ณพฤษภ์ มัณฑะจิตร หารือเรื่องรัฐบาลไม่สอดคล้องกับคำพูดของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับความสมานฉันท์ของบ้านเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบ เนื่องจากยังไม่มีบทเรียนที่ชัดเจนจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งก่อน และอาจทำให้ประชาธิปไตยถูกจัดขัดขวาง
เรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก ณพฤษภ์ มัณฑะจิตร สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหาภาคอื่น ตัวแทนพี่น้องลูกเสือไทยในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยจิตคารวะ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติและคณะรัฐมนตรีที่เคารพรักทุกท่าน ความเปึนมิตร ที่กระผมปรารถนาจากท่านอาจจะถูกกระทบกระเทือนจากความเห็นของกระผม หวังว่า คงจะได้รับการอภัย กระผมขอเริ่มต้นที่รัฐบาลโดยเฉพาะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่สงสัย ในตรรกแนวความคิดของท่านที่กล่าวว่าแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ๖ ประเด็นจะนําไปสู่ความสมานฉันท์ของบ้านเมือง ความนี้ปรากฏในหนังสือถึงประธาน รัฐสภาเพื่อขอให้รัฐสภาดําเนินการตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญ ตามความเห็น และข้อสงสัยของกระผม รัฐบาลต้องการความสมานฉันท์แต่ทําไมจึงวางกลไกไว้ ไม่ค่อยสอดคล้อง หากจะระเบิดกันในสภาแล้ว คนข้างนอกเขาจะจบกันเช่นนั้นหรือ แน่ใจหรือว่าจะรับ จะรักกติกากันทุกฝ์ายอย่างที่ต้องการ
ประการต่อมา เจตนารมณ์ในการแต่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างถึงวิกฤติความขัดแย้ง ต้องสมานฉันท์ปรองดองและให้อภัย แต่คิดจนเวียนหัวแล้วก็ได้คําตอบว่าไม่ค่อยจะ เกี่ยวกันเลย เปึนการคิดอย่างการเมืองชัด ๆ การเมืองแบบที่คุ้นเคยเก่า ๆ ทั้งสิ้น เปึนอย่างไรหรือครับ สมัยตอนเด็ก ๆ ไม่อยากไปโรงเรียนก็บอกคุณพ่อว่าปวดหัว ช่วยไปลาครูให้หน่อยแล้วก็ไปวิ่งเล่น แม่ก็บอกว่าอ้ายนี่ป์วยการเมือง ก็แปลว่าการเมือง แบบเก่า ๆ คือทําการสิ่งใดที่ต้องการให้เปึนผลอย่างอื่นมากกว่าการที่จะได้รับผล จากสิ่งนั้นโดยตรง ตกลงว่าแนวทางสมานฉันท์และแนวทางปฏิรูปการเมืองเรื่องตรง เรื่องจริงที่หวังให้เห็นกลับเอาไว้พิจารณากันทีหลัง แค่ได้รับหนังสือ อ่าน แล้วก็ฟัง ท่านประธานสมานฉันท์สรุปก็ยังวนเวียนอยู่ในการเมืองเก่าตามที่ว่าอยู่คือไปคนละทาง หันมาดูความจริงเรื่องสมานฉันท์กันบ้างนะครับมีวิกฤติชัด ๆ อยู่ ๒ เรื่อง ก็คือชายแดนใต้ และสถานการณ์ความเห็นต่างกรณีนิยมอดีตนายกรัฐมนตรี แว่ว ๆ ว่าจะตามมาอีกเรื่อง ก็คือกรณีเขาพระวิหาร เอาเฉพาะในกรณีความเห็นต่าง คนที่นิยมก็ไม่ชอบให้ใคร ไปย่ํายีบีฑาคนที่เขานิยม คนที่นิยมก็เฝัาแต่เห็นใจคนที่เขานิยม นี่เฉพาะที่เขานิยมกันจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่นิยมทรัพย์ ส่วนคนไม่นิยมก็ชอบให้คนที่เขาไม่นิยมต้องโทษทัณฑ์ ตามความผิดที่เกิดขึ้นและสูญสลายไปไม่เกี่ยวข้องกับงานบ้านงานเมืองอีกต่อไป ถึงตรงนี้ อยากจะให้ทุกฝ์ายลองพิจารณาเรื่องความยุติธรรม ยุติธรรมที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึง