รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒

สมเกียรติ ศรลัมพ์ หารือเรื่องความขัดแย้งในประเทศไทย โดยเน้นย้ำว่าปัญหาสำคัญคือความขัดแย้งด้านบุคคล ไม่ใช่ด้านอุดมการณ์ และว่าความขัดแย้งด้านบุคคลนี้สามารถแก้ไขได้ หากทุกฝ่ายมีความจริงใจและจริงจังในการแก้ไข นอกจากนี้เขายังบอกว่าความจริงใจและจิตสานึกของประชาชนในการแก้ไขปัญหาของประเทศนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าสาระของรัฐธรรมนูญที่กำลังถกเถียงกัน

นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม สมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ในนามสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่น ผมขอขอบคุณท่านประธานที่ได้จัดให้มีการประชุมวันนี้ตามการร้องขอของคณะรัฐมนตรี ขึ้นมา ถึงแม้จะช้าแต่ถ้าไม่ทําเสียเลยมันก็จะทําให้เกิดปัญหาได้ แต่ขอบคุณที่ท่าน ได้กระทําในวันนี้นะครับ ผมขอเรียนถามท่านประธานว่าความขัดแย้งของสังคมเรานี่ พัฒนาจากความขัดแย้งของบุคคลเปึนความขัดแย้งกลุ่มบุคคล เขตจังหวัด แล้วสถาบัน ต่าง ๆ ในสังคม มีการดึงเอากระทรวงมหาดไทยเข้ามาอยู่ในความขัดแย้งด้วย ผมคิดว่า ความขัดแย้งที่ร้าวลึกปัจจุบันนี้ท่านเบื่อหรือยังครับ ผมว่าท่านน่าจะเบื่อ ถ้าท่านทั้งหลาย ที่ยังมีความมันในความขัดแย้งต่อสู้กันอยู่นี่ ผมขอประกาศให้ท่านว่าประชาชนเบื่อเต็มที่ จึงก่อให้เกิดคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข รัฐธรรมนูญขึ้นมา คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่ท่านได้รายงานนั้น ผมคิดว่าสาระและเนื้อหาที่ท่านได้รายงานนี้ ครบถ้วน บริบูรณ์ แล้วสามารถนําไปปฏิบัติได้ มีระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว มีมิติ วันนี้ผมเลย จะไม่ขอลงรายละเอียดถึงเรื่องประเด็นต่าง ๆ แต่ผมจะเข้าถึงแก่นเลยว่าการแก้ไขปัญหา เรื่องความสมานฉันท์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับสาระของรัฐธรรมนูญ ไม่เกิดขึ้นกับสาระของ การดํารงอยู่ร่วมกัน แต่เกิดขึ้นจากที่เราทั้งหลายนี้มีทิฐิต่อกันและกัน ท่านประธานครับ เราก็ได้ฟังว่าปัจจุบันนี้โลกมีวิกฤติ ทุกประเทศทั่วโลกนี้ต่างกําลังแก้ไขปัญหาวิกฤติของ ประเทศของตนเอง ของในอนุภูมิภาคของตนเอง แล้วก็โดยเฉพาะในประเทศอาเซียน (ASEAN) ต่าง ๆ ก็กําลังแก้ไขปัญหา ขณะที่เรากําลังทะเลาะกันนี้นะครับ ประเทศเกาหลี กําลังสร้างเมืองหลวงใหม่ที่นําสิ่งดีต่าง ๆ ทั่วโลกมาปรากฏที่ในประเทศเกาหลี ประเทศ มาเลเซียกําลังประกาศที่จะหลุดพ้นจากประเทศกําลังพัฒนา ประเทศสิงคโปร์กําลัง ปรับตัวของสังคมจากเปึนสังคมองค์ความรู้ สังคมสารนิเทศ เพื่อเปึนศูนย์กลางสติปัญญา ของคนในทั่วเอเชียและทั่วโลก นี่ประเทศสิงคโปร์แม้เปึนประเทศเล็ก ๆ แต่เขากล้าที่จะคิด