแปลความว่า อย่างนี้ท่านครับ ปรากฏการณ์ในการแก้รัฐธรรมนูญของไทย แก้รัฐธรรมนูญแล้วนําไปสู่ วิกฤตการณ์ หรือวิกฤตการณ์แล้วนําไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ มันเปึนปรากฏการณ์ ที่ซ้ําแล้วซ้ําอีก ประวัติศาสตร์จะซ้ํารอยของมันอย่างนี้มาโดยตลอด จึงเปึนข้อพึงสังวรครับ จนกระทั่งมีคนบางคนคิดเทียบสมการครับว่า การแก้รัฐธรรมนูญมีค่าเท่ากับวิกฤติครับ ท่านจะเอาประวัติศาสตร์ตอนไหนมากล่าว ก็พอจะยกเปึนเหตุ เปึนผล เปึนอุทาหรณ์ได้ นี่ละครับเปึนหน้าที่ของเรา ของสังคมเรา เราจะก้าวข้ามวิกฤติอย่างไร ถ้าเราจะแก้ รัฐธรรมนูญ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมขอวกมาที่ฉบับปัจจุบัน ฉบับป้ ๒๕๕๐ นี้สักนิดหนึ่ง เปึนความจริงครับ ๓๐๙ มาตรา หลายมาตราที่ผมไม่ชอบใจ แต่ผมก็ยอมรับ เพราะอะไรครับ เพราะ ๑๔ ล้านเสียงเห็นด้วย อีก ๑๐ ล้านเสียง ไม่เห็นด้วย แปลว่ามันผ่านประชามติ แปลว่ามันอิงประชาชน ไม่มีคําอธิบายใดที่จะบอก ว่าไม่รับ หรือรับไม่ได้ เช่นเดียวกันครับ เมื่อผมไม่ชอบใจบางมาตราในจํานวน ๓๐๙ มาตรา ผมเองก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อย ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่หายครับ ที่มีความรู้สึกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้มันเปึนผลพวงมาจากการปฏิวัติ แม้ผมจะตะขิดตะขวงใจ แต่ผมก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ครับ ผมปฏิเสธ ความชอบธรรม ลีจิททิเมซี (Legitimacy) ปฏิเสธไม่ได้ ขอใช้ภาษาอังกฤษครับ เพราะเปึน ศัพท์ทางรัฐศาสตร์ ในทางรัฐศาสตร์นั้นความชอบธรรมเกิดขึ้นจาก ๓ หลัก คือ ๑. ความสําเร็จ ๒. ด้วยปัจจัยเวลา และ ๓. ประชาชนสนับสนุน ถามว่าคณะปฏิวัติ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ทําสําเร็จไหม สําเร็จครับ ถามว่าเขามีปัจจัย มีปัจจัย เปึนอะไรครับ มีครับ ปฏิวัติเสร็จ ๒ ป้กว่ามีรัฐบาล มีคณะแก้รัฐธรรมนูญ มีคณะยกร่าง รัฐธรรมนูญ และสภาร่างรัฐธรรมนูญอีก ๑๐๐ คนแก้รัฐธรรมนูญ ยืนหยัดมาอีก ๒ ป้กว่า หลังจากที่ปฏิวัติเสร็จ มีปัจจัยเวลายืนหยัดอยู่ และถ้าถามว่าประชาชนสนับสนุนไหม ท่านประธานรัฐสภาครับ ถ้ามีดอกไม้ไปให้ มีการสรรเสริญอย่างภาพที่เห็น จะปฏิเสธ อย่างไรว่าประชาชนทั้งประเทศไม่สนับสนุน แม้มีบางส่วนไม่เห็นด้วย นี่ล่ะครับ ผมจึงบอกว่าแม้ไม่ชอบใจอยู่บ้าง ก็ต้องยอมรับ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ นี้ผ่านประชามติ เมื่อมีความเปึนมาอย่างนี้ ผมจึงอยากจะให้ข้อคิด ความเห็นว่า ถ้าท่านจะแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาอย่างไรก็ออกทางเดิมครับ ผมอยากให้ ท่านได้ถามประชามติ ทําเรเฟอเรนดัม (Referendum) ถามสิว่าประชาชนอยากแก้ไหม ถ้าประชาชนให้ไฟเขียวแก้ เชิญเถอะครับ คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาสมานฉันท์ซึ่งจะแก้ ๕ ประเด็น ๖ ประเด็น อยู่ที่ท่าน อยู่ที่ประชาชน ขอให้ประชาชนมีส่วนร่วม อิงประชาชน เข้าไว้นะครับ ผมมีความเห็นเหมือนบางท่านที่บอกว่าถ้าจะแก้ควรทําประชามติ ความชอบธรรมในการแก้รัฐธรรมนูญนั้น อย่าหวังว่าต้องทําปฏิวัติอย่างที่เปึนข่าว วันสองวันที่ผ่านมา ผมเรียนว่าอย่าเอาการปฏิวัติเปึนความชอบธรรม คนจะปฏิวัติวันนี้ ประธานรัฐสภาครับ ต้องถามตนเอง ต้องตอบตนเองว่า ปฏิวัติเสร็จแล้วจะปกครอง ประเทศให้สงบสันติอย่างไร คนจะลุกฮือต่อต้าน ท่านทนไม่ไหวละครับ ถ้าจะปฏิวัติ ต้องถามตนเองว่า ปฏิวัติเสร็จท่านจะจัดการกับต่างชาติที่จะบอยค็อท แซงชั่น (Boycott Sanction) ประเทศไทยอย่างไร ท่านต้องพร้อมที่จะตอบตนเองว่า เมื่อปฏิวัติแล้ว ท่านพร้อมจะป่ดประเทศหรือเปล่า ประเทศไทยเปึนประเทศที่พึ่งพาเศรษฐกิจสังคมโลก พึ่งพาโลกมาตลอด เราคงไม่พร้อมอย่างนั้น ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ทั้งหมด ทั้งหลาย ทั้งปวงนี้เปึนความห่วงใยที่ผมอยากจะให้ข้อสังเกต ข้อพึงสังวรกับรัฐบาล ผมอยากจะย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไฟเขียวมาจากเรเฟอเรนดัม จนกระทั่ง เราได้ใช้ ถ้าจะแก้ให้เกียรติประชาชนถามสักนิดหนึ่งว่าประชาชนพร้อมหรือเปล่า ผมคิดอย่างนี้ ละครับ ด้วยความเคารพครับ