ความเท่าเทียมกันแต่อย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการหยุดหรือยุติตามความเห็นหรือธรรมะ ของแต่ละฝ์ายที่ยังขัดกัน รัฐบาลและสภาจะต้องเปึนผู้นํา สรุปว่าต้องให้ยุติไม่ใช่ยุให้แตก และคนโกงก็ต้องถูกลงโทษ สําหรับเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีตรรกอีกหลายข้อที่ต้อง ให้เวลาแก่ประชาชนร่วมตัดสินหาข้อยุติธรรมจากบทเรียนต่าง ๆ เหล่านั้น ดีกว่า จะถือโอกาสได้รับสิทธิเปึนผู้แทนปวงชนคิดอ่านทําเรื่องสําคัญของประชาชนเสียเอง ประชาชนไม่ช้ําใจหรือครับ ยิ่งกว่านั้นความรุนแรงอาจจะกลับมาโดยไม่ควร งานดี ๆ กําลังมีเข้าก็อาจจะต้องสะดุดลงไม่ว่าจะเปึนงานกฎหมายเพื่อพัฒนาสังคม งานเศรษฐกิจ ที่กําลังจะดีขึ้น งานปฏิรูปการศึกษาเอย วิทยาศาสตร์เอย ตลอดจนเทคโนโลยีพลังงาน และสิ่งแวดล้อมกําลังร่วมกันทําให้ดีขึ้น และที่สําคัญงานจากคนโกงกําลังเดินหน้า ฝ์ายค้านที่ดีก็กําลังจะทุ่มสุดตัวในเรื่องนี้ ทหารมาตั้งหลักกันใหม่ก็จบเห่ ชาตินี้เหลือชีวิต ไว้เถียงกันเรื่องการเมืองกับเรื่องคนคนเดียวเพียงแค่ ๒ อย่าง ไม่ต้องทําอะไร อะไรผิด ก็ว่าไปตามผิดเถอะครับ เหลือเวลาไว้สร้างสรรค์สาระอย่างอื่นบ้างเถอะครับ ความจริงแล้ว คนที่ตั้งหน้าตั้งตาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะโดยปฏิวัติหรือวิธีอื่นใด ๆ ก็ตาม เปึนเรื่องที่ น่าชิงชัง พองานเสร็จคนเดินหน้าเดินนําเห็นร่ํารวยกันระเบิดทุกคน พวกนี้น่าจะสาป ให้สูญพันธุ์เสียให้หมดนะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถกระทําได้ในเวลาที่เหมาะสม มิใช่พอเริ่มไม่ทันไรก็แก้ไขกันเลย บทเรียนที่ได้รับมาเพียง ๒-๓ ป้ ยังไม่พอตกผลึก เปึนทฤษฎี กระผมเองยังไม่ยอมรับเลยว่า ๖ ประเด็นที่แก้นั้นมีความเหมาะสมนะครับ และกลับเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึนรัฐธรรมนูญฉบับกันไว้ดีกว่าแก้เสียด้วยซ้ํา มาตรา ๒๓๗ เปึนที่มาของเจตนารมณ์ ชาตินักเลง ไม่คิดเอาเปรียบใคร ไม่จําเปึนต้องแก้ มาตรา ๙๓ ถึง มาตรา ๙๘ มุ่งประสงค์จะหาคนดีมากกว่าคนดังมาประดับสภา ลองก่อน ดีไหม จะรีบรื้อไปทําไม พ่อคนดีทั้งหลาย มาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๒๑ มุ่งให้มี คนหลากหลายมาช่วยงานไตร่ตรองเปึนพิเศษ ถ้าให้เหมือน ส.ส. หมดจะได้อะไร ยิ่งเปึน โรคเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ํา ทั้งรัฐ ทั้งราษฎร์ช่วยกันเจาะแผล ประเดี๋ยวเดียวก็ตายกัน หมดแล้วนะครับ ใคร ๆ เขาก็รู้ทันมาตรา ๑๙๐ ควร ไม่ควร อย่างไรก็พอออกข้อบังคับกันได้ กันความพลาดพลั้งไม่ดีกว่าหรือ เชื่อว่ามีดีมากกว่าเสีย หลายหัวดีกว่าหัวเดียวครับ มาตรา ๒๖๕ แก้กิเลสในตน ไม่ชอบกลเอาผลประโยชน์มาทับซ้อน อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือครับ มาตรา ๒๖๖ ไม่ต้องไปช่วยเขาสั่งงาน แต่สามารถดูแลประชาชนได้ด้วยงานนิติบัญญัติ กํากับนโยบาย ควบคุมคนทํางานได้ ไม่พอเพียงหรือพ่อคนขยัน ก็ขอฝากไว้เท่านี้ละครับ ค่อย ๆ ทํา ค่อย ๆ ไป ไม่ต้องรีบแก้ให้บรรลัยไปกว่านี้ ประชาธิปไตยอย่าจ๋ากันมากนัก ประชาชนจะเดือดร้อน บ้านเมืองจะยุ่งเหยิง ธรรมชาติจะลงโทษครับ ขอบคุณครับ