ที่จะทํางานระดับประเทศ ระดับโลก ประเทศเวียดนามมีรถไฟความเร็วสูงจากเหนือจรดใต้ กัมพูชามีการลงทุนกับต่างชาติเปึนจํานวนมากในการพัฒนาแหล่งชุมชน แหล่งทุน ขณะที่เรากําลังทะเลาะด้วยเขตแดน กัมพูชานําเขตทับซ้อนไปให้ฝรั่งเศสมาสัมปทาน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าผมอยู่ประเทศเขาผมก็ทําอย่างนี้ การกระทําอะไรเพื่อปกปัอง ผลประโยชน์ของประเทศนี่แต่ละประเทศเขาพึงกระทํากัน แต่ประเทศเรานี่ปัจจุบัน ยังไม่มีการแก้ไขหรือรวมหัวกันเพื่อจะแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะยาว ระยะกลาง ทีนี้ เรามาดูประเทศลาวก็กําลังเป่ดประเทศแก้กฎเกณฑ์ในการพัฒนาหลังจากที่จะประกาศ ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ (Asian Games) แล้วนะครับ ประเทศพม่าก็สร้างเมืองหลวงใหม่ ท่านดูสิครับว่าประเทศต่าง ๆ ที่รอบเมืองไทยของเรานี่เขาหยุดทะเลาะกันไปแล้ว เขาหยุดฆ่าฟันกันไปแล้ว ประสบการณ์ของเขมร ๓ ฝ์ายที่ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ แล้วก็ต่างคน ต่างคิดว่าตัวเองถูก ตัวเองดีนี่ แล้วอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งเรานี่เลยเข้าไปเปึน ผมว่า ๕๐ ป้ ๑๐๐ ป้เลยนะครับ หลังจากนี้เวลาเราไปต่างประเทศนี่ ผมเพิ่งไปต่างประเทศ กับท่านรองประธาน เพื่อไปเชิญเขามาประชุมรัฐสภาโลกที่ประเทศไทย พอไปถึงมานี่ ประเทศฝรั่งเศสนี่เขาเศร้าสลดใจมากที่เขาเห็นภาพประเทศไทยเปึนประเทศที่ศิวิไลซ์ (Civilize) เปึนประเทศที่พัฒนา ในช่วง ๓ ป้ที่ผ่านมา เราเห็นการยิงกันข้างถนน เห็นการต่อสู้กันเหมือนกับเอธิโอเป้ย เหมือนกับประเทศต่าง ๆ ในประเทศแอฟริกา เขาตกใจมากว่าไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยซึ่งเปึนเมืองศิวิไลซ์ เมืองสยามเมืองยิ้ม เมืองที่ทุกคนนี่อยากแสวงหาเข้ามาหาความสุข ความอบอุ่นในประเทศไทย สมัยก่อน เวลาเขมรมีความขัดแย้งก็ใช้ประเทศไทยนี้เปึนเวทีในการประชุมเขมร ๓ ฝ์าย จนก่อให้เกิดความสามัคคีได้ แต่อะไรล่ะครับ ที่ทําให้คนไทยเรานี้แตกสมานสามัคคี ขนาดนั้น แล้วไม่มีทางที่จะหยุดด้วย ผมจะขอเข้าประเด็นพวกนี้เลยจะเห็นได้ว่า ในโอกาสที่สําคัญนี้ในวันนี้ ผมถามว่าทําไมจึงต้องนําเรื่องเข้าที่ประชุมรัฐสภา ในประเทศรัฐสภาการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยทั่วโลกนี้ รัฐสภาถือเปึนตัวแทนปวงชนชาวไทย เปึนจุดสุดท้ายในการตัดสิน ปัญหา ประเทศญี่ปุ์นพรรค แอลดีพี (LDP) ครองอํานาจมา ๕๐ กว่าป้ เมื่อประชาชน เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ์ายค้านขึ้นมาเขาก็ยอม ประเทศสหรัฐอเมริกา ใครจะไปเชื่อว่า คนผิวดําจะได้เปึนประธานาธิบดี เขาก็ยอม เพราะเขาเชื่อมั่นในระบบ รัฐสภา รัฐสภาเปึนเจตจํานงร่วมของประชาชน แต่ประเทศเรา เรากลับเกรงกลัว การทํางานของนักการเมืองของรัฐสภา มีอคติว่านักการเมืองเปึนผู้ที่ไม่ประสงค์ดี ต่อการปกครอง ก็เลยสร้างภาวะจํากัดของรัฐธรรมนูญในช่วงที่ผ่านมา เดี๋ยวผมจะชี้แจง ให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น

