ตวง อันทะไชย หารือเรื่องการปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของกระบวนการสมานฉันท์และการสร้างสังคมสมานฉันท์ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยมีประเด็นหลักคือการขับเคลื่อนรัฐสภาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี และการนำแนวทางเจรจาเพื่อสันติไปใช้
ท่านประธานครับ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงก็เปึนข้อกังวลไม่แตกต่างจาก ท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านไพจิตที่ได้กรุณาพูดถึงเมื่อสักครู่นี้ว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความจําเปึนที่จะต้องลุกขึ้นมา เพื่อกราบเรียนท่านว่า เบื้องต้นนี้อยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังสมาชิกว่า เราต้องกราบขอบพระคุณที่ท่านสมาชิกได้ให้กําลังใจและให้ข้อเสนอแนะกับเรามา แต่เราก็มีความกังวลไม่แตกต่างจากท่านว่า ณ เวลานี้ข้อเสนอของเราบางส่วนนี่จําเปึน ที่จะต้องใช้กลไกของรัฐบาลและรัฐสภาในการดําเนินการ ผมขอประทานอนุญาต ได้กราบเรียนดังนี้ครับว่า ความจริงนี่ข้อเสนอของเราทั้ง ๓ บทนั้นมันเชื่อมโยงกันครับ มันไม่ได้มีเฉพาะเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น มันมีทั้งการที่จะต้องทํา กระบวนการสมานฉันท์ แล้วก็มีกระบวนการในการทําการปฏิรูปทางการเมือง แล้วสุดท้ายก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความจริง ๓ ส่วนนั้นมันเชื่อมโยงผูกพันอย่างที่ ท่านสมาชิกหลายท่านได้กรุณาอธิบายก็คือว่ากระบวนการสมานฉันท์นั้นมันคือพื้นฐาน ที่จะนําไปสู่การปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมจึงขอประทานอนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่า ทําอย่างไรจะให้สมาชิกวันนี้ได้โปรดท่านได้ต่อยอดด้วยว่า เมื่อเรา คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่ มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าว่า เราต้องการที่จะหาทางออกให้กับประเทศ อยากจะให้ ท่านช่วย เมื่อสักครู่นี้ท่านสุรพงษ์กรุณาช่วยแล้ว เมื่อสักครู่นี้ท่านไพจิต ศรีวรขาน กรุณาช่วยด้วยว่าสิ่งที่รัฐบาลสามารถทําได้โดยไม่ต้องรอก็คือกระบวนการแรกในบทที่ ๓ คือ
ประการที่ ๑ กระบวนการสมานฉันท์ อันนี้ไม่ต้องลงทุนเลยครับ ซึ่งเรา ก็บอกชัดเจนในข้อเสนอของเราว่าใครเปึนคนทํา ทําอย่างไร มีหน้าที่อะไร ถ้าทํา ท่านไพจิตก็ทราบดีว่าไปไกลแล้วตอนนี้นะครับ
ประการที่ ๒ เราคิดว่าทิศทางของการปฏิรูปการเมืองนั้นมันก็มีความสําคัญ และมีความจําเปึน เพราะมันเปึนเปัาหมายสุดท้ายของการปฏิรูปการเมืองทั้งหมด
ประการที่ ๓ เรื่องประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พวกเราก็คุยกันว่า เสร็จงานวันนี้แล้วอย่างไรต่อไปล่ะ เสร็จงานวันนี้สมาชิกรัฐสภาท่านทั้งหลายได้แต่งตั้ง พวกเรา ท่านได้มีมติเลือกพวกเรา ท่านประธานได้บัญชาให้พวกเราไปทํางาน คําถาม ของพวกเราในฐานะที่ไปทํางานแทนท่านทั้งหลายก็คือว่าท่านจะใช้กลไกรัฐสภานี่ ขับเคลื่อนอย่างไรที่จะให้กลไกเหล่านั้นได้ทําตาม ผมยกตัวอย่างเช่น แม้แต่เรื่องของ กระบวนสมานฉันท์ ที่เรายืนยันมาตลอดว่า วิกฤติครั้งนี้มันเปึนวิกฤติของคนไทยทุกคน คนไทยทุกคนคือทางออกของสังคม ต้องไปฟังประชาชนครับ เราก็บอกว่าจะต้องทํา และจะต้องเริ่มดําเนินการกระบวนการสมานฉันท์ หรือประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่ เราก็มีความเห็นไม่ต่างจากท่านว่า วันนี้ประเด็นใดที่ตกผลึกมองเห็นร่วมกัน แล้วก็สามารถทําได้ หรือประเด็นใดที่มันจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็จําเปึน ที่จะต้องทํา แต่เรายืนยันว่าถ้ามันเปึนทางออกของประเทศก็ไม่ต้องรอให้มันครบทั้งหมด ก็ได้ นี่คือข้อเสนอของเรา
