รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒

อภิชาต การิกาญจน์ เสนอแนวคิดรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางการเมืองและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างระบบการเมืองและสถาบันการเมืองให้แข็งแกร่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น

นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะขอแสดง ความคิดเห็นในกรอบที่ ๒ กรอบการปฏิรูปการเมืองเพียงเรื่องเดียวนะครับ ผมคิดว่า เรามีปัญหาที่จําเปึนจะต้องมีการปฏิรูปการเมือง จากปัญหาสภาพการเมืองที่เราเห็นอยู่ นะครับ

ประการที่ ๑ เราได้เห็นว่าอํานาจทางการเมืองที่เปึนอยู่ในขณะนี้ยังไม่เปึน อํานาจทางการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง เราเห็นได้จากการเมืองในระบบรัฐสภา ขาดความเชื่อถือ ขาดความไว้วางใจจากสังคม บรรยากาศของการทําหน้าที่ของ ผู้แทนราษฎรเปึนสิ่งที่เราได้เห็นกันอยู่ว่าเราจะปรับอย่างไร ที่จะให้สภานี้กลับมาเปึนสภา ที่ยืนอยู่บนความเชื่อถือไว้วางใจของสังคมในวันข้างหน้า

ประการที่ ๒ ปรากฏการณ์ที่เราได้เห็นก็คือ การเมืองนอกระบบ หรือการเมืองภาคประชาชน จะมีบทบาทมากขึ้นในการใช้ให้เปึนพลังอํานาจของ ประชาชน แทนอํานาจในระบบ

ประการที่ ๓ เราได้เห็นว่าการเมืองในเมืองไทย เราไปติดอยู่กับ ตัวนักการเมือง จนละเลยหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง เราจะเห็นได้ว่าบรรยากาศ ทางการเมืองในช่วงหลัง เราปล่อยให้นักการเมืองลากประชาชนไปคนละทิศคนละทาง แตกเปึนกลุ่ม แตกเปึนเสี่ยง จําเปึนอย่างยิ่งที่การปฏิรูปการเมืองจะต้องนําการเมืองกลับมาสู่สภาพที่เราเรียกว่า อํานาจทางการเมืองของประชาชนต้องกลับมาอยู่ในระบบรัฐสภา

ประการต่อไป องค์กรตามรัฐธรรมนูญบางส่วนยังไม่ทําให้ระบบการเมือง เปึนการเมืองดีอย่างแท้จริง เช่น กกต. ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม กกต. ไม่สามารถแก้ปัญหาการซื้อเสียงได้ แล้ววันนี้ในระดับท้องถิ่นไม่ว่าจะเปึนเทศบาล เปึน อบจ. เราจะเห็นได้ว่าเสียงทุกเสียงในบางที่เปึนเสียงที่ต้องแลกด้วยเงินทั้งนั้น ปัญหา เรื่องตุลาการภิวัตน์ วันนี้องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทําให้ ศาลมีอํานาจล้นเกิน อํานาจทางอธิปไตยไม่ได้อยู่บนฐานทางอํานาจของประชาชน ในสภา แต่ไปอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถึงเวลาหรือยังครับที่เราต้องทบทวนบทบาท ของศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏการณ์ในทางสังคม วันเวลาที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าการวิพากษ์ สังคมมีมากขึ้น ผู้คนกล้าวิพากษ์วิจารณ์องค์กรต่าง ๆ ในสังคมมากขึ้น คนชั้นล่าง กล้าแสดงความคิดเห็นที่จะมีลักษณะในการต่อต้านอํานาจมากขึ้น คนในสังคมชั้นล่าง ไม่ฟังคนชั้นบนเช่นแต่เดิม แต่จะฟังใครก็ได้ที่สามารถดูแลแก้ปัญหาปากท้องของกลุ่ม ของคนยากจนได้ นี่คือสิ่งที่เราเห็นว่าเปึนปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนไปในช่วงหลังของ การเมือง ผมคิดว่าสังคมไทยของเรากําลังก้าวเคลื่อนไปสู่สังคมที่เราอาจจะเรียกได้ว่า สังคมประชาธิปไตยเสรีนิยมมากขึ้น เราจะเห็นได้ว่าผู้คนในสังคมโหยหาความเปึนอิสระ โหยหาสิทธิและเสรีภาพในทางการเมืองมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ ที่พอจะประเมินได้ว่า