ทีนี้เรามาดูว่าพลังสมัยก่อนนี้ ผมเชื่อมั่นว่าจริง ๆ แล้ว ด้วยสติปัญญาของสมาชิกที่อยู่ในที่นี้สามารถแก้ไขปัญหาได้ ไม่มีอะไรหรอกครับ ในอดีตเรามีความขัดแย้งกันในประเทศไทยตั้งแต่สมัยขัดแย้งด้านอุดมการณ์ พรรค คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ท่านทุกคนก็คงคิดว่าต่อสู้กันจนสร้างกองกําลังจะต่อสู้กัน ประหัตประหารกัน คนตายกันเปึนพันเปึนหมื่นคน ผลที่สุด สังคมมันก็เบื่อ มันก็เห็นความ หายนะ จึงต้องมาจับมือกันใช้การเมืองนําการทหาร ๖๖/๒๓ ในตอนนั้นมีการวิเคราะห์ อย่างไร ก็คือว่ารัฐบาลท่าน หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็มองเห็นแล้วว่าถ้าตราบใด ที่ยังคุยกับประเทศจีนไม่รู้เรื่อง ประเทศจีนเปึนต้นร่างในการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ท่านก็เลยไปคุยกับประเทศจีน พอประเทศจีนยอมที่จะไม่สนับสนุน เขาก็ถามมาว่า แล้วคนในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ดําเนินการเรื่องการฆ่าฟัน เรื่องอะไรต่าง ๆ นี้จะทําอย่างไร รัฐบาลก็บอกว่าออกกฎหมายนิรโทษกรรม เมื่อออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็ออกจริง ๆ แล้วนิสิตนักศึกษาที่ออกไปเข้าป์าก็สามารถมา เรียนต่อมหาวิทยาลัย มาจบแพทย์ จบอะไร เราจึงได้คนอย่างท่านประสาร ท่านชํานิ ท่านจาตุรนต์ หรือใครที่มานั่งอยู่ที่นี่เปึนใหญ่อยู่ทุกวัน ถ้าท่านทั้งหลายไม่ได้รับ ความอนุเคราะห์จากคนสมัย พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ในการผ่อนปรน ท่านจะได้นั่ง อยู่อย่างนี้หรือ ท่านอาจจะอยู่ในป์ากันก็ได้ แต่เมื่อท่านนั่งอยู่ที่นี่แล้ว ณ วันนี้ แม้ท่าน อยู่คนละป้ก ผมอยากให้ท่านได้มองเห็นนะครับว่าสังคมเราอ่อนล้ามากเกินไปแล้ว ที่จะต้องต่อสู้กัน ที่จะต้องทําร้ายซึ่งกันและกัน ทีนี้เรามาดูนะครับว่านอกจากที่จะ แก้กฎหมาย แล้วลงถึงรากฐานคนที่เกิดปัญหาแล้ว พอผ่อนคลายแล้ว ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ก็มีบุคลิกภาพที่ผ่อนปรน นะครับ ท่านคงจะจําได้ แกงเขียวหวานบรั่นดี ที่ท่านออกมาแสดงให้เห็นว่าท่านไม่ใช่ นายทหารเหมือนสมัยก่อนทั่วไป ทําให้คนนี้เริ่มมั่นใจ ค่อย ๆ ออกจากป์า ใช้เวลาตั้ง ๔-๕ ป้นะครับ ขณะนั้นกว่าจะสําเร็จลุล่วงไปได้ว่าออกมาแล้วจะโดนฆ่าหรือเปล่า ออกมาแล้วมีให้ที่ทํากินเปึนกลุ่มพัฒนาชาติไทย เห็นไหมครับว่าความหวาดระแวง ของคนในสังคมไทยที่มันร้าวลึกนี้เวลาแก้ไขแล้วมันยาก ผมเชื่อว่าความขัดแย้ง ของบ้านเราปัจจุบันนี้เปึนความขัดแย้งด้านบุคคล ไม่ใช่ด้านอุดมการณ์ ความขัดแย้ง