รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๖ ตุลาคม ๒๕๕๑

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ของประเทศไทย และเรียกร้องการทราบผลกระทบและความชัดเจนในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมมีคําถามถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งดําเนินการศึกษา ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ์น ซึ่งถือว่ามีความสําคัญ เพราะว่าจะมีความผูกพัน ต่อประเทศไทยในหลายด้าน รวมทั้งโดยเฉพาะด้านการค้า ความจริงมีการพิจารณากัน อย่างเร่งรัดทีเดียวภายใต้ข้อจํากัดของเวลาในการที่ประเทศไทยจะเห็นชอบหรือไม่ ในขบวนการ ที่จะต้องผ่านรัฐสภา แต่ว่าอย่างไรก็ตามภายใต้ข้อจํากัดดังกล่าวนั้นยังมีคําถามที่ต้องการ คําตอบจากคณะกรรมาธิการ ซึ่งยังไม่เห็นปรากฏอยู่ในรายงาน ทั้งที่โดยความเปึนจริงแล้ว ในความตกลงที่จะมีการดําเนินการระหว่างกันได้มีการทําการศึกษาจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยมอบหมายให้กับสถาบันการศึกษาทําหน้าที่ในการศึกษา แล้วก็มีผลค่อนข้างจะตรงกัน เพียงแต่ว่ารายงานนี้ไม่ได้ปรากฏ นั่นก็คือในเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ ที่ผมต้องถามตรงนี้ เพราะว่าประเทศไทยเราประกาศมายาวนานในการเปึนฐานการผลิต รถยนต์ของเอเชียหรือเรียกว่า ดีทรอยต์ ออฟ เอเชีย (Detroit of Asia) เราถือว่า อุตสาหกรรมยานยนต์นั้นได้สร้างมูลค่าการส่งออกให้กับประเทศไทยเปึนอันดับ ๒ เรามีศักยภาพ ในการผลิตรถยนต์เปึนอันดับ ๑๕ ของโลก เราสามารถเก็บภาษีสรรพสามิตได้กว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ ในจํานวน ๑๐๐ บริษัทของผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ยักษ์ใหญ่ ๑๐๐ รายแรกของโลกนั้น ๕๕ บริษัท อยู่ในประเทศไทย แต่ผลการศึกษาถ้าหากว่ามีการร่วมในข้อตกลงดังกล่าวระหว่างอาเซียนกับประเทศไทย ซึ่งรวมถึงประเทศไทยกับญี่ปุ์นนั้น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนนั้นจะเปึนอุตสาหกรรม ที่ได้รับผลกระทบ ผมไม่เห็นมีรายงานที่ปรากฏอยู่ในส่วนนี้ นั่นหมายความว่ารากฐานการลงทุน กว่าล้านล้านบาทในการผลิตรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันป้ที่แล้วตัวเลขเราสามารถผลิตรถยนต์ได้ ๑.๓ ล้านคัน ถ้ารวมไปถึงรถจักรยานยนต์เราผลิตได้ถึง ๑.๕ ล้านคัน เราส่งออกรถยนต์ ๓ ถึง ๔ ล้านคัน ในขณะที่ญี่ปุ์นนั้นถือว่าเปึนมหาอํานาจของการผลิตรถยนต์ ไม่ใช่เฉพาะ ในแถบอาเซียน แต่ว่ารวมไปถึงทั่วโลก เพราะฉะนั้นแน่นอนที่สุดว่าผลกระทบในเชิงของ ความสามารถในการแข่งขัน เราคงจะเสียเปรียบในด้านนี้แต่ไม่ปรากฏในความชัดเจนของ คณะกรรมการว่าผลกระทบมีมากน้อยเพียงใด พอที่จะไปถ่วงดุลกับผลประโยชน์ด้านอื่น ที่เราจะได้รับหรือไม่ ความจริงเรื่องของการทําข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในลักษณะ ที่เปึนกลุ่มกับประเทศญี่ปุ์นนั้นต้องมองไปถึงประเทศญี่ปุ์นซึ่งเปึนหุ้นส่วนของเราด้วย ญี่ปุ์นมีธรรมชาติของการป่ดประเทศมายาวนานกว่า ๒๐๐ ป้ เป่ดประเทศครั้งแรกก็เกิดจาก แบล็กชีพ (Black Sheep) ในสมัยเมจิทุกคนก็ทราบดีว่าใกล้เคียงกับสมัยรัชกาลที่ ๕ นั่น เพราะว่าถูกป๋นไปจ่อสหรัฐอเมริกาทําให้ญี่ปุ์นต้องเป่ดประเทศ ธรรมชาติของการที่เรา ทําข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจความจริงก็คือเขตการค้าเสรีนั่นเอง ประเทศคู่ค้าของเรานั้น มีธรรมชาติอย่างไร เราจะเจาะตลาดมากน้อยแค่ไหน ปัญหาเรื่องการส่งออกข้าว และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ที่เราเพียรพยายามที่จะให้ญี่ปุ์นเป่ดประเทศ เปึนความยากลําบากที่สุด ผมได้มีโอกาสได้คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของญี่ปุ์นในการประชุมสหภาพรัฐสภา เมื่อเดือนเมษายนที่เคปทาว์นประเทศแอฟริกาใต้ นั่งคุยกัน ๒ คน เขาก็บอกว่า เขาเปึนอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และเปึนคนที่เจรจาในเรื่องทั้งเจเทปปา แล้วก็เอเจเซป ผมก็บอกว่าทําไมญี่ปุ์นถึงไม่เป่ดสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวให้กับประเทศไทย เขาบอกลําบากมาก เพราะว่ามีการประท้วงรุนแรงสําหรับชาวนาและเกษตรกรของเขา ในการปกปัอง นั่นก็คือการกีดกันทางการค้า ซึ่งเขาก็ยอมรับ แต่นั่นคือสภาวะของประเทศญี่ปุ์น เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะมีการค้าและเป่ดการค้าเสรีร่วมกัน รายการสินค้าที่มีการยกเว้นภาษีนั้น เวลาหยิบยกเรื่องข้าวไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่า เมื่อเราเป่ดในบางสาขา อย่างเช่น เรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งถือว่านั่นคือสภาพของเรา แต่ขณะเดียวกันในหลายประเทศที่ญี่ปุ์นได้ไปทําข้อตกลงการค้าเสรี ไม่ว่าจะเปึนอินโดนีเซีย ซึ่งมีความสัมพันธ์ครบรอบแล้วก็เซ็นข้อตกลงดังกล่าวไปแล้วนั้น ก็เหมือนกัน มีข้อสัญญากันในเรื่องของการส่งเสริมทั้งส่งออกนําเข้าระหว่างอินโดนีเซียกับญี่ปุ์น แต่อํานาจต่อรองเขาสูง เพราะว่าเขามีการแลกแก๊สและน้ํามันซึ่งญี่ปุ์นไม่มี แต่อินโดนีเซียมี และประเทศไทยมีอะไรต่อรองสําหรับการที่จะได้การดูแลและเยียวยาหรือการปกปัอง ในอุตสาหกรรมซึ่งมีฐานการผลิตและเกี่ยวข้องกับการลงทุนแล้วก็ลูกจ้างของเราเปึนจํานวน นับแสนราย สิ่งที่น่ากังวลก็คือว่าการที่ญี่ปุ์นจะปรับตัวเองในการเป่ดรับอาเซียนนั้นมีมากน้อย แค่ไหน เพราะว่าประวัติของการเป่ดประเทศไม่ว่าจะเปึนแบล็กชีพในสมัยเมจิหรือต่อมา ยอมเป่ดอีกครั้งหนึ่งเมื่อแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อสหรัฐเข้าครอบครองโดยนายพลดัคลาส แมคอาเธอร์ ผ่านมาอีก ๕๐ กว่าป้คราวนี้ต้องเป่ดอีกครั้งหนึ่ง แต่จะเป่ดด้วยความตั้งใจ หรือเพราะปัญหาภายใน นั่นคือสิ่งที่เปึนความยากของเราในการที่จะสร้างหุ้นส่วนดังกล่าว ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย คราวนี้ญี่ปุ์นเป่ดเพราะโลกาภิวัตน์ เป่ดเพราะว่า สังคมญี่ปุ์นนั้นเริ่มเปึนสังคมของการขาดแรงงาน การยอมรับแรงงานต่างประเทศเข้าไป นั่นคือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าเอาเข้าไปเฉพาะที่จําเปึน เพราะฉะนั้นการจะทําข้อตกลงหุ้นส่วน ทางเศรษฐกิจระหว่างกันนั้น