รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประชุมวุฒิสภา โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการปฏิรูปทางการเมือง โดยเฉพาะการปฏิรูปหลักนิติธรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสอดคล้องกับกรอบการปฏิรูปการเมืองและสมานฉันท์

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมกราบเรียนท่านประธานว่าการประชุมของพวกเราวันนี้เปึนการประชุม โดยการร้องขอของท่านนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗๙ คือการขอรับฟังความคิดเห็น จากสมาชิกรัฐสภา แต่ไม่ปรากฏว่ามีคณะรัฐมนตรีอยู่รับฟังเลยแม้แต่คนเดียวในขณะนี้ ประเด็นที่ผมอยากจะขอกราบเรียนก็คือว่า วันนี้เปึนการพิจารณารายงาน ของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อศึกษาถึงแนวทางในการที่จะยุติปัญหาข้อขัดแย้ง ของสังคมไทยที่เปึนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทางคณะกรรมการสมานฉันท์ก็ได้กรุณา เสนอแนวทางขึ้นมาทั้งหมด ๓ กรอบ ท่านประธาน ก็คือกรอบการสมานฉันท์เพื่อการ ปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญ กรอบการปฏิรูปการเมือง และกรอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เพื่อนสมาชิกวันนี้อภิปรายกันทั้งวันตั้งแต่เช้า มาจนถึงขณะนี้ ปรากฏว่าพวกเราให้น้ําหนักไปแต่กรอบที่ ๓ กรอบเดียว ก็คือเรื่องของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราให้น้ําหนักแต่เรื่องกรอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงอย่างเดียว โดยละอีก ๒ กรอบที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสนอมา ก็คือกรอบการสมานฉันท์และกรอบการปฏิรูป การเมืองแล้ว ผมเชื่อว่าลําพังการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะไม่นําไปสู่การยุติความขัดแย้ง แล้วคืนความสมานฉันท์ให้กับผู้คนในสังคมไทยได้ เหตุผลที่ผมได้แสดงความคิดเห็น เช่นนั้น ก็เพราะผมเห็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ในกรอบที่ ๑ คือกรอบ การสมานฉันท์ ทางอนุกรรมการได้กรุณาเสนอวิธีการไว้หลายวิธีการ ทั้งหมดมี ๖ วิธีการ แต่ที่น่าสนใจและผมเห็นว่าเปึนวิธีการที่ฝ์ายรัฐบาลและฝ์ายค้านสามารถดําเนินงาน ได้ทันที ลงมือทํางานได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเลยก็คือ ๑. เรื่องการ ลดทิฐิ ลดอคติ ลดวิวาทะ แต่เรายังคงเห็นการตอบโต้ซึ่งกันและกันระหว่างฝ์ายรัฐบาล และฝ์ายค้าน เรายังคงเห็นโฆษกรัฐบาล โฆษกฝ์ายค้านออกทีวี ตอบโต้กันเปึนรายวัน ให้หยุดการตอบโต้ใส่ร้ายทางการเมือง เรายังเห็นคลิป (Clip) เสียง หยิบมาตอบโต้กัน ในสภา วิธีการที่ ๒ ก็คือบอกรัฐบาล ฝ์ายค้านลดเงื่อนไขความขัดแย้งที่มีอยู่ รัฐบาล ฝ์ายค้านทําได้ทันทีครับ แต่ท่านไม่ทํา ตรงกันข้ามท่านยังคงสร้างเงื่อนไขที่จะทําให้เกิด ความรุนแรงทางการเมือง วิธีการที่ ๓ คือการจัดให้มีการเจรจาเพื่อสันติภาพ ผมไม่เห็นว่า มีฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งจะริเริ่ม หรือฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งเรียกร้องให้อีกฝ์ายหนึ่งริเริ่มจัดให้มี การเจรจาเพื่อยุติปัญหาข้อพิพาท ทั้ง ๓ อย่างนี้ ๓ วิธีการนี้เปึนวิธีการที่สามารถทําได้ทันที ท่านประธาน แล้วริเริ่มได้เลยโดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน ไม่ต้องตั้งกรรมการอิสระ หรือตั้ง สสร. ๓ ขึ้นมาดําเนินการในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยซ้ําไป กรอบที่ ๒ คือกรอบ ของการปฏิรูปการเมือง อนุกรรมการปฏิรูปการเมืองเสนอแนวทางไว้หลายเรื่องครับ ท่านประธานครับ สั้น ๆ ที่ผมเห็นว่าสําคัญและเดี๋ยวเชื่อมโยงกับเรื่องของการแก้ รัฐธรรมนูญด้วย ก็คือปฏิรูปเรื่องโครงสร้างอํานาจ เขียนไว้น่าสนใจในรายงานฉบับนี้ ตั้งแต่หน้า ๒๐ เปึนต้นไปท่านประธาน บอกว่าเหตุผลของการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจก็คือ ต้องจัดให้มีการแบ่งแยกอํานาจอธิปไตยอย่างชัดเจน ตั้งแต่อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจ บริหาร อํานาจตุลาการและอํานาจขององค์กรอิสระ มิให้มีอํานาจมากจนเกินไป จนเปรียบเสมือนจะเปึนอีกอํานาจหนึ่ง นั่นคือรายงานที่ปรากฏอยู่ในรายงาน การสมานฉันท์ของรายงานฉบับนี้ แต่ปรากฏว่าเราไม่เห็นเสนอเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อมารองรับเรื่องการแบ่งแยกอํานาจ เสนอปฏิรูปการเมืองเรื่องการบริหารราชการ แผ่นดิน การปฏิรูปการเมืองในเรื่องของการเมือง โดยพูดชัดเจนครับว่าเรื่องการเมือง ต้องปฏิรูปพรรคการเมืองและปฏิรูปนักการเมือง แต่ ๖ ประเด็นที่เราเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญมาไม่ได้ตอบโจทย์ตรงนี้เลยครับว่าจะปฏิรูปเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน เช่นไร จะปฏิรูปพรรคการเมืองเช่นไร และสุดท้ายจะนําไปสู่การปฏิรูปนักการเมืองเช่นไร กรอบปฏิรูปต่อไปเสนอเรื่องการปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมืองบอกว่าต้องปลูกจิตสํานึก ของผู้คนในประเทศตั้งแต่เยาวชนให้มีจิตสํานึกในการรักประชาธิปไตย เรื่องนี้ก็เปึนเรื่องที่ ทําได้ทันทีท่านประธาน ง่าย ๆ ที่สุดผ่านกรมประชาสัมพันธ์ โดยท่านรัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรีริเริ่มได้เลย แต่เราก็ไม่เห็นมีการริเริ่มในส่วนนี้

ประเด็นที่ ๓ คือปฏิรูปทางการเมืองของภาคส่วนต่าง ๆ ให้ประชาชน มีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ผมไม่เห็น ๖ ประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะไป เพิ่มอํานาจให้กับประชาชน พูดตรงไหนครับที่จะมาเพิ่มอํานาจให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทางการเมืองกับพรรคการเมืองหรือนักการเมืองมากขึ้น

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะเสนอก็คือ กรอบที่ ๒ เสนอว่าปฏิรูปหลัก นิติธรรม โดยปฏิรูปกฎหมายให้เปึนธรรม บังคับใช้กฎหมายไม่ให้มี ๒ มาตรฐานเกิดขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้แล้วท่านประธานครับ เรื่องของการปฏิรูประบบหลักนิติธรรม ของประเทศไทย โดยให้ออกกฎหมายจัดตั้งองค์กร ๒ องค์กร คือองค์กรที่ ๑ องค์กร ว่าด้วยการปฏิรูปกฎหมาย กับองค์กรที่ ๒ ว่าด้วยองค์กรปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ของประเทศไทย สภาแห่งนี้ทําได้เลยทันทีครับ ไปเร่งรัดสิครับออกกฎหมาย ๒ ฉบับนี้มา เพื่อที่จะให้มีการ ปฏิรูปกฎหมาย เพื่อที่จะให้มีการปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ถ้าท่านเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยยังมี ๒ มาตรฐาน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป่ดช่องให้ออกกฎหมายปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรมได้แล้ว ง่ายที่สุด ง่ายกว่า การไปแก้รัฐธรรมนูญด้วยซ้ําไป