ที่แก้ไขยากที่สุดคือความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ทางการเมือง เรายังแก้ไขได้ แล้วความขัดแย้ง ด้านศาสนาที่เกิดขึ้นจากภาคใต้ ยากที่สุด แต่ปัจจุบันเรามีความขัดแย้งด้านบุคคล คือ ทัศนคติต่อบุคคล ต่อความอยุติธรรม เรื่องนี้แก้ไขไม่ยากหรอกครับ ขอให้ท่าน มีความจริงใจและจริงจังที่จะแก้ไข ทีนี้เรามาดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดอะไรขึ้น แล้วทําไม จึงแก้ไขไม่ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมคิดว่าเวลาร่างผมก็จําได้ ผมก็ได้ร่วมอยู่ด้วย ในฐานะที่ได้เปึนที่ปรึกษาของท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เพื่อนรักผมนี้ แล้วท่านก็บอกว่า ไม่ให้แก้นะครับ ผมได้เข้าประชุมของคณะกรรมการ แล้วถ้าท่านสังเกตดูนี้ หลังจากที่มี การตั้งคณะ สสร. ขึ้นมา มีคนแซ่ซ้องทั้งหนังสือพิมพ์บอกว่าไม่ต้องไปแก้ทั้งฉบับหรอก นํา สาระข้อบกพร่องของป้ ๒๕๔๐ มาปรับแก้ก็พอ เช่น การได้มาซึ่งองค์กรอิสระ เช่น เรื่องต่าง ๆ ไม่กี่กรณีก็จบสิ้นแล้ว เพื่อแก้ไข เพราะเราพัฒนาป้ ๒๕๔๐ มา ๑๐ ป้แล้ว แต่ว่าคณะกรรมการก็ไม่ทําเช่นนั้น กลับมาร่างทั้งฉบับ พอร่างทั้งฉบับผมได้ไป สังเกตการณ์การร่างที่บางแสนที่ท่านประสงค์เปึนประธาน ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ไม่ได้ เสียหายอะไร ผมก็ไปนั่งสังเกตการณ์แล้วเห็นท่านคุยแต่ละมาตรา ความจริงความจริงใจ ของท่านก็มีนะครับว่าจะแก้ไขเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ว่าผมมองเห็นว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบ การเมืองไม่รู้ลึกถึงสถานการณ์การเมืองเปึนอย่างไร เหมือนกับแล้วมาตัดเสื้อผ้าให้เราใช้ มันไม่ใช่ การแก้ไขปัญหาบ้านเมือง รัฐธรรมนูญต้องเปึนของประชาชน ๖๔ ล้านคน ต้องมี การบูรณาการทุกจุดทุกประเด็น แต่ว่าถูกตัดเสื้อผ้าโดยคนไม่กี่คนแล้วมาแก้ เสร็จแล้ว การแก้นั้นเวลาผมมองดู เมื่อท่านเอ่ยถึงประเด็นของนักการเมืองที่ประชุมจะหัวเราะ เหมือนกับว่านักการเมืองเปึนผู้ที่ไม่น่าไว้วางใจ เพราะฉะนั้นผมก็เลยสรุปว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีอคติ เราเกิดมาในสังคมพุทธ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวว่า อคติ ๔ เปึนเหตุ ทําให้เกิดความวุ่นวาย ไม่ว่าอคติเพราะรัก เพราะชัง เพราะโกรธ หรือเพราะโง่ เรามาดูว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันผมว่าเกิดจากความรักในพวกพ้องและกลุ่มผลประโยชน์ของตนเอง บางส่วนนะครับ รัฐธรรมนูญในปัจจุบันเกิดจากความชังไม่ไว้วางใจนักการเมืองที่ดูแล ประเทศนี้อยู่ว่าจะนําพาประเทศไปด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเที่ยงธรรม จึงสร้างองค์กร กลไกต่าง ๆ มารัดรึงจนพันธนาการไม่สามารถทํางานได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลัวนายกรัฐมนตรีทักษิณจะกลับมา ก็เลยสร้างประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมา ผมคิดว่าปัญหา ของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณ เปึนปัญหาปัจเจกของบุคคล การที่คนมีความศรัทธา กับปัจเจกบุคคลนี่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะปัจเจกบุคคลมีเกิดขึ้น ทรงอยู่และดับไป ไม่ใช่อุดมการณ์ ทางการเมือง ไม่ใช่อุดมการณ์ทางศาสนา เพราะฉะนั้นแล้วถ้า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบันหรือต่อ ๆ ไป สามารถบริหารกิจการบ้านเมือง สามารถทํางานให้ลุล่วง ไม่ต้องไปสนใจเรื่องอดีตเลยว่าใครมีปัญหาอย่างไร ท่านนําพาประเทศนี้ด้วยความมุ่งมั่น ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ประกาศเจตนารมณ์ให้สังคมได้เห็นในแต่ละกระทรวง ทบวง กรมทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีการต่อรอง ไม่มีการบีบคั้นกัน ผมเชื่อครับ ปัญหาบุคคลไม่ใช่ปัญหา แต่ท่านกลับไม่ทําอย่างนั้น ท่านมาติดตาม เรื่องเก่า ๆ ความขัดแย้งมันก็เกิดขึ้น ผมเลยขอกราบเรียนท่านว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อุตส่าห์ที่จะเรียกประชุมรัฐสภาครั้งนี้ แสดงว่าท่านมีเจตนารมณ์แล้ว ไม่ได้เล่นเกม มีเจตนารมณ์ที่อยากจะได้ฟังความคิดเห็นจริง ๆ ผมเลยขอเรียนว่า การแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้น ๑. จะต้องแก้ไขปัญหาความที่ประชาชนเขาไม่สามารถที่จะดําเนินการ สิ่งที่ต้องการได้ นักการเมืองก็ไม่สามารถจะทํางานที่สนองตอบปัญหาของประชาชนได้ เพราะฉะนั้นแล้วเราจะเห็นได้ว่าถ้าประชาชนเราดําเนินการให้ถูกต้องให้ที่ควรแล้วเรื่องนี้ จะสามารถดําเนินการได้ ผมจะขอกราบเรียนท่านนะครับว่า ความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ของรัฐธรรมนูญ ผมก็ได้เสนอ ผมเห็นรัฐบาลเมื่อการประชุมครั้งที่แล้วไม่สนใจที่จะนําพา ข้อสรุปของคณะกรรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข รัฐธรรมนูญเข้ามาในการที่จะพูดคุยกันให้คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป การเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รอการสรุปของคณะกรรมการสรุปเหตุการณ์ วันที่ ๗ ก่อน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สาระ ก็เลยนําเสนอญัตติขึ้นมา พอผมเสนอญัตติ ขึ้นมาและด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความปรารถนาดี ผมเชื่อว่าผมศรัทธาท่านทั้งหลาย ที่เซ็นชื่อให้ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เราต้องอธิบายให้ท่านเข้าใจว่าบ้านเมืองจะต้องมีการเจาะรู ให้ระบายบ้าง ไม่ใช่ถือว่าใครอยู่ในอํานาจแล้วจะกระทําสิ่งใด ท่านไม่ว่าประกาศสภาวะ ความมั่นคงอะไรไม่มีประโยชน์ละครับ สมัยรัฐบาลอดีต ก่อนวันที่ ๑๔ ตุลาคม เคยทําหนักกว่าท่านอีก มันก็ไปไม่รอด อย่าใช้อํานาจกับประชาชน ต้องใช้ความรัก ความศรัทธาและความเข้าใจ ถ้าท่านมีอํานาจและระหวาดระแวงประชาชน แล้วแบ่งแยก ประชาชนออกเปึนสีต่าง ๆ แล้วมันน่าเศร้าใจ ที่ความเปึนผู้นําแล้วไม่สามารถทําให้ ประชาชนสามัคคีกันได้

