พิชัย อุตมาภินันท์ หารือเรื่องข้อตกลงการค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่น และข้อกังวลเกี่ยวกับการขนย้ายขยะข้ามประเทศ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิชัย อุตมาภินันท์ สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกของรัฐสภา ผมมีเรื่องที่จะขอตั้งข้อสังเกตใน ๒ – ๓ ประเด็น อันที่ ๑ ก็คือเราก็ทราบกันดีว่าข้อตกลงการค้า อาเซีย - ญี่ปุ์น ซึ่งเราเรียกว่าข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ จุดประสงค์ก็ต้องการเพิ่มการค้า เพิ่มการทําธุรกิจต่อกัน ข้อหนึ่งซึ่งเปึนข้อได้เปรียบอย่างชัดเจนในข้อตกลงดังกล่าวนี้ก็คือการใช้ สิ่งที่เรียกว่าแอคคูมูเลชั่นส์ (Accumulations) หรือการมีถิ่นกําเนิดสะสมจากประเทศในอาเซียน รวมกัน เพื่อให้สามารถเปึนสินค้าที่มีสัญชาติอาเซียนได้ ปัญหาก็คือว่าการใช้ประโยชน์ดังกล่าว นี้ข้อตกลงกฎหมายภายในและข้อตกลงต่าง ๆ ของเราเองจะต้องสอดคล้องกัน มิฉะนั้นเราจะ ไม่ได้ประโยชน์อย่างเท่าที่ควร เพราะว่าในส่วนที่ก่อนหน้านี้เมื่อ ๒ ป้ที่แล้ว เมื่อป้ที่แล้วเราก็ได้ ทําสัญญาข้อตกลงหุ้นส่วนการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ์นเปึนที่เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น การทําสัญญาอันที่ ๒ นี้เราก็ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นไม่มากนัก ขณะเดียวกันสิ่งที่ตามมากับ การตกลงในข้อนี้ ในการทําสัญญาครั้งนี้ก็คือสิ่งที่ทุกคนเปึนห่วงกันในเรื่องของการเคลื่อนย้าย ขยะและสารพิษ ซึ่งในข้อที่ ๑๘ ของเอเจเซปได้ระบุว่า มาตรการอื่นที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร กําหนดให้ภาคีต้องไม่ริเริ่มหรือคงไว้ ซึ่งหมายถึงการกําหนดโควตา (Quota) การนําเข้า การส่งออก หรือการจําหน่ายเพื่อการส่งออก เว้นไว้แต่มาตรการเช่นนั้นจะสามารถทําได้ภายใต้ ข้อตกลงดับเบิ้ลยูทีโอ (WTO) จะเห็นได้ว่าใครมีข้อจํากัดในการใช้อนุสัญญาบาเซล (Basel) ซึ่งเปึนอนุสัญญาที่เพิ่มขึ้นในการกําหนดควบคุมการขนย้ายสารพิษข้ามประเทศหรือ กากของเสียข้ามประเทศ เราจะเห็นว่าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวมีข้อกําหนดของดับเบิ้ลยูทีโอ หรือองค์การการค้าโลกว่าจะห้าม และอาจจะใช้ข้อบังคับนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงทําให้เห็นว่าเราจะมีข้อจํากัดในการใช้อนุสัญญาบาเซล ซึ่งเราคิดว่า เปึนอนุสัญญาที่เราเพิ่มเติมจากข้อตกลงที่เราเพิ่มขึ้นจากข้อตกลงหุ้นส่วนการค้าไทย - ญี่ปุ์น การออกมาตรการภายในที่ไม่ใช่ภาษีต่าง ๆ เพื่อควบคุมการนําเข้าอาจจะทําไม่ได้ เพราะฉะนั้น ยกตัวอย่างสมมุติว่าเกิดมีสารซึ่งตอนแรกบอกไม่เปึนพิษ แต่ต่อมาทั่วโลกเขาบอกว่าเปึนพิษ ในระหว่างนั้นมันอยู่ในประเทศไทยแล้ว และกําลังอยู่ในขบวนการผลิต ซึ่งอาจจะต้องผลิตต่อไป อีกเปึนเวลาหลายเดือน หรือเปึนป้ เราจะไม่สามารถส่งกลับไปให้ญี่ปุ์นได้ตามข้อตกลง เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ก็เปึนประเด็นที่ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งผมคิดว่าควรจะต้อง ให้ความสําคัญ ส่วนในหน้า ๔๗ ของหนังสือสรุปสาระสําคัญของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ อาเซียน - ญี่ปุ์น จะเห็นว่ามีข้อปกปัอง