แน่นอนที่สุดผมไม่ประสงค์ที่จะเห็นประเทศไทยมีความรู้สึกต้องกระโดดไป เพราะเหตุว่าจะตก รถไฟเที่ยวสุดท้าย เห็นเพื่อน ๆ เขากระโดด ๆ ตาม ความจริงแล้วถ้าหากว่าการค้าซึ่งมีฐานของ เจเทปปา ซึ่งก็มีข้อถกเถียงหลายประการทีเดียวว่ามีความจําเปึนแค่ไหนในขณะที่เราอาจจะ ผิดหวังต่อความไม่ก้าวหน้าของการเจรจาดับเบิ้ลยูทีโอ ในรอบโดฮาราวนด์ (Doha round) แล้วก็หลังจากนั้นการทําข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีก็ดี หรือแบบที่เรียกว่าอีคอนอมิค อินดิเคชั่น (Economic indication) เช่น ในกรณีของกลุ่มอาเซียนกับญี่ปุ์นหรือจีน จึงกลายเปึน ความนิยมของรัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศ แต่ถามเขาว่าโดยเนื้อหาสาระของสิ่งที่ได้รับ ผลประโยชน์ ที่จะได้รับความได้เปรียบเสียเปรียบ และโดยเฉพาะผลการศึกษาที่จะตัดสินใจว่า เราควรที่จะต้องกระโดดลงไปในเรือลําเดียวกันของสมาชิกอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศหรือไม่นั้น มันยังไม่มีความชัดเจน เฉพาะในประเด็นเรื่องสินค้าเกษตรซึ่งอ่อนไหวมาก กับในเรื่องของ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ผมถึงถามคณะกรรมาธิการว่าในรายงานที่ท่านนําเสนอ ต่อสภาไม่มีรายละเอียดเหล่านี้เลย แล้วไม่มีการชี้แจงเลยว่าเราจะดูแลปกปัองหรือตลอดจน การวิเคราะห์ในเชิงตัวเลขว่าเราจะได้รับผลกระทบ คนจะว่างงานอีกเท่าไร ผมเพิ่งเดินทางกลับ จากดูงานที่ประเทศญี่ปุ์น ไปกับคณะกรรมาธิการการพลังงานเมื่อเดือนที่แล้วมันปรากฏอยู่ ชัดเจนในรายงานที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญได้เสนอมา นั่นก็คือในส่วนที่ไม่อยู่ในเจเทปปา แต่อยู่ในเอเจเซป ในเรื่องของพลังงานและโลจีสติกส์ ผมเรียนว่าสิ่งที่เราให้ความสําคัญมาก และศึกษาก็คือในเรื่องของโรงงานนิวเคลียร์ ผมเห็นว่าหลายคนได้พูดถึงขยะเปึนพิษ ซึ่งได้ เข้ามา ความจริงตัวอย่างนี้มันมีปัญหาระหว่างสหรัฐอเมริกากับแคนาดาในกรอบของความตกลง นาฟตา (NAFTA) ก็คือเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ถ้าท่านจะได้ศึกษาประวัติตรงนี้จะเห็นว่า มันปัองกันไม่ได้ ทันทีถ้าท่านลงนามเข้าเปึนหุ้นส่วนตรงนี้ ขยะหรือโรงงานที่จะเข้ามา ตั้งอยู่ในประเทศไทยเพื่อกําจัดขยะของญี่ปุ์นนั้น ท่านกีดกันเขาไม่ได้อีกเลย แคนาดาขนาดว่า มีความทันสมัยในความเปึนประเทศอุตสาหกรรมแล้ว ยังแพ้บริษัทอเมริกา รัฐบาลแคนาดา ต้องจ่ายชดเชย ฟ่ลิปป่นส์ทําข้อตกลงไปแล้วที่เปึนหุ้นส่วนของญี่ปุ์น กฎหมายใด ๆ ที่จะแก้ไข ไม่สามารถแก้ได้ เพื่อปกปัองคุ้มครองในเรื่องนี้ แต่ว่าสิ่งนี้ผมเรียนว่าขยะนิวเคลียร์ญี่ปุ์นยังไม่มี ที่กําจัด แล้วจะไปทิ้งที่ไหน เอาไปอยู่ที่ใด จะแฝงเข้ามาหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่เราต้องดู อย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของผลกระทบที่มีต่อสิ่งที่เราคิดว่าจะเพิ่มมูลค่า การค้าระหว่างกัน แต่ท่านต้องไม่ลืมนะครับว่าเราไม่เคยได้เปรียบการค้าญี่ปุ์นเลย หุ้นส่วน ข้อตกลงดังกล่าวนี้ยังไม่มีการเสนอให้เห็นความชัดเจนของผลการศึกษาเลย