ทีนี้เรามาดูว่าทําไม ส.ส. ส.ว. จึงต้องเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะใน ระบอบประชาธิปไตยของทุกประเทศ ที่นี้เปึนแหล่งที่จะต้องแก้ไขปัญหา ที่บ้านเมือง วุ่นวายมีคนเดินข้างถนนมากมาย เพราะว่าสถาบันอธิปไตยของชาติ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการไม่ปฏิบัติหน้าที่ได้สมศักดิ์ศรีและประสพความสมบูรณ์ในเจตนารมณ์ ของตนเอง พอเขาไม่สามารถพึ่งพิงฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติ ตุลาการได้อย่างถึง ความรู้สึกของเขาแล้ว เขาก็ต้องไปใช้พลัง เขาเรียกว่า กลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มผลักดัน เข้ามาผลักดัน นี่เปึนมิติทางการเมืองอย่างหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ถ้าวันนี้การประชุมเรา ไม่มีข้อสรุป การประชุมเราเหมือนกับว่าประชุม ๒ วัน แล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ผมก็จะเสนอ กันมาอีกถึงแม้ว่าถอนกันไปแล้ว การถอน อันนั้นเกิดจากที่ว่า ผมเสนอตั้งแต่วันที่ ๗ จนวันที่ ๑๔ เรื่องยังไม่บรรจุระเบียบวาระเลย ผมก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไรทําไมนานขนาด นั้น กรณีเรื่องอื่นเสนอมาวันหนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็บรรจุ แต่ไม่เปึนไรผมไม่ว่ากันนะท่านประธาน ผมเปึนคนที่ง่าย ๆ แต่อยากจะเรียนว่าไม่เปึนไรหรอกครับ ขอให้ท่านมุ่งมั่นแล้วเกิดวันนี้ ขึ้นมาแล้วแก้ไขปัญหากันให้ได้ และถ้าประเทศชาติยังทะเลาะกันอย่างนี้นะครับ จะมีคน จารึกว่าสมัยรัฐสภาที่ท่านทั้งหลายดํารงอยู่เมื่อมีมิติปัญหาความขัดแย้งสังคม ท่าน มีอํานาจจะแก้ไขแล้วท่านไม่แก้ แล้วปล่อยให้ประชาชนลุกลามจนร้าวลึก แล้วก็เกิด สงครามประชาชนในอนาคต ท่านอย่าดูถูกนะว่าสงครามนี้จะไม่เกิดขึ้น แล้วบ้านเมืองเรา จะหายนะ ท่านมีหน้าที่ที่จะรับผิดชอบ ท่านมีหน้าที่ที่จะอาสาประชาชนเข้ามาทํางาน ไม่ว่าจะวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร ผมจะไม่ลงลึกถึงรายละเอียด แล้วจะเห็นว่า ปัญหาต่าง ๆ อยู่ที่ความจริงใจ แล้วถามว่าการแก้ไขนี้เพื่อประโยชน์ของนักการเมืองเอง หรือไม่ ผมเชื่อว่าไม่ใช่ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากที่มองเห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญ ปัจจุบันมีอคติ จะต้องมีการแก้ไข ถ้าคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เสนอ ๖ ประเด็น