บุญยอด สุขถิ่นไทย หารือเรื่องการถ่ายทอดการอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลในเรื่องสื่อ และถามคำถามเกี่ยวกับขจัดสื่อที่เป็นอันตรายต่อสังคม รวมถึงเรื่องการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของนโยบายของรัฐบาล การเขียนนโยบายอย่างเป็นธรรม หนี้สินของไอทีวี ค่าเช่าของทีพีบีเอส และการเป็นปฏิปักษ์ต่อสื่อมวลชน
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เปึนครั้งแรก เปึนโอกาสแรกที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ให้โอกาสกับสมาชิกใหม่ให้มีโอกาสได้ทําหน้าที่ ในสภา ผมกราบขอบพระคุณท่านหัวหน้าพรรคด้วยนะครับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อนอื่น ต้องขออนุญาตที่จะได้วิจารณ์การถ่ายทอดการอภิปรายนโยบายรัฐบาลกันตลอด ๓ วัน เพราะว่าผมเองก็เคยทํางานโทรทัศน์มานะครับ เปึนรายการที่น่าเบื่อ เราพูดอภิปรายกัน โดยที่ไม่ได้มีการขมวดประเด็นให้มันเปึนหมวด ๆ ไป หรือว่าจะให้ท่านรัฐมนตรีมารอที่จะ ได้พูดจากัน หรือพูดกันในสภาแห่งนี้ ถ้าเปึนหมวด ๆ ไปนั้นก็น่าจะทําให้ผู้ชมนั้นเข้าใจได้ ง่ายว่าแต่ละนโยบายของรัฐบาลนั้นสมาชิกของรัฐสภาแห่งนี้มีความรู้สึกอย่างไร มีการ อภิปรายอย่างไร และรัฐมนตรีจะตอบอย่างไร อย่างเช่น ในขณะนี้ถ้ากล้องจะไปจับที่ที่นั่ง ของคณะรัฐมนตรีตอนนี้มีอยู่ ๖ ท่าน จากจํานวน ๓๐ กว่าท่าน ขอบคุณทั้ง ๖ ท่าน ที่ท่าน กรุณาสละเวลาอันมีค่าของท่านจากการประชุมเมื่อเช้า ตอนนี้ ๑๘.๔๐ นาฬิกา ไม่ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีประชุมเสร็จหรือยังนะครับ แต่เมื่อสักครู่ผมเห็น ท่านรัฐมนตรีจักรภพ เพ็ญแข อยู่ในห้องประชุม ถ้าท่านได้ยินเสียงนี้ก็กรุณารีบเข้าห้อง ประชุม เพราะว่าถ้าผมจะพูดต่อไปอาจจะมีสมาชิกท่านอื่นยกมือประท้วงหรือว่าคัดค้าน ผมอยากจะคุยกับท่านรัฐมนตรีจักรภพอย่างยิ่งครับ นโยบายของรัฐบาลในเรื่องสื่อ ในรัฐบาลชุดนี้มีคนที่ทํางานกับสื่ออย่างน้อยก็ ๓ คน ตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีมิ่งขวัญ ท่านจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรี แต่นโยบายของท่านที่เขียน ไว้กับสื่อนั้นสั้น กะทัดรัด จุ๊ดจู๋ครับ ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการและสื่อสาธารณะอื่นได้ อย่างกว้างขวางถูกต้องเปึนธรรมและรวดเร็วนะครับ มีคําใหม่ที่ผมได้เห็นก็มีแค่ ๔ คํา เท่านั้นเอง นั่นคือ กว้างขวาง ถูกต้อง เปึนธรรม และรวดเร็ว ๔ คําในนโยบายสําหรับ สื่อสารมวลชนเพียงเท่านั้นเองนะครับ ผมอยากถามท่านเหมือนกัน ท่านใช้เวลาร่าง นโยบายฉบับนี้สําหรับสื่อสารมวลชนใช้เวลาสักกี่นาทีครับ แต่นอกจากนั้นผมเข้าไปดู ในนโยบายของท่านในนโยบายศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมอยู่ในหน้าที่ ๑๐ ของนโยบาย รัฐบาล ในนโยบายข้อนี้ ในข้อ ๒.๔.๔ ครับ บอกว่าจะขยายบทบาทสภาวัฒนธรรม ทุกจังหวัดให้เปึนกลไกเฝัาระวังทางวัฒนธรรมที่ครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตและสื่อทุกประเภท ที่มีผลกระทบต่อการเบี่ยงเบนทางวัฒนธรรมและพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน อีกประโยคหนึ่งสําคัญครับ พร้อมทั้งขจัดสื่อที่เปึนภัยต่อสังคม ขยายสื่อที่ดีต่อไป เพื่อนําไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมอย่างเท่าทันสถานการณ์ ผมต้องถามท่านทาง รัฐบาลนะครับ ถามผ่านทางท่านประธานสภาครับว่า ขจัดสื่อที่เปึนภัยของสังคมนั้นมี ความหมายกว้างขนาดไหนครับ อะไรคือสื่อที่เปึนภัยต่อสังคมบ้าง ถ้าหนังสือพิมพ์รายวัน ปกติลงภาพโป็ จะถือเปึนภัยต่อสังคมและป่ดหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไหมครับ ท่านจะขจัด อย่างไร ขออนุญาตให้ท่านได้ตอบต่อสภาแห่งนี้ด้วยนะครับ
