สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล หารือเรื่องนโยบายการเกษตรของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความชัดเจนในทิศทางและนโยบายในการดำเนินการ และเรียกร้องความเข้าใจว่าโครงการที่เสนอจะดำเนินการเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มศักยภาพในการควบคุมปริมาณน้ำ การลดราคาปุิยที่แพง และปัญหาการถือครองที่ดิน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ปุิยอินทรีย์และการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ปุิยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล สมาชิกรัฐสภาและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ในเรื่องแรกผมคงต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกทั้งจากสภาผู้แทนราษฎร และจาก สนช. ครับ ที่ได้กรุณาแสดงความเห็นช่วยเติมเต็มให้กับนโยบายทางด้าน การเกษตรของรัฐบาลชุดนี้ด้วยหัวใจที่เต็มเป้ืยมไปด้วยความปรารถนาดี ทุก ๆ คําถามและทุก ๆ ข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิก กระผมขอกราบเรียนครับว่าทางเพื่อน ข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกกรม กองนั้น ได้บันทึกถ้อยคําของทุกท่าน ทุกประเด็น แต่ในคืนวันนี้เนื่องจากข้อจํากัดของเรื่องเวลา จึงทําให้ผมไม่สามารถที่จะ ชี้แจงได้ครบทุกประเด็น แต่ผมให้สัญญาครับ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เปึนต้นไป ข้อสังเกตของท่าน ที่เปึนประโยชน์ รวมทั้งคําซักถามที่ท่านไม่มั่นใจว่าแนวทางของเราจะดําเนินการอย่าง ชัดเจนอย่างไร ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐบาลจะส่งเปึนจดหมายถึงท่าน ทุกคนที่ได้ขึ้นอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในคืนวันนี้ผมคง จะขอชี้แจงในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้ให้ความสนใจอภิปรายกันหลายท่าน
โครงการแรก เปึนเรื่องโครงการเร่งด่วน คือการขยายพื้นที่ชลประทานและ เพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน ผมอยากจะกราบเรียนชี้แจงว่ารัฐบาลตระหนักดีครับ ว่าวันนี้ ๓๕ ล้านชีวิตซึ่งมีอยู่จาก ๖๕ ล้านชีวิตนั้นประกอบอาชีพเกษตรกรรมเปึน เกษตรกร และจากการสํารวจความยากจนของสังคมไทยพบว่าอาชีพที่ประสบ ความยากจนมากที่สุดก็คืออาชีพเกษตรกรครับ ปัญหาหลักที่พบว่าพี่น้องเกษตรกรพบกับ ความยากจนนั้น เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาการดําเนินวิถีชีวิตของเพื่อนเกษตรกรนั้นอาศัย ธรรมชาติล้วน ๆ ครับ ฝนแล้งบ้าง น้ําท่วมบ้าง ล้วนแล้วแต่ทําให้เกิดปัญหาในเรื่องการ เก็บเกี่ยวและการได้มาซึ่งผลผลิตทั้งสิ้น และนี่คือการนําไปสู่ปัญหาความยากจน และเรา ยังสํารวจพบมากไปกว่านั้นอีกว่าพี่น้องเกษตรกรที่อยู่ในบริเวณเขตชลประทานจะมี รายได้มากกว่าพี่น้องเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทานถึง ๓ เท่า โดยเฉลี่ยพี่น้อง เกษตรกรที่อยู่ในเขตชลประทานจะมีรายได้ต่อหัวต่อป้ประมาณ ๑๘๖,๐๐๐ บาท ในขณะ ที่พี่น้องเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทานนั้นมีรายได้ต่อหัวต่อป้เพียง ๖๒,๐๐๐ บาท ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้ให้ความสนใจบรรจุนโยบายการขยายพื้นที่ชลประทานและการเพิ่ม ประสิทธิภาพระบบชลประทานขึ้นเปึนนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดําเนินการเริ่มแรกภายใน ๑ ป้ ผมอยากจะทําความเข้าใจว่าการเริ่มแรกดําเนินการใน ๑ ป้นั้น ไม่ได้หมายความว่า โครงการที่เสนอใน ๑ ป้นั้นจะสําเร็จลุล่วงใน ๑ ป้นะครับ แต่หมายความว่าในป้แรกที่เรา ดําเนินการและเราสามารถปฏิบัติราชการได้ โครงการที่กําหนดใน ๑ ป้นั้นจะเริ่ม ดําเนินการโดยเร็วที่สุด วันนี้โครงการขยายพื้นที่ชลประทานและเพิ่มประสิทธิภาพ เรามี ความจําเปึนที่จะต้องสร้างความชัดเจนในทิศทางและนโยบายว่าเราจะทําอะไร เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ให้ข้อสังเกตด้วยความเปึนห่วงเปึนใยว่าจะทําอย่างไร ไม่ว่าจะเปึน เรื่องของการผันน้ํา พูดกันถึงเรื่องอุโมงค์น้ํา พูดกันถึงเรื่องระบบท่อน้ํา ผมกราบเรียนครับ ว่านั่นเปึนเพียงองค์ประกอบ แต่ปัจจัยหลักที่สําคัญเราได้วางแนวทางไว้ ๒ ประการ
ประการแรก เปึนแผนโครงการพัฒนาแหล่งน้ําเพื่อเพิ่มศักยภาพในการ ควบคุมปริมาณน้ําภายในลุ่มน้ํา ซึ่งนโยบายในแนวทางนี้เราต้องการที่จะก่อสร้าง อ่างเก็บน้ําขนาดต่าง ๆ เพื่อที่จะให้ครบในเขตพื้นที่ รวมทั้งการปรับปรุงเพิ่มความจุเก็บกัก ของอ่างเก็บน้ําที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะทําให้ปริมาณน้ําต้นทุนที่มีอยู่นั้นเพิ่มขึ้น ซึ่งแนวทางนี้ผมกราบเรียนว่า เราได้วางไว้ ๒ ประการครับ คือโครงการพัฒนาแหล่งน้ํา และโครงการพัฒนาระบบชลประทานทั้งขนาดเล็กและขนาดกลาง เราได้มีเปัาหมาย ในการที่จะดําเนินการทั้งหมด ๑,๑๘๕ โครงการ ซึ่งสามารถที่จะเพิ่มความจุเก็บกักน้ําได้ ถึง ๑,๗๗๐,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจากปริมาณนี้จะสามารถเพิ่มพื้นที่ในการทํา ชลประทานได้ถึง ๒๐.๓๔ ล้านไร่ครับ และในขณะเดียวกันโครงการพัฒนาแหล่งน้ํา ขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะมีข้อจํากัดในเรื่องพื้นที่ เราก็ตั้งใจ วางโครงการไว้ว่าเราจะดําเนินการ สร้างแหล่งน้ําขนาดเล็กจํานวน ๑,๐๖๗ โครงการ ซึ่งสามารถจะเพิ่มปริมาตรความจุ เก็บกักน้ําได้ถึง ๒๘๒.๗๒ ล้านลูกบาศก์เมตร จะขยายพื้นที่ได้ถึง ๑.๐๓ ล้านไร่ นี่คือ แนวทางที่ ๑ ในเรื่องของการพัฒนาแหล่งน้ําเพื่อเพิ่มศักยภาพ
อันที่ ๒ เปึนเรื่องของการผันน้ํา ซึ่งการผันน้ําเราก็มีแนวทางในการที่จะ ผันน้ํา ๒ วิธี วิธีแรก คือการผันน้ําจากลุ่มน้ําภายในประเทศที่สามารถเพิ่มพื้นที่ ชลประทานได้ประมาณ ๗.๐๗ ล้านไร่ เช่น โครงการผันน้ําอ่างเก็บน้ําแม่งัด แม่กวง และนอกจากนั้นเรายังมีโครงการในการที่จะกําหนดแผนโครงการผันน้ําระหว่างประเทศ เพื่อที่จะเติมปริมาณน้ําให้กับพี่น้องในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีโครงการผันน้ําจาก แม่น้ํางึม ซึ่งสามารถที่จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ ๑.๕ ล้านไร่ โครงการผันน้ํา จากแม่น้ําเซบังเหียง สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ถึง ๒.๓๖ ล้านไร่ และโครงการ ปากน้ําเลย ชี มูล สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ ๑๐ ล้านไร่ครับ นี่คือแนวทางในการที่ เราจะเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องขยายเขตพื้นที่ชลประทานเพื่อสร้างแหล่งน้ํา ซึ่งเปึน เสมือนกับเส้นเลือดใหญ่ในการที่จะต่อลมหายใจให้กับพี่น้องเกษตรกร และสร้างชีวิตใหม่ ให้กับเกษตรกร
ประเด็นที่ ๒ ที่เพื่อนสมาชิกได้ให้ความสนใจและอภิปรายกันอย่าง กว้างขวางและหลายท่าน คือกรณีเรื่องปุิยแพงครับ รัฐบาลไม่ปฏิเสธหรอกครับว่าวันนี้ ราคาปุิยแพงขึ้น ซึ่งจากสาเหตุพวกเราก็คงจะทราบว่าปุิยที่แพงขึ้น สาเหตุหลักที่สําคัญ ประการหนึ่งก็คือน้ํามันที่สูงขึ้นทุกวัน และนอกจากนั้นปริมาณการต้องการใช้ปุิย วันนี้ ประเทศที่ประกอบอาชีพการเกษตรนั้นมีความต้องการทั้งนั้นแหละครับ จึงทําให้มี การแย่งกันซื้อปุิย ทําให้ราคาปุิยนั้นสูงขึ้นจนน่าตกใจ เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้หยิบยกขึ้นมาเปึนประเด็นว่า ในแต่ละรอบป้ราคาปุิยสูงขึ้น ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ถามบอกว่าเมื่อรัฐบาลรู้ รู้ว่าราคาปุิยแพงอย่างนี้แล้วจะแก้ปัญหา อย่างไร ผมก็ต้องกราบเรียนกับเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพครับ ว่าการแก้ปัญหาปุิยนั้น เราคงต้องร่วมมือกันทุกฝ์าย วันนี้แนวทางที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางไว้ เปึนแนวทางที่ ๑ ก็คือรวมกลุ่มเพื่อนเกษตรกรในการที่จะสั่งแม่ปุิยเข้ามาครับ สั่งแม่ปุิย เข้ามาเพื่อที่จะให้เกษตรกรที่มีความต้องการปุิยสูตรไหน ชนิดไหนที่เหมาะกับสภาพ ภูมิศาสตร์อย่างไร สภาพดินอย่างไร เมื่อสั่งแม่ปุิยเข้ามา มันก็จะทําให้สามารถลดต้นทุน ได้และจะทําให้สามารถแข่งขันกับผู้ที่สั่งปุิยรายใหญ่เข้ามา อาจจะทําให้ราคาเริ่มลดลง และในส่วนที่ ๒ ก็คือการซื้อระหว่างรัฐต่อรัฐ เราจะเจรจาซื้อปุิยจากประเทศผู้ผลิตและ ส่งออกปุิยมายังประเทศไทย โดยการแลกปุิยเคมีกับสินค้าทางด้านการเกษตร นี่เปึนอีก แนวทางหนึ่งที่ทางรัฐบาลคิดว่าคงจะต้องดําเนินการในการที่จะหาปุิยราคาถูกเอามา ให้กับพี่น้องเกษตรกร ส่วนแนวทางระยะยาวที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คิดว่า จําเปึนจะต้องทําและเริ่มทํามาแล้ว เพียงแต่ในวันนี้วัฒนธรรมของความเชื่อในการใช้ปุิยอินทรีย์นั้นยังมีความเชื่อกันอยู่ว่า ปุิยอินทรีย์ให้ผลผลิตช้าและไม่เท่ากับปุิยเคมี วันนี้ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทําการวิจัยและได้ศึกษาค้นคว้าว่าปุิยอินทรีย์นั้น สามารถที่จะสร้างคุณภาพ สามารถที่จะสร้างปริมาณให้กับผลผลิตทางการเกษตรไม่ต่าง ไปจากปุิยเคมีหรอกครับ วันนี้อยากจะให้พวกเราได้ยึดเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเปึนหลักครับ ใช้ในสิ่งของที่เรามี ใช้ในสิ่งของที่ พวกเราผลิตกันได้ ปุิยอินทรีย์นั้นผมกราบเรียนต่อเพื่อนสมาชิกครับว่ารัฐบาลชุดนี้จะให้ การสนับสนุนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งในการที่จะส่งเสริมทางด้านวิชาการให้กับพี่น้อง เกษตรกรในเขตชุมชนต่าง ๆ ในการที่จะสร้างปุิยอินทรีย์ขึ้นมา