๑. คนต่อต้านการรัฐประหารมากขึ้น

๒. คณะรัฐประหารซึ่งมาไม่ถูกต้องตามครรลองการเมือง ยึดอํานาจได้ แต่ไม่สามารถปกครองประเทศนี้ได้ ต้องคืนอํานาจให้กับประชาชนโดยการจัดการเลือกตั้ง อย่างรวดเร็ว

เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ผมคิดว่าสังคมน่าจะต้องการกติกาประชาธิปไตย แบบใหม่มากขึ้น ผมเลยไม่ติดใจทั้งป้ ๒๕๔๐ และป้ ๒๕๕๐ แต่ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญหรือ กติกาประชาธิปไตยแบบใหม่จะต้องเกิดขึ้น ต้องมีรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ ของการเมืองและสังคมที่เปลี่ยนไปในวันนี้จะต้องเปึนประชาธิปไตยที่เปึนสากลมากขึ้น รัฐธรรมนูญจะร่างอย่างไรก็แล้วแต่จะต้องเสริมสร้างระบบการเมืองและสถาบันการเมือง ให้แข็งแกร่ง รัฐธรรมนูญต้องเปึนหลักเพื่อมารองรับความเปลี่ยนแปลงไปในวันข้างหน้า แล้วผมคิดว่าสังคมจะเคลื่อนตัวไปในทิศทางตามที่เราจะวางกรอบของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญในทัศนะของผมจะต้องเปึนรัฐธรรมนูญที่เปึนหลักทั่วไปที่ไม่ต้อง ใส่รายละเอียดถี่ยิบเหมือนกับของป้ ๒๕๕๐ แต่รายละเอียดปลีกย่อยการแก้ปัญหา ทางการเมือง ปัญหาของการปฏิรูปจะต้องไปอยู่ในส่วนอื่นไม่ว่าจะเปึนนโยบาย ของแต่ละพรรคการเมืองที่เสนอเข้ามาแข่งขันในทางการเมืองก็แล้วแต่ เราจะเห็นได้ว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาเราร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทางการเมืองเท่านั้น เพราะฉะนั้นการร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าทางการเมืองไม่สามารถเปึน รัฐธรรมนูญที่จะสร้างความแข็งแกร่ง สร้างความมั่นคงให้กับองค์กรและสถาบันทาง การเมืองได้ เมื่อเปึนเช่นนี้เราจะเห็นว่าระบบเก่าที่เราเห็นอยู่ในการเมืองกําลังถูกท้าทายจากกลุ่มคน ในสังคมมากขึ้น ระเบียบสังคมการเมืองต้องการการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบการเมืองใหม่ ข้อวิพากษ์ของการเมืองแบบเก่ากับการเมืองแบบใหม่เกิดจากผู้คนได้รับการเรียนรู้ มากขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงของการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้คนเรียนรู้การเมือง จากม็อบ ผู้คนเรียนรู้การเมืองจากสื่อที่เปึนสื่อที่เปึนอิสระมากขึ้น ปรากฏการณ์เหล่านี้ ท้าทายคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองว่าถึงเวลาหรือยังครับที่เราจะต้องมีรัฐธรรมนูญ ที่สามารถสนองตอบต่อการพัฒนาการเมือง ขจัดนักการเมืองเลวออกไปจากการเมือง แล้วเลือกสรรนักการเมืองดี ๆ เข้ามาทําหน้าที่ในการจัดสรรบ้านเมือง เราไม่มีทางเลือกครับ คนที่เข้าสู่การเมืองในแต่ละที่ เรามาจากที่มาที่ต่างกัน เราไม่มีโอกาสเลือกได้คนดีทั้งหมด หรอกครับ เพราะฉะนั้นการเมืองจึงเปึนทั้งการเมืองดีและการเมืองเลว แต่จะเปึนไปเช่นไร ก็ตามการเมืองจะต้องเดินไปตามกระบวนการ โดยไม่มีอํานาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง เราจะต้องทําการเมืองให้มั่นคง แล้วสามารถขจัดอํานาจนอกระบบให้ได้ เราต้องการ การเมืองที่มีผู้นําที่เปึนประชาธิปไตย มีผู้นําที่กล้าหาญที่จะรับฟังข้อมูลรอบข้าง เปึนผู้นํา ที่สามารถตัดสินใจทางการเมือง แล้วมีส่วนในการเสริมสร้างให้ระบบรัฐสภาของเรา ได้กลับมายืนอยู่บนความเชื่อถือไว้วางใจของสังคมในวันข้างหน้าให้ได้ครับ