มาตรการปกปัองทางการค้าทุกประเทศที่เขาทําข้อตกลง การค้าเสรีต่อกัน เขาจะต้องมีข้อตกลงที่เขาเรียกว่า เซฟการ์ด (Safeguard) หมายความว่า ถ้าเกิดอยู่ ๆ มีอะไรที่ผิดพลาดขึ้นมาเนื่องจากสิ่งที่เราคาดไม่ถึง อย่างเช่นที่เราจะเห็นว่า เมื่อตอนที่ประเทศจีนเข้าเปึนสมาชิกดับเบิ้ลยูทีโอประเทศอเมริกาก็ดี ประเทศในยุโรปก็ดี ได้ตั้งมาตรการที่กําหนดไว้ว่า ถ้าหากสินค้าของจีนทะลักเข้ามาในประเทศของเขาในป้ที่ผ่านมา เกินกว่า ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ในป้ถัดไป ถือว่ามีส่วนทําให้อุตสาหกรรมภายในประเทศของเขา มีผลกระทบ ก็จะมีมาตรการในการขึ้นภาษี เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรม ภายใน ประเทศสามารถปรับตัวได้ในบางประเภท แต่ในข้อตกลงดังกล่าวนี้ไม่ได้พูดไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้นมาตรการในเรื่องเซฟการ์ดจะใช้ได้เฉพาะเมื่อมีการทุ่มสินค้าเข้ามา แต่ไม่ได้พูดถึง สินค้าที่เปึนขยะเลย เพราะฉะนั้นกรณีเช่นนี้ถ้าจะจํากัดโควตาก็จะไปผิดเรื่องดับเบิ้ลยูทีโอ ถ้าไปจํากัดในเรื่องที่บอกว่าเปึนเซฟการ์ด ในดับเบิ้ลยูทีโอก็ไม่ได้พูดเรื่องเซฟการ์ด ของขยะสารพิษเอาไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนประเด็นที่อยากจะให้ภาคราชการ ที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสนใจในตรงนี้ด้วย เราจะบอกว่าเราอาจจะใช้มาตรการในเรื่องของ สุขอนามัยหรือเรื่อง เอสพีเอช (SPH) แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถใช้ได้ขนาดไหน แล้วข้อโต้แย้งจะต้องใช้เวลาเท่าไร แล้วในกรณีที่เกิดกรณีพิพาทขึ้นมา ซึ่งต้องขึ้นสู่การชี้ขาด ของคณะตุลาการขององค์การค้าโลกจะต้องใช้เวลาอย่างมากและใช้เงินมหาศาล เพราะฉะนั้น ในเรื่องของข้อตกลงดังกล่าวนี้จึงอยากจะให้ภาครัฐให้ความสําคัญต่อการที่จะต้อง มีรายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องของการขนย้ายขยะข้ามประเทศ หรือการนําไปผลิตในประเทศ ในอาเซียน ซึ่งขณะนี้ญี่ปุ์นเองไม่สามารถจะผลิตสินค้าที่มีมูลค่าต่ํา ๆ ได้ ต้องผลิตสินค้า ที่มีมูลค่าสูง เพราะฉะนั้นในส่วนที่เหลือนั้นอาจจะไม่คุ้มต่อการที่ผลิตในประเทศของเขาเอง เขาก็ต้องนําไปผลิตในประเทศอื่นต่อไป ขณะเดียวกันญี่ปุ์นเองก็มีมาตรฐานสูงในเรื่องของ กําหนดสินค้าเข้า เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่สามารถที่จะให้มีความเท่าเทียม กันเราก็อาจจะเปึนฝ์ายที่กลับเสียเปรียบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่เราจะต้องเข้าสู่ ขบวนการตัดสินข้อพิพาทโดยองค์การค้าโลก ประเทศไทยก็ยังเปึนประเทศเล็ก ๆ ความถนัด ก็ยังไม่มี ตรงนี้ก็ขออนุญาตตั้งข้อสังเกต แล้วก็ขอให้ภาครัฐให้ความใส่ใจในเรื่องของข้อปฏิบัติ ในส่วนที่เปึนกฎหมายภายในของเรา ในส่วนที่เปึนหน่วยงานที่จะต้องควบคุม อย่างเช่น สํานักงานควบคุมวัตถุอันตรายของกระทรวงอุตสาหกรรม ต้องดูว่าเรามีบุคลากรเพียงพอไหม แล้วขณะนี้มีผู้เชี่ยวชาญที่จะใส่ใจในการติดตามเรื่องเหล่านี้ในการเช็คจํานวน มีการติดตาม ข้อประกาศเพิ่มเติมล่วงหน้า ขณะนี้เราก็รู้ว่าประเทศคู่ค้าในโลก อย่างเช่น ประเทศที่อยู่ในยุโรป ก็จะใช้มาตรการทางด้านสิ่งแวดล้อมในการค้า เปึนอุปสรรคการค้าอย่างหนึ่ง ก็ขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