แล้วก็อยากจะกราบเรียน ว่าปุิยอินทรีย์นั้นทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมวิชาการได้มีการทําการวิจัยและ สํารวจแล้วว่าสามารถที่จะนํามาใช้ผสมกับปุิยเคมี และจะทําให้ผลผลิตนั้นเพิ่มขึ้นด้วย ต้นทุนก็จะลดลง สิ่งแวดล้อมก็จะดีขึ้น ระบบนิเวศวิทยาก็จะดีขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึน หน้าที่ของทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปึนหน้าที่ของรัฐบาลในการที่จะเร่งสร้าง ความรู้ สร้างความเข้าใจ และสร้างความเชื่อมั่นในการที่จะใช้สินค้าที่พวกเราสามารถ สร้างกันได้ ผลิตกันเอง ผมเชื่อว่าแนวทางนี้เปึนอีกแนวทางหนึ่งแม้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลา สักนิดหนึ่ง แต่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะพยายามครับ นอกจากนี้การให้ความรู้ ในเรื่องการใช้ปุิยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้สอดคล้องกับชนิดและประเภทของ ผลผลิตทางการเกษตร ก็เปึนสิ่งที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องทําหน้าที่ตรงนี้ แม้ว่าจะหนักและแม้ว่าจะเหนื่อยแต่เราจะพยายามครับ
นอกจากปัญหาในเรื่องปุิยแพง แล้วอีกปัญหาหนึ่งครับที่เปึนปัญหามาก และพวกเราก็พูดกันมาหลายรัฐบาล นั่นคือเรื่องของที่ทํากิน ต่อประเด็นเรื่องระบบ การถือครองที่ดิน วันนี้บนความเปึนจริงเราต้องยอมรับนะครับว่าเรื่องที่ทํากินนั้นผูกพัน อยู่กับ ๓ กระทรวงใหญ่ คือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ วันนี้ปัญหาที่เพื่อนสมาชิกได้หยิบ ยกขึ้นมาล้วนแล้วแต่เปึนปัญหาที่เกิดขึ้นกับเรื่อง ส.ป.ก. เพื่อนสมาชิกทั้งจากภาคเหนือ ทั้งจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หยิบยกประเด็นขึ้นมาว่าวันนี้สถานที่ราชการ ชุมชนและ ที่ทํากินอยู่ในเขตป์าเสื่อมโทรมรอว่าเมื่อไรทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ส.ป.ก. จะออกเอกสารสิทธิให้ ผมกราบเรียนครับว่าทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนี้ คงจะต้องจัดการเกี่ยวกับที่ดินที่วันนี้ยังไม่สามารถจะประกาศ ส.ป.ก. ได้ โดยจะร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการจัดวางแนวเขต ซึ่งไม่รู้ว่าจะไปทับ ซ้อนกันตรงไหน วันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกําลังปรับปรุงแนวเขต เพื่อให้เกิดความชัดเจนในหลายพื้นที่ว่าตรงไหนเปึนเขตป์าชนิดใด ตรงไหนเปึนเขตพื้นที่ ชนิดใด ซึ่งหลังจากที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ทําการเรื่องนี้เสร็จ ส่งมาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมการร่วมกันทั้ง ๒ กระทรวงนั้นพิจารณา เสร็จเห็นถึงความชัดเจน แบ่งขาดชัดเจนแล้ว ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะออก ส.ป.ก. ให้กับพื้นที่ต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้ร้องขอมาครับ