ผมก็คิดว่า ๖ ประเด็นนี้ เปึน ๖ ประเด็นที่ท่านได้กลั่นกรองมาดีแล้วเราก็เสนอไป ท่านครับถ้าผมเสนออีกครั้งหน้า ถ้ารัฐบาลยังขาดความกระตือรือร้นยังไม่ชัดเจน เราก็จะเสนอเข้าไปอีก ฝากท่านประธาน รีบบรรจุให้เร็ว ๆ แล้วเราจะใช้เวทีนี้ ใช้สติปัญญาขบคิดปัญหาของบ้านเมือง ไม่ได้ แช่ปัญหากันถึงขนาดนี้ ผมขอเรียนท่านว่าแล้วประชาชนจะได้อะไร เราจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันประชาชนสามารถที่จะดําเนินการต่าง ๆ ได้มากมาย แต่ประชาชนไม่สามารถที่จะ มีนักการเมืองที่จะทํางานให้ประชาชนได้อย่างสมภาคภูมิ เพราะความรึงรัด ของรัฐธรรมนูญ ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราก็คือว่า เศรษฐกิจที่ต่ําทรามลงไป สังคม ที่มีความหายนะ แล้วก็มีสารเสพติดจํานวนมาก แล้วก็สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งภายใน ภายนอกเราเสียเปรียบเขาทั้งนั้น เราทําไมไม่มีการแก้ไข เพราะว่ามีการวิเคราะห์แล้ว ปัญหาประเทศชาติเราอยู่ที่ปัญหาของนักการเมือง โพล (Poll) ทุกโพลออกมาแล้วว่าถ้า การเมืองนิ่ง ทุกอย่างเศรษฐกิจ สังคมจะเคลื่อนไหวทํางานได้ เพราะฉะนั้นแล้วผมจะไม่ ลงรายละเอียดปัญหาหาต่าง ๆ เลย ขอให้นักการเมืองทั้งหลาย คณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญบอกว่าต้องทําการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชน เยาวชนมีจิตสํานึก ไม่ต้องแล้วครับ ท่านเอาคนที่นั่งอยู่ที่นี่มีจิตสํานึก อย่างเดียว บ้านเมืองนี้ไปรอด ถ้าท่านทําอย่างนี้ได้วันนี้เชื่อเถอะครับ ๑. รัฐบาลอย่าเล่นเกม วันนี้ไม่มีฝ์ายค้าน ไม่มีฝ์ายรัฐบาล ไม่มีวุฒิสภา การที่ท่านทั้งหลายถอนก็แสดง ความบริสุทธิ์ใจของผู้ที่เซ็นว่าไม่ได้มีอามิสสินจ้าง การที่ผมไม่ได้กระตือรือร้นที่จะ ดําเนินการเครียดว่ามีการถอนญัตติก็แสดงว่าผมไม่ได้รับโจทย์ใครมา นั่นคือการทํา ด้วยความบริสุทธิ์ใจของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้นผมขอให้ท่านทั้งหลายได้เห็นว่า ถ้าเราตั้งใจทําให้บ้านเมืองนั้นปกติสุขและมีความบริสุทธิ์ใจแล้วจะสามารถแก้ไขปัญหา ประเทศนี้ได้

ผมขอสรุปนะครับท่านประธาน กติกาใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจะมี ประสิทธิภาพได้จะต้องมีองค์ประกอบสําคัญคือ มีนักการเมืองที่มีจริยธรรมและคุณธรรม ถ้ารัฐบาลไม่ซื้อเสียง ซื่อสัตย์ สุจริต มีประสิทธิภาพในการบริหารแผ่นดิน ทําเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ไม่มีฝ์ายค้านใด ๆ ในโลกเลยที่สามารถล้มรัฐบาลได้ เพราะฉะนั้นผมขอบอกท่านว่าสาระของรัฐธรรมนูญ ที่กําลังถกเถียงกันอีก ๒ วันนั้นไม่สําคัญเท่ากับความจริงใจที่ว่าท่านมีจิตสํานึกร่วม ของประชาชนที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศหรือไม่ ขอบคุณท่านประธานครับ