ประเด็นที่ ๓ คือประเด็นสุดท้ายที่ผมจะขอกราบเรียนก็คือว่า ประเด็นเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ๖ ประเด็น ใน ๖ ประเด็นผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมเห็นมีประเด็นเดียวที่เชื่อมโยงกับแนวคิดของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษา แนวทางการปฏิรูปการเมืองของประเทศไทย คือมาตรา ๑๙๐ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของ การบริหารราชการแผ่นดิน นอกนั้นอีก ๕ ประเด็นที่เหลือ ไม่ได้ตอบโจทย์ของการปฏิรูป การเมือง หรือตอบโจทย์ในเรื่องของแนวทางสมานฉันท์แต่อย่างใดทั้งสิ้น เมื่อเหตุผล มันเชื่อมโยงกันเช่นนี้ ผมจึงพยายามจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้อยู่ฟังในที่นี้ว่าลําพังการแก้รัฐธรรมนูญนั้นไม่สามารถสร้างความสมานฉันท์ให้กับ ผู้คนในสังคมได้ ถ้าท่านไม่ทําทั้ง ๓ กรอบไปพร้อม ๆ กัน คือกรอบเรื่องของการสมานฉันท์ กรอบเรื่องของการปฏิรูปการเมืองควบคู่ไปกับเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้ามีความ จําเปึนต้องแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับ ๒ กรอบแรก คําถามจึงมีอยู่ว่า แล้วการแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับ ๒ กรอบแรกนั้น คือการแก้ไขส่วนใดบ้าง นั่นคือ รายละเอียดที่ต้องมาศึกษาครับ หลังจากศึกษาจนกระทั่งได้ความคิดที่ตกผลึกแล้ว เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมต้องกลับไปถามประชาชน ซึ่งเปึนเจ้าของอํานาจอธิปไตย อีกด้วย ผมกราบเรียนเปึนข้อมูลเพิ่มเติมครับว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นแท้ที่จริงแล้ว ก็มาจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ โดยเอาประสบการณ์ของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ๙ ป้เศษ ๆ มาถอดประสบการณ์แล้วแก้ไขข้อบกพร่อง ผมอยากจะกราบเรียน ครับว่า เราคงไม่ลืมบทเรียนที่เกิดขึ้นในสมัยที่เราใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งมี ส.ส. มาจากการเลือกตั้งเขตเล็กเบอร์เดียว มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่เราได้ ปรากฏการณ์ เราได้บทเรียนของการเรียนรู้ว่าสังคมขนานนาม ๒ สภาว่าเปึนสภาผัวเมีย สภาทาส สภาหมอนข้าง แล้วแต่จะพูดกัน เราคงไม่ลืมบทเรียนที่ฝ์ายนิติบัญญัติในยุคนั้น ออกกฎหมายแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมเปึนภาษีสรรพสามิต เพื่อเอื้อประโยชน์ ต่อเอกชนให้ได้เปรียบภาครัฐ เราคงไม่ลืมการออกกฎหมายโทรคมนาคมเพิ่มสัดส่วน ให้คนต่างด้าวถือหุ้นได้เพิ่มขึ้น แล้ววันรุ่งขึ้นมีการขายหุ้น เราคงไม่ลืมการแก้กฎหมาย เกี่ยวกับภาษีศุลกากรขาเข้า เพื่อเอื้อให้ผู้นําเข้าอุปกรณ์ดาวเทียมได้ส่วนลดในค่าภาษี สรรพสามิต ขอบพระคุณท่านประธานครับ