และประเด็นสุดท้ายครับที่ผมจะใช้เวลาตรงนี้ชี้แจงกับเพื่อนสมาชิกก็คือ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ ๑ ล้านครอบครัว ซึ่งสมาชิกได้อภิปรายว่าเกษตรกร ถูกฟัองร้องดําเนินคดีกรณีนําโคไปขายแล้วถูกบริษัทเอสพีวี (SPV) ฟัองดําเนินคดีโดย กล่าวหาว่าเกษตรกรนั้นยักยอกทรัพย์ ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกัน ๒–๓ ท่าน เกี่ยวกับกรณีนี้เปึนห่วงครับ เปึนห่วงว่า เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอย่างไร เพราะเกษตรกรที่ได้มีโอกาสมาพบผมหลังจากที่ ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ผมยังปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ได้ แล้วมีเกษตรกรมาร้องเรียนต่อกรณีเรื่องนี้ว่า ได้มีเพื่อนสมาชิกของพวกเรานี้ล่ะครับ ไปบอกว่ารัฐบาลจะแจกโค แจกให้ฟรีให้เอาไปเลี้ยง แล้วพอครบ ๑ ป้ ก็ให้แจ้งมาที่บริษัท เอสพีวีว่าจะขายโค เอสพีวีก็จะมาซื้อโคนั้นแล้วก็จะจ่ายเงินให้กับเกษตรกร นี่คือความ เข้าใจของเกษตรกรครับ แล้วเกษตรกรก็ได้เล่าให้ผมฟังอีก เล่าให้ฟังว่าเมื่อเขารับไปเลี้ยง หลังจากครบ ๑ ป้ ได้พยายามติดต่อกับบริษัทเอสพีวีให้มาซื้อวัว เนื่องจากไม่สามารถที่จะ เลี้ยงต่อไปได้แล้วเนื่องจากค่าใช้จ่ายมันสูง ก็ปรากฏว่าบริษัทเอสพีวีนั้นไม่มาดําเนินการ ตามข้อตกลง เขาจึงเอาวัวนั้นไปขายให้กับบุคคลอื่น แล้วต่อมาบริษัทเอสพีวีก็มาเรียกร้อง เอาโคคืน เมื่อไม่ได้ก็ไปดําเนินการฟัองร้องว่าเขายักยอกทรัพย์ เรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่ครับ เปึนเรื่องใหญ่ตรงที่ว่าความเข้าใจของเพื่อนเกษตรกรที่รับโคไป กับความเข้าใจของภาครัฐ ที่ได้ดําเนินการนโยบายเรื่องนี้เข้าใจต่างกันหรือไม่ หรือบุคคลอื่นไปสื่อสารแล้วทําให้เกิด ความเข้าใจผิด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้แนวทางในการแก้ไขทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันครับว่าจะให้ความเปึนธรรมกับทุกฝ์าย เราจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดู ข้อเท็จจริงว่ากรณีดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาของฝ์ายใด หากว่า เกษตรกรไม่ได้ทําผิดสัญญาทางกระทรวงจะให้ความช่วยเหลือต่อไปครับ และทาง ฝ์ายรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่ครับ ตรงนี้ก็อยากจะกราบเรียนให้เพื่อน สมาชิกได้สบายใจนําไปบอกกับพี่น้องเกษตรกรที่ได้เข้าโครงการนี้ว่ารัฐบาลไม่ทอดทิ้ง หรอกครับ แล้วก็จะให้ความเปึนธรรมกับทุก ๆ ฝ์าย นี่คือ ๓-๔ ประเด็นที่เพื่อนสมาชิก ได้ให้ความสนใจและอภิปรายกันมากที่สุด
ส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่กระผมไม่ได้ตอบในวันนี้กระผมได้กราบเรียนไปแล้ว และกระผมอยากจะกราบเรียนย้ําครับ รัฐบาลชุดนี้เปึนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครับ เปึนรัฐบาลที่มาจากประชาชนครับ เสียงของประชาชนที่ส่งผ่านเพื่อนสมาชิกคือเสียง สวรรค์ จะไม่ใช่เสียงเงียบหรอกครับ และเสียงของท่านทุกเสียงนั้นจะมีความหมาย อย่างยิ่งกับรัฐบาลชุดนี้ครับ เราจะร่วมมือกันครับในการที่จะสะท้อนความรู้สึกและ ความเปึนจริงตลอดจนปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยกัน ผมยังเชื่อมั่นครับ การแก้ปัญหาของประเทศนั้นไม่มีระบบไหนดีไปกว่าระบบรัฐสภาหรอกครับ ขอบพระคุณครับ