สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ระบุว่าในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวังในการให้ข้อมูล เพื่อป้องกันปัญหาเก็งกำไร และเน้นย้ำว่าความร่วมมือกันเพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุดจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คงจะขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ เพราะว่าในขณะนี้การประชุมในวันนี้ก็ล่วงเลยมาเกือบ ๑๔ ชั่วโมงแล้วนะครับ ก็คงจะได้ มีการสรุปเปึนประเด็นที่เปึนที่สนใจเพียงประเด็นเดียวนะครับ แต่ก่อนอื่นต้อง ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านที่ได้กรุณาให้คําแนะนํา ข้อติติงข้อที่จะให้ได้มีการ ระมัดระวังในการดําเนินงานทางด้านนโยบายทางด้านการเงินการคลัง แล้วผมคิดว่า ประเด็นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจเปึนประเด็นปัญหาที่ประชาชนทุก ๆ คนได้มีความกังวลและ ห่วงใยอยากจะเห็นทุก ๆ ท่าน ทั้งสมาชิกผู้ทรงเกียรติและทั้งคณะรัฐมนตรีได้ร่วมแรง ร่วมใจกันเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศให้ลุล่วงไปได้ เพราะฉะนั้น ข้อแนะนําต่าง ๆ ก็จะเปึนประเด็นที่ทางกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้รับไปเพื่อจะดําเนินการต่อไปนะครับ ผมคงจะเท้าความสั้น ๆ ว่าปัญหาเรื่องเกี่ยวกับ เศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อพวกเราทุก ๆ คนในช่วงที่ผ่านมาก็เปึนเรื่องโครงสร้างของจีดีพี ของประเทศได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควรในช่วงประมาณสัก ๒–๓ ป้ที่ผ่านมา ขณะนี้จีดีพีของประเทศกว่าร้อยละ ๗๓ มาจากการส่งออก ในขณะที่เศรษฐกิจ ภายในประเทศไม่ว่าจะเปึนเรื่องเกี่ยวกับการบริโภคภาคเอกชนก็ดี เรื่องการลงทุนของภาคเอกชนหรือการใช้จ่ายภาครัฐ ได้มีบทบาทสําคัญเพียงแค่ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่ามีโครงสร้างที่น่าเปึนห่วง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เกิดขึ้นเนื่องจากว่า ความเชื่อมั่นในการบริโภคก็ดี การลงทุนก็ดี ในช่วงที่ผ่านมามีปัญหา ถ้าหากได้มีโอกาส ไปดูตัวเลขบางตัวเลขก็จะเห็นความชัดเจนนะครับว่า การลงทุนของภาคเอกชนในช่วง ๑–๒ ป้ที่ผ่านมามีการระงับหรือชะลอการลงทุนไป อุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ก็ดี หรือทางด้านที่เกี่ยวกับทางด้านเคมี มีการใช้กําลัง การผลิตไปถึงกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าไม่มีการเริ่มต้นลงทุนใหม่ในช่วงที่ผ่านมา ก็แสดง ให้เห็นว่าความมั่นใจที่จะลงทุนเพื่อที่จะได้มีการผลิตเพื่ออนาคตในช่วงที่ผ่านมา หดหายไป เพราะฉะนั้นอยากจะกล่าวได้ว่าประเด็นปัญหาเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจในช่วง ที่ผ่านมาก็คือประเด็นเรื่องความเชื่อมั่น ทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ความเชื่อมั่นของ นักลงทุน ก็เปึนหน้าที่ของทางรัฐบาลที่จะทําหน้าที่ในการที่จะนําความเชื่อมั่นนั้นกลับคืน มาอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมเชื่อว่าหลายสิ่งหลายอย่างก็คงเปึนเรื่องที่ต้องเร่งดําเนินการ ต่อไป แต่มีเรื่องหนึ่งที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลาย ๆ ท่านได้มีการพูดถึงก็คือ เรื่องเกี่ยวกับมาตรการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปึนเรื่องที่มีการพูดถึงในสังสาธารณะ ในช่วง ๑-๒ สัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ ผมก็คงจะกราบเรียนว่ามาตรการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งได้เริ่มใช้กันตั้งแต่เมื่อปลายป้ ๒๕๔๙ ก็เปึนมาตรการที่มีความเห็น ที่แตกต่างหลากหลายกัน แล้วแต่ว่าผู้ที่ได้ให้ความเห็นนั้นได้มองจากมุมใด เพราะว่า หลาย ๆ ท่านเองก็อาจจะบอกว่ามาตรการนี้ขณะนี้ก็มีการผ่อนคลายไปพอสมควรแล้ว เหลือเฉพาะการกันสํารองเฉพาะการลงทุนในตราสารหนี้ เพราะฉะนั้นการยกเลิกไม่น่าจะ มีปัญหา และที่บางท่านเองก็บอกว่าการยกเลิกน่าจะเปึนปัญหาที่ทําให้เกิด การเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้ามาสู่ประเทศไทยแล้วจะเกิดปัญหาเรื่องเกี่ยวกับค่าเงินบาท ซึ่งก็ เปึนเรื่องที่เปึนความเห็นที่แตกต่างกัน บางท่านก็บอกว่าการยกเลิกมาตรการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ น่าจะรออีกสักระยะหนึ่ง อาจจะรอสัก ๖ เดือน เพื่อให้สถานการณ์ ทางด้านการลงทุนของประเทศดีขึ้นกว่านี้ เพื่อผลกระทบในเรื่องค่าเงินบาทจะได้ไม่มี ผลกระทบอย่างรุนแรง แต่บางท่านก็บอกเหมือนกันว่าถ้าหากรอไปอีก ๖ เดือน ก็ไม่ได้มี ความมั่นใจว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะว่าตราบใดก็ตามที่ไม่มีการส่ง สัญญาณที่แสดงถึงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยต้อนรับการลงทุนของภาคเอกชน ไม่ว่าจะ เปึนชาวต่างชาติหรือในประเทศก็ดี การส่งสัญญาณอย่างนั้นถ้าไม่มี ๖ เดือนข้างหน้า ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นก็จะได้เห็นว่าความเห็นในเรื่องเหล่านี้เปึนเรื่องที่มี ความแตกต่างกันอย่างมาก ผมกราบเรียนได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาก็ได้มีการปรึกษาพูดคุย กับทางธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วก็จะกราบเรียนยืนยันว่าในส่วนของกระทรวง การคลังเองเรามีความเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีอิสระในการดําเนินการทางด้าน นโยบายทางด้านการเงิน แต่ในขณะเดียวกันการทํางานร่วมกัน การมีนโยบายการเงิน การคลังที่ประสานสอดคล้องกันน่าจะเปึนประโยชน์ต่อประเทศชาติในภาพรวมมากกว่า ก็คงจะกราบเรียนได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาการปรึกษาหารือพูดคุยระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยเปึนไปในทิศทางที่น่าจะทําให้มีการมองภาพรวม ที่สอดคล้องและเปึนประโยชน์ต่อประเทศชาติได้ดียิ่งขึ้นนะครับ ก็คงจะเรียนว่าขณะนี้ ขั้นตอนของการดูแลเรื่องมาตรการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในขั้นตอนของการที่ทาง กระทรวงการคลังได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากทางธนาคารแห่งประเทศไทยในประเด็นต่าง ๆ ที่เราเชื่อว่าจะทําให้การตัดสินใจไม่ว่าจะออกมาในรูปไหนก็ตามจะทําให้เกิดความเชื่อมั่น และผลกระทบในทางที่เปึนทางลบมีเกิดขึ้นน้อยที่สุดเท่าที่เปึนไปได้
ผมเองอยากจะเรียนว่าในหลาย ๆ เรื่องอาจจะไม่สามารถที่จะพูดในทาง สาธารณะได้ชัดเจนนัก เพราะว่าในบทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง การที่จะ กระทําอะไรก็จะต้องยึดหลักในแง่ของการที่รอบคอบ ละเอียด ถี่ถ้วน ขณะเดียวกัน ก็จะต้องระมัดระวังในการให้ข่าวสารให้ข้อมูลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องของการที่จะทํา ให้เกิดการเก็งกําไร การคาดการณ์ไปล่วงหน้าหรือเปึนผลเสียในภาพรวมต่อเรื่องระบบ การเงินการคลังของประเทศ เพราะว่าผมเชื่อว่าการร่วมมือกัน การแสดงความเห็นเพื่อที่จะหาข้อสรุปที่ดีที่สุดกับ ประเทศน่าจะเปึนสิ่งที่ดีที่สุดสําหรับประเทศไทยในตอนนี้ ขอบพระคุณครับ