ประการสุดท้าย ผมคิดว่ามันมีความจําเปึนที่จะต้องกราบเรียน ท่านประธานเพื่อให้ท่านสมาชิกได้เข้าใจถึงเจตนาของคณะกรรมการสมานฉันท์ ซึ่งมีประเด็นที่ท่านได้กรุณาพูดถึงในเวทีเพื่อให้เข้าใจตรงกันก็คือว่า เรื่องของ สื่อสารมวลชนกับสร้างสังคมสมานฉันท์นี้ ความจริงเปึนประเด็นที่เราเสนอชัดเจนครับว่า ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปปฏิรูปสื่อมวลชน ปฏิรูปสื่อมวลชนเปึนเรื่องที่สื่อมวลชนจะต้อง ลุกขึ้นมาทําในเรื่องวิชาชีพ แต่ข้อเสนอของเราที่เราค้นพบก็คือเราพบว่าวันนี้สื่อมวลชน มีส่วนสําคัญในการเพิ่มและลดระดับความขัดแย้งทางสังคมอย่างมากมาย สื่อมวลชน สามารถที่จะทําให้สังคมเกิดสติ เกิดปัญญาที่จะหาทางออกร่วมกันได้ สื่อมวลชน สามารถที่จะเปึนเครื่องมือในการประคับประคองบ้านเมืองได้ คําถามก็คือว่าประเด็นนี้ เราเสนออย่างไร เราเสนอว่าวันนี้นอกจากรัฐสภาจะเปึนเจ้าภาพในการประสาน แล้วมาพูดคุยกัน รัฐบาลเองก็มีพลังที่จะสามารถทําเรื่องนี้ได้
ประการที่ ๒ ที่เราคิดว่ามันจําเปึนที่จะต้องทําแล้วเราอยากให้รัฐบาล ทําต่อไปก็คือ ข้อเสนอที่เปึนกระบวนการเจรจาเพื่อสันติครับ ความจริงมันไม่ได้แคบ อย่างที่ว่า การเจรจาเพื่อสันตินั้นมันทําได้ทุกเหตุการณ์ ทําได้ทุกขั้นตอน ทําเปึนทางเลือก แรกสุดที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอต่อรัฐบาลก็คือก่อนที่จะใช้ความรุนแรง ทุกฝ์ายสามารถใช้ได้เลย บทเรียนนี้เราจะไป ได้บทเรียนมาจากทั้งงานวิจัยและจากเราที่ได้คุยกับพี่น้องประชาชน ทําเวทีรับฟังความ คิดเห็นหรือบทเรียนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเปึนแอฟริกาใต้ ประเทศโคลัมเบีย ประเทศ กัวเตมาลา ก็ใช้แบบเดียวกันครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า อยากจะให้รัฐบาลได้ใช้ กระบวนการตรงนี้เข้าด้วย
ประการสุดท้ายที่ผมคิดว่ามีความจําเปึนต้องกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสมาชิก ท่านได้ช่วยผลักดันเรื่องนี้ให้เราด้วยก็คือว่า เรามีข้อเสนอว่า มีความจําเปึนที่จะต้องจัดสมัชชาภูมิภาค ๔ ภาค ถามว่าทําไมต้องทํา เราคิดว่าวันนี้ รัฐสภาลําพังโดยสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐบาล ไม่อาจที่จะ สร้างความสมานฉันท์ในชาติได้ เราจําเปึนที่จะต้องไปชวนพี่น้องประชาชน ไปรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เราได้ออกแบบเอาไว้ ๔ ภูมิภาคเพื่อให้พื้นที่ของพี่น้อง ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความคิดเห็นว่ากระบวนการ สมานฉันท์ถ้าจะสร้างนี้ พี่น้องประชาชนจะต้องทําอย่างไร หรือแม้แต่ประเด็นในการที่จะ ปรับปรุง แก้ไขรัฐธรรมนูญ พี่น้องประชาชนคิดอย่างไร มันสะท้อนให้เห็นตอนท้าย ที่เราจัดที่ เอ็นบีที ครับท่านประธานครับ ในตอนท้ายที่เราจัด เอ็นบีที นี้ พี่น้อง ๔ ภูมิภาค โทรเข้ามานี้ เปึนประเด็นที่ตรงกันกับสมัชชาของเรา แต่เราคิดว่าถ้าเราจะยกเวทีสมัชชา ไปหาพี่น้องประชาชนนั้น มันก็จะเปึนพื้นที่ทางภาคพื้นให้พี่น้องประชาชน มาแลกเปลี่ยนกัน เพราะเราเชื่อว่าคนนี้แม้จะมีประเด็นขัดแย้งกันก็ตาม แต่ถ้ามีพื้นที่ให้ เขาได้พูดคุยกัน ได้แลกเปลี่ยนกัน ได้แสดงความคิดเห็นซึ่งกันและกัน คณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเชื่อว่าจะผ่อนคลายลด ระดับความขัดแย้งและนําไปสู่การสร้างสันติสุขภายในประเทศได้ จึงเปึนประเด็นที่ผมขอ ประทานอนุญาตได้กราบเรียนท่านประธาน เนื่องจากว่าเราจะต้องคุยกัน ๒ วัน ก็ย้ํา ตอนท้ายนะครับว่าอยากให้ท่านสมาชิกรัฐสภาช่วยตั้งคําถามกับคณะกรรมการหน่อยว่า เสร็จจากวันนี้แล้วอย่างไรต่อไป เสร็จจากวันนี้เราจะเริ่มต้นในการที่จะกอบกู้ฟุ๋นฟูชาติ บ้านเมืองอย่างไร จึงกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบคุณครับ