รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

เสมอกัน เที่ยงธรรม หารือเรื่องนโยบายการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาที่ตัวเด็กเป็นหลัก การพัฒนาคุณภาพของครู และการพัฒนาโรงเรียน โดยเสนอแนะให้กระทรวงศึกษาธิการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องในระดับชั้นปฐมวัยถึงระดับอุดมศึกษา และให้การพัฒนาคุณภาพของครูให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตวิญญาณของความเป็นครูและจิตใจในการทำงาน นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าไม่มีองค์กรอิสระที่ปราศจากการเมือง ทำให้ไม่สามารถปฏิรูปการศึกษาได้ และเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง

นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลา ๒ วัน ที่ผมได้นั่งฟังการอภิปรายแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ที่ผ่านมาทําให้ผมรู้สึกกังวลในเรื่องของนโยบายด้านการศึกษาของคณะรัฐมนตรีในชุดนี้ โดยลึก ๆ แล้วนี่นะครับ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่านก็มีความเปึนห่วง ในด้านของการศึกษาเหมือนเช่นกับผม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมได้เห็นจากในคําแถลงนโยบาย ของคณะรัฐมนตรี นโยบายด้านการศึกษาเปึนเพียงแค่นโยบายย่อย ๆ ๖ ข้อที่อยู่ในหมวด ของนโยบายด้านสังคมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งถ้าเกิดมองกันให้ดีแล้วผมเชื่อและ ค่อนข้างมั่นใจว่าการศึกษาจะเปึนการพัฒนาคน แล้วเศรษฐกิจของประเทศจะพัฒนาได้ ก็อยู่ที่คนไทยทั้งประเทศ แล้วทีนี้ไฉนเลยทําไมคณะรัฐมนตรีไม่ได้ระบุนโยบายด้าน การศึกษาให้เปึนนโยบายหลัก แต่กลับเอาเข้าไปแทรกอยู่ในนโยบายย่อย ๆ นะครับ นี่คือ ที่มาที่ไปของสาเหตุที่ผมต้องการมาอภิปรายในวันนี้ แล้วบังเอิญครับท่านประธานครับ ผมได้ไปอ่านในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่ ๘ ฉบับที่ ๘ นี้เปึน ฉบับที่เราใช้จบไปแล้วครับ เปึนฉบับที่เราใช้ในระหว่างป้ พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๔ ผมจะขอ อนุญาตอ่านให้ฟังในข้อความสั้น ๆ นะครับ ฉบับที่ ๘ นี้เปึนช่วงเวลาที่เปึนจุดเปลี่ยน สําคัญทางการวางแผนพัฒนาประเทศ และเปึนแผนปฏิรูปความคิดและคุณค่าใหม่ของ สังคมไทยที่ให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม และมุ่งให้คนเปึน ศูนย์กลางการพัฒนาและใช้เศรษฐกิจเปึนเครื่องช่วยในการพัฒนาให้คนมีความสุขและ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ท่านประธานครับ ที่ผมต้องยกข้อความในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ ขึ้นมาพูดตรงนี้ผมต้องการชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยเรานั้น ให้ความสําคัญกับด้านการศึกษา อันนี้ที่จะเปึนหลักฐานพอจะอ้างอิงได้ก็คือตั้งแต่ป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ ถัดมาครับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ ที่ใช้ระหว่างป้ พ.ศ. ๒๕๔๕ – ๒๕๔๙ ก็ยังพูดอยู่เช่นกันครับ แผนพัฒนา ฉบับที่ ๙ นี้ได้อัญเชิญปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงมาเปึนปรัชญานําทาง ในการพัฒนาและบริหารประเทศควบคู่ไป กับกระบวนการพัฒนาแบบบูรณาการ เปึนองค์รวมที่มีคนเปึนศูนย์กลางการพัฒนา อันนี้ต่อเนื่องมาจากแผนพัฒนา ฉบับที่ ๘ แผนพัฒนา ฉบับที่ ๙ เพิ่งใช้จบไป เมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๔๙ ผลสรุปได้ว่าประสบความสําเร็จเปึนที่น่าพอใจ เศรษฐกิจของประเทศ ไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย ๕.๗ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจปรับตัว สู่ความมั่นคง ความยากจนลดลง ระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเพิ่มขึ้น ปัญหาเรื่องยาเสพติดลดลง ฟังดูแล้วเหมือนว่ารัฐบาลที่บริหารประเทศระหว่าง ป้ พ.ศ. ๒๕๔๕–๒๕๔๙ ได้ประสบความสําเร็จในการบริหารประเทศอย่างล้นหลาม แต่ยังมีปัญหาอยู่ครับ ในบทสรุปของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ ได้สรุปปัญหาไว้ว่า แต่เศรษฐกิจของไทยยังไม่เข้มแข็งและอ่อนไหวต่อความผันผวนของ ปัจจัยภายนอก และที่สําคัญยังมีปัญหาด้านคุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ําทาง รายได้ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความโปร่งใสในการบริหารจัดการของภาครัฐ ที่ต้องให้ความสําคัญในการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้ก็ยังชี้ให้เห็นครับว่าการพัฒนาคน จากป้ ๒๕๔๐ มายังเปึนปัญหาต่อเนื่องอยู่ พอมาถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ ซึ่งเราเริ่มใช้เมื่อป้ที่แล้วคือป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีเปัาหมายในการพัฒนา คุณภาพคนให้คนไทยทุกคนได้รับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย จิตใจ ความรู้ ความสามารถ ทักษะการประกอบอาชีพ และมีความมั่นคงในการดํารงชีวิตครอบคลุมทุกกลุ่มเปัาหมาย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับตนเองที่จะนําไปสู่ความเข้มแข็งของครอบครัว ชุมชนและ สังคมไทย โดยเพิ่มจํานวนป้การศึกษาเฉลี่ยของคนไทยให้เปึน ๑๐ ป้ พอมาฟังตรงนี้ ผมอ่านมาถึงตรงนี้ผมรู้สึกสงสัยครับว่าทําไมเราตั้งเปัาหมายไว้ ๑๐ ป้ ทั้ง ๆ ที่การศึกษา ภาคบังคับของคนไทย ๑๒ ป้ ผมย้อนกลับมาดูตัวเลขครับ ในป้ พ.ศ. ๒๕๔๓ คนไทย ได้รับการศึกษาเฉลี่ย ๖.๓ ป้ ครึ่งหนึ่งของการศึกษาภาคบังคับถัดมาครับ แต่ก็ยังดี ที่เพิ่มขึ้นในป้ พ.ศ. ๒๕๔๘ จาก ๖.๓ ป้ เปึน ๘.๕ ป้ แต่ให้มองนะครับ ๘.๕ ป้ ก็ยังเปึนแค่ ประมาณ ๓ ใน ๔ ของการศึกษาภาคบังคับ ตรงนี้ก็ยังชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยเรานั้น การศึกษายังเปึนปัญหาอยู่ครับ แล้วถ้าเผื่อเราจะไปเปรียบเทียบเรามองว่าประเทศไทยเรานี้เรากําลังเปึนประเทศที่พัฒนา เปรียบเทียบที่เรากําลังจะไปสู้กับประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศญี่ปุ์น แต่ถ้าเกิดมาดูค่าเฉลี่ยของการได้รับการศึกษาของคนไทยแล้วน้อยกว่าประเทศเหล่านี้ ทั้งนั้นครับ นี่คือสาเหตุและนี่คือปัญหาของการศึกษา ณ ปัจจุบันของประเทศไทย ลําดับถัดไปผมจะมาพูดถึงในเรื่องของคุณภาพของการศึกษา ผมมาดูตัวเลขแล้วนี่ ผมอ่านมาได้ครึ่งหนึ่งผมก็รู้สึกภูมิใจ ภูมิใจที่ประเทศไทยเรานั้นการศึกษาเราได้เริ่ม พัฒนาแล้ว ทุก ๆ สมัยรัฐบาลนโยบายการปฏิรูปการศึกษาเปึนนโยบายหลักของทุก ๆ รัฐบาลครับ แต่พอจบรัฐบาลนั้นไปรัฐบาลใหม่มาก็เปลี่ยนนโยบายกันใหม่ก็สรุปได้ว่าไม่มี การปฏิรูปที่แท้จริงเกิดขึ้นเสียที เราลองมาดูตัวเลขตรงนี้เล่น ๆ นะครับท่านประธาน อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมของไทยเราเพิ่มขึ้น จาก ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ในป้ ๒๕๔๔ เปึน ๗๑.๒ เปอร์เซ็นต์ ในป้ ๒๕๔๘ อัตราการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเฉพาะระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้นจาก ๔๐.๓ เปอร์เซ็นต์ในป้ ๒๕๔๔ เปึน ๔๔.๓ เปอร์เซ็นต์ ในป้ ๒๕๔๗ พอผมเห็นตัวเลข ๒ ตัวนี้ผมรู้สึกดีใจอย่างที่ผมได้ กราบเรียนท่านประธานไว้แล้วครับ แต่ผมดันมาอ่านต่อครับ แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนไทยที่วัดจากคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบ ๔ วิชาหลัก ได้แก่ วิชาภาษาไทย วิชาภาษาอังกฤษ วิชาคณิตศาสตร์ และวิชาวิทยาศาสตร์ ปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์คะแนน เฉลี่ยต่ํากว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์มาโดยตลอดครับ ตรงนี้ยังไม่น่าตกใจครับ ในป้ ๒๕๔๔ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ๔๓.๘๙ เปอร์เซ็นต์ แต่พอถัดมาอีก ๓ ป้ครับ ป้ ๒๕๔๗ ค่าเฉลี่ย กลับตกลงมาอยู่ที่ ๓๘.๖๑ เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าการศึกษาของเมืองไทยนี้พัฒนา แต่ปริมาณ ไม่ได้พัฒนาด้านคุณภาพ พัฒนาด้านปริมาณตรงไหนครับ ตรงที่ว่าเราได้เพิ่ม จํานวนนักเรียน เราตั้งเปัาหมายว่าจะให้นักเรียนได้รับการศึกษาเฉลี่ยคนหนึ่งอย่างน้อย ๑๐ ป้ เปึนค่าเฉลี่ยเราต้องการเพิ่มปริมาณนักเรียนเข้าสู่ระบบการศึกษาให้มากขึ้น แต่ผลสัมฤทธิ์ออกมาละครับก็คือด้านคุณภาพ ปรากฏว่าเราได้คุณภาพลดลง แล้วตรงนี้ มันยังส่งผลไปถึงในเรื่องของการขยายโอกาสทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย จริง ๆ แล้วเพิ่มขึ้นในตัวเลข แต่ความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้กับการนําไปใช้ ของคนไทยกลับต่ําลง เห็นได้จากอะไรครับ เห็นได้จากการวิจัยและการพัฒนาด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ํา ต่ํากว่าค่าเฉลี่ยถึง ๗ เท่า และตรงนี้ส่งผลไปถึงไหนครับ ยกตัวอย่างได้ง่าย ๆ ส่งผลเช่นในเรื่องของการจดสิทธิบัตร ของประเทศไทย จํานวนสิทธิบัตรที่จดในประเทศไทยคิดแล้วเปึนอัตราแค่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ของจํานวนสิทธิบัตรทั่วโลก และใน ๗๗ เปอร์เซ็นต์ของ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย เปึนสิทธิบัตรที่ชาวต่างชาติได้มาจดในประเทศไทยทั้งนั้น กลัวครับ กลัวประเทศไทย เราจะเหมือนประเทศจีนที่ว่าจะเลียนแบบสินค้าหรือเลียนแบบภูมิปัญญาของเขา อีก ๒๓ เปอร์เซ็นต์เปึนแค่ของคนไทย และในบรรดา ๒๓ เปอร์เซ็นต์นี้ส่วนใหญ่แล้วเปึน การจดสิทธิบัตรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นต้น ซึ่งก็ไม่สามารถที่จะเพิ่มมูลค่าทางการค้าให้กับ ประเทศไทยได้มาก นี่ก็คือปัญหาของทั้งหมดครับ

ต่อมาผมก็จะขอคอมเมนท์ (Comment) ในเรื่องของนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการศึกษา ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ นโยบายด้านการศึกษามี ๕ ข้อย่อย แต่ของคณะรัฐมนตรีคณะปัจจุบันนี้มี ๖ ข้อครับ ดูเผิน ๆ แล้วก็คล้ายกับเปึนการล้อกันมา แต่เปึนการล้อในสิ่งที่ดีครับ ตรงนี้ ผมก็ต้องขออนุญาตชมเชยคณะรัฐมนตรี แต่บางสิ่งบางอย่าง อย่างเช่นว่า คณะรัฐมนตรี บอกว่าจะมีการพัฒนาหลักสูตร ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ผมอยากจะขอเสนอแนะว่า การพัฒนาหลักสูตรต้องพัฒนาที่ตัวเด็กเปึนสําคัญ เราต้องมาตั้งโจทย์ว่าหลักสูตรตรงไหน ที่เราทําแล้วเด็กเรียนจบออกมาแล้วมีคุณภาพ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในนโยบายการปฏิรูป การศึกษาที่ผ่านมาได้มุ่งเน้นแต่การพัฒนาในเรื่องของการบริหารการจัดการองค์กรครู ซึ่งตรงนั้นเดี๋ยวผมก็กําลังจะพูดในลําดับถัดไปนะครับ ในเรื่องของหลักสูตรนี้ กระทรวงศึกษาธิการต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างต่อเนื่องหมายถึงในทุกระดับชั้น ไล่ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา ปัจจุบันนี้เปึนอย่างไรครับ ปัจจุบันนี้ถ้าเผื่อ น้อง ๆ ที่เรียนหนังสือนี่ถ้าลองไปคุยกับเด็กนักเรียนทั้งหลายที่เรียนระดับมัธยมนี้ ผมเชื่อครับ ๖ ป้ ตั้งแต่มัธยม ๑ ถึงมัธยม ๖ น้อง ๆ แทบจะไม่เคยทํารายงานกันเลย แทบจะไม่เคยสอบในระบบอัตนัยหรือในระบบ ข้อเขียนกันเลย ส่วนใหญ่จะเปึนระบบปรนัยหรือระบบชอยซ (Choice) แต่พอขึ้นมาระดับอุดมศึกษา เฉพาะเอาแค่ป้การศึกษาแรก ภาคการศึกษาที่ ๑ การสอบระบบปรนัยหายไปหมด รายงานต้องทําทุกวิชา นี่ละครับสิ่งที่ผมกังวล กังวลว่าเด็กนักเรียนจะเกิดความแตกต่าง และจะเกิดความกดดันในตัวเอง พอก้าวขั้นจากระดับนักเรียนมัธยมมาเปึนนักศึกษา นี่คือเรื่องหลักสูตรที่ว่าจะต้องให้ความสําคัญ ส่วนเรื่องของการพัฒนาครู ผมเชื่อว่า ครูอาจารย์ในประเทศไทยจํานวน ๖ แสนคนเศษ เราต้องตั้งโจทย์ว่าครูทุกคนมีคุณภาพ แต่สิ่งที่เขาขาดผมเชื่อว่าเปึนในเรื่องของจิตวิญญาณของความเปึนครูขาดในเรื่องของ กําลังใจที่จะทํางานในตรงนี้ เพราะอะไรครับ อยู่ดี ๆ จะโอนการศึกษาไปสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น คุณครูทั้งหลายก็ไม่มีจิตใจในการทํางาน ต้องออกมาประท้วงกันเรือนแสน แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปสอนเด็กนักเรียน ขอเถอะครับ ขอให้ครูทุกคนอยู่ดีกินดี แล้วก็แก้ กฎกระทรวงกันสักนิดหนึ่ง ปัจจุบันนี้ครูโรงเรียนไม่สามารถซ้ําชั้นเด็กนักเรียนได้ แม้ว่า เด็กจะสอบตกกี่ครั้งก็ตาม ครูไม่สามารถทําโทษเด็กนักเรียนได้ อีกหน่อยครูก็จะเหมือน หมอครับ ไม่กล้ารักษาโรค เพราะอะไร กลัว ถ้าเกิดว่าหมอรักษาโรคแล้วคนป์วยตายไป โดนฟัองร้อง หมอจะติดคุก ครูก็เหมือนกันครับ ปัจจุบันนี้ครูไม่กล้าตีนักเรียน เพราะถ้าตี ไปแล้วเกิดผู้ปกครองมาฟัองครูจะติดคุกได้ ครูก็เลยขาดกําลังใจในการที่จะสอน ในการที่จะประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับนักเรียน นี่ก็เปึนสิ่งที่ทางคณะรัฐมนตรีชุดนี้ สมควรที่จะต้องไปปฏิบัตินะครับ ในการพัฒนาโรงเรียน บางครั้งผมเชื่อว่าเราจะต้อง กล้ายุบโรงเรียนบ้าง อัตราของกระทรวงศึกษาธิการ ครู ๑ คนต่อนักเรียน ๒๐ คน ในพื้นที่ของผมจังหวัดสุพรรณบุรีบางโรงเรียนเปึนโรงเรียนประถมศึกษา ป. ๑ ถึง ป. ๖ มีนักเรียนไม่ถึง ๑๐๐ คน ๖ ระดับชั้น มี ๔ ห้องเรียน ๑ ห้องเรียนต้องเรียน ๓ ระดับชั้น ป. ๑ เรียนมุมซ้าย ป. ๒ เรียนมุมขวา ป. ๓ เรียนมุมล่าง แล้วก็ครู ๓ คนเวียนกันสอน แล้วอย่างนี้จะมีคุณภาพได้อย่างไรครับ ต้องกล้ายุบครับ โรงเรียนไหนที่นักเรียนไม่ถึง เราต้องยุบรวมเพื่อให้เปึนโรงเรียนใหญ่ แล้วรัฐก็จัดงบประมาณ อย่างเช่น งบประมาณ ที่จัดรถโรงเรียนเพื่อรับส่งบุตรหลานของชาวบ้านทั้งหลายให้มาสู่โรงเรียนที่ไกลขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านทั้งหลายจะได้ไม่ต้องมีปัญหาในเรื่องของการรับส่งบุตรหลาน ของตัวเอง นี่ก็เปึนตัวอย่างในการพัฒนาโรงเรียน นโยบายของรัฐบาลยังมีการขยาย บทบาทของระบบการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ผ่านองค์กรต่าง ๆ เช่น ห้องสมุดสมัยใหม่ อุทยานการเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ตรงนี้ก็อยากจะขอฝากฝังท่านประธานผ่านไปยัง คณะรัฐมนตรีว่าขอให้เปึนการก่อสร้างที่สามารถใช้ได้จริง ไม่ใช่ก่อสร้างขึ้นมาเพื่อหวังผล ทางการเมืองให้ไปอยู่ในจังหวัดใหญ่ ๆ ซึ่งไปอยู่แล้วใช้ได้จริงหรือเปล่าตรงนี้ไม่ทราบ ขอร้องเถอะครับอย่าให้เปึนการละลายเงินงบประมาณเลย งบประมาณตรงนี้เปึน งบประมาณส่วนหลักเลยในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต

สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ผมอยากที่จะขอสรุปว่าพอจะเปึนไปได้ไหม ที่ว่าทางคณะรัฐมนตรีจะตั้งองค์กรอิสระที่ปราศจากการเมืองจริง ๆ ขึ้นมาปฏิรูป การศึกษา ตรงนี้เพราะอะไรครับ สังเกตได้ตั้งแต่ป้ พ.ศ.๒๕๒๖ เปึนต้นมาแทบจะไม่มี รัฐบาลไหนอยู่ครบ ๔ ป้ มีรัฐบาลเดียวครับ รัฐบาลของท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่อยู่ครบเทอม ๔ ป้ ตรงนี้ผมชี้ให้เห็นถึงอะไรครับ ชี้ให้เห็นถึงว่า ถ้าเกิดว่าไม่มีองค์กรอิสระจริง ๆ ที่ปราศจากการเมืองเข้ามาแทรกแซงแล้วมาปฏิรูป การศึกษาไม่มีทางปฏิรูปได้แน่ครับ เปลี่ยนรัฐบาลทีเปลี่ยนนโยบายที แล้วเมื่อไร การปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยจะเดินหน้าไปเสียที สุดท้ายแล้วครับ ผมอยากจะขอ ฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดนี้ในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาท่านจะทําอย่างไรก็ได้ ครับ แต่ขอให้การศึกษาของประเทศไทยเราได้รับการปฏิรูป และได้เริ่มนับ ๑ อย่างแท้จริง ผมอยากที่จะเปึนส่วนร่วมในรัฐบาลที่ได้มีการเริ่มต้นการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง แม้ว่าผลสุดท้ายแล้วการปฏิรูปจะประสบความสําเร็จเมื่อไรยังไม่มีใครทราบได้ แต่อย่างน้อยผมก็ยังภูมิใจในชีวิตนักการเมืองของผมที่ว่าผมได้มีส่วนร่วมในการปฏิรูป การศึกษาและประสบผลสําเร็จ กราบขอบพระคุณครับ