ในเรื่องต่อไปนะครับที่เปึนนโยบายของรัฐบาล ที่ผมต้องขออนุญาต ชี้ให้ท่านเห็นว่าท่านไม่ได้ระบุในวันที่สิ้นสุดของนโยบายนะครับ อย่างเช่นที่ นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านได้อภิปรายไปในช่วงเช้า ของวันนี้ครับ รัฐบาลมิได้ประกาศวันสิ้นสุดของการเขียนกฎหมาย การตรากฎหมาย ซึ่งสําคัญอย่างยิ่ง อยู่ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๐๕ ใน (๑) บอกว่า มิให้นําบทบัญญัติ มาตรา ๔๗ วรรคสอง มาใช้บังคับจนกว่าจะมีการตรากฎหมายตามมาตรา ๔๗ จัดตั้ง องค์กรเพื่อทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกํากับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครับ ผมหาไม่เจอในนโยบายของท่านนะครับว่าท่านได้เขียน หนึ่งร้อยแปดสิบวันนี้ไว้ที่หน้าใด แต่ผมเห็นในภาคผนวก ก ของท่านครับว่า เริ่มต้นข้อที่ ๑ ท่านจะเขียนกฎหมายให้เสร็จภายในหนึ่งป้ หน้าต่อไปหน้าที่ ๒ หน้าถัดไปเปึนนโยบาย ในสองป้นะครับ แล้วก็เปึนการตรากฎหมายอื่นตามรัฐธรรมนูญ แล้วกฎหมายในหนึ่งร้อย แปดสิบวันนับจากวันแถลงนโยบายรัฐบาล ท่านเขียนไว้ตรงไหนครับ ตกหล่นหรือเปล่าครับ ถ้าตกหล่นขอความกรุณาอธิบายนะครับ สื่อสารมวลชนนั้นมีการถูกแทรกแซงมาโดย ตลอดนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านไปถามกับสื่อมวลชนตัวจริงในยุคของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เปึนยุคที่สื่อสารมวลชนถูกแทรกแซงอย่างหนักครับ แต่อย่างไรก็ตามผมขออนุญาตที่จะต้องพูดกับทางรัฐบาลครับว่า สื่อนั้นไม่ได้มี เฉพาะวิทยุโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์เท่านั้นนะครับ สื่อยังมีสื่อประเภทสื่อพื้นบ้าน ซึ่งควร จะได้รับการส่งเสริม สื่อประเภทนักร้องนักแสดงนะครับ ซึ่งเมื่อเป่ดรัฐบาลขึ้นมาเมื่อไร เขาก็จะกลับมาหาท่านบอกท่านว่าช่วยดูปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ช่วยส่งเสริม อุตสาหกรรมของภาพยนตร์ที่จะออกไปสู่ต่างประเทศให้ได้มากขึ้น อย่าไปเซนเซอร์เขา บ่อยนักนะครับ สื่อต่าง ๆ เหล่านี้ที่เขาทํางานนั้นเขาก็ทํางานด้วยความเหนื่อยยากและ ต้องการการส่งเสริมอย่างจริงจัง สื่อภูมิภาคและสื่อท้องถิ่นนะครับ นักข่าวท้องถิ่นเปึน นักข่าวที่อยู่ในพื้นที่อยู่ในเหตุการณ์ และอยู่ท่ามกลางอิทธิพล รวมทั้งความยากลําบาก อย่างมากครับ สื่อภาคใต้ที่ทําหน้าที่อยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเสี่ยงภัยไม่น้อย ไปกว่าทหาร ตํารวจ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนะครับ มีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับนักข่าวของพื้นที่ที่ได้รับอันตราย สื่อในภาคใต้นั้นได้มีการประชุมกันครับ แล้วก็มี ข้อสรุปนะครับว่าจากเหตุการณ์ของความรุนแรงในรัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ขออนุญาตเอ่ยนาม ซึ่งบอกว่าปัญหาความรุนแรงนั้นเปึนเพราะว่ารัฐบาลในขณะนั้น ให้ข่าวเพียงแง่มุมเดียวครับ ในขณะที่สื่อมวลชนในภาคใต้พยายามสะท้อนข้อเท็จจริง และความเปึนจริงว่าในแต่ละวันเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่ของเขาบ้าง บางครั้งถูกมองว่า เปึนกระแสมุมกลับนะครับ เปึนสื่อที่ไปส่งเสริมกับมุมกลับ พวกเขาอึดอัดใจแล้วก็อยากจะ ให้ทําหน้าที่ของเขาได้อย่างชัดเจนต่อไปครับ ถ้าเราไปดูในภาคเหนือนะครับ ผมได้ไปพบ รายงานพิเศษอีกฉบับหนึ่งก็น่าสนใจสําหรับสื่อภูมิภาค ในหนังสือพลเมืองหรือรายสัปดาห์มีรายงานพิเศษเขียนโดย นายไกรสร ตันติพงศ์ พูดถึง บริเวณของอําเภอไชยปราการแล้วก็อีกหลายอําเภอนะครับ ที่อยู่บริเวณขอบชายแดนของ จังหวัดเชียงใหม่ ใน ๕ - ๖ อําเภอ ที่อยู่ใกล้ ๆ กันนั้นนะครับ ปรากฏว่าเปึนพื้นที่ที่มี การลักลอบขนยาเสพติดอย่างมาก ยาเสพติดนั้นมาจากบริเวณชายแดนที่ติดกับประเทศ เพื่อนบ้านของเรา ได้มีข้อเสนอว่าให้มีการรวบรวมอําเภอชายแดนทั้งห้านั้นแยกออกจาก จังหวัดเชียงใหม่ครับ แล้วก็ตั้งจังหวัดชายแดนขึ้นเพื่อการปกครองอํานวยความสะดวก และความปลอดภัยให้กับประชาชน เพื่อความมั่นคงของชาติ เพื่อการเศรษฐกิจ เป่ดด่าน ค้าขายกับพม่าตามช่องทางของแต่ละอําเภอ การศึกษา การศาสนาและวัฒนธรรม และเพื่อการปราบปรามยาเสพติด ข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะต้องสนใจ เพราะว่าเปึนข้อเสนอที่ดีครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาที่มีจํากัดถามคําถามกับท่านรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ปรากฏตัวนะครับ ผมถามคําถามกับรัฐมนตรีผ่านทางประธานรัฐสภา
คําถามแรกผมอยากถามรัฐมนตรีจักรภพนะครับว่า คําจํากัดความของ คําว่า สื่อของรัฐ ในความหมายของท่าน รัฐ ของท่านหมายถึงอะไรครับ รัฐของท่าน หมายถึงประเทศชาติ ประชาชน หรือรัฐของท่านหมายถึงรัฐบาล
ข้อที่ ๒ การเขียนนโยบายอย่างเปึนธรรมที่ว่ามีข้อเรียกร้องไหมครับ จากทางองค์การสื่อ ๖ องค์กรด้วยกันนะครับที่แถลงการณ์ต้อนรับการมาของท่าน องค์กรสื่อนั้นมีทั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักหนังสือพิมพ์ ภูมิภาคแห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมเคเบิลทีวี แห่งประเทศไทยครับ ข้อเรียกร้อง ๑ ใน ๔ ข้อนั้นบอกว่า ถ้าท่านให้นายกรัฐมนตรี จัดรายการผ่านสื่อของรัฐ ท่านจะให้ผู้นําฝ์ายค้านซึ่งจะได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไปนั้นจัดรายการอย่างเท่าเทียมและเปึนธรรมหรือไม่ ท่านช่วยถาม ด้วยนะครับ
อีกข้อหนึ่งที่ผมอยากจะขอถามท่านก็คือเรื่องของหนี้สินของไอทีวี ไอทีวีนั้น มีเรื่องกับทางสํานักนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๗ นะครับ บริษัท ชินคอร์ป ยื่นเรื่องต่อ อนุญาโตตุลาการขอลดค่าสัมปทานลง อนุญาโตตุลาการชี้ขาดวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๗ ลดค่าสัมปทานลงเปึนป้ละ ๒๓๐ ล้านบาท จากป้ละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้น รัฐจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับบริษัทนี้ด้วยเปึนเงิน ๒๐ ล้านบาทครับ ทางสํานัก นายกรัฐมนตรีก็ยื่นเรื่องนี้ต่อศาลปกครอง ศาลปกครองพิพากษากลับครับ ที่จะให้ไอทีวี จ่ายค่าสัมปทานป้ละ ๑,๐๐๐ ล้านบาทเช่นเดิมนะครับ แล้วก็ต้องปรับสัดส่วนของรายการ เปึน ๗๐:๓๐ ตามเดิมด้วย รวมทั้งจ่ายค่าผิดสัญญาสัมปทานร้อยละ ๑๐ ของค่าสัมปทาน แต่ละป้คิดเปึนรายวัน มูลค่าของค่าปรับสูงมหาศาลอย่างน่าตกใจ แต่ถ้าท่านไม่ทําผิด ท่านจะไม่ถูกค่าปรับนะครับ ๙๔,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ คําถามก็คือว่า แล้วเรื่องนี้ ก็ไปต่อที่ศาลปกครองสูงสุดนะครับ ศาลปกครองสูงสุดยืนยันตามเดิมตามศาลปกครอง คําถามต่อท่านรัฐมนตรีก็คือว่าจนขณะนี้หนี้สินของไอทีวีทางรัฐของเราทวงคืนมาได้มาก น้อยขนาดไหนครับ และท่านจะทวงคืนภายในระยะเวลาทั้งหมดกี่ป้ครับ
ข้อต่อไปนะครับ ที่ผมขออนุญาตที่จะต้องพูดถึงเรื่องของค่าเช่าของ ทีพีบีเอส (TPBS) ในขณะนี้ ก่อนหน้านี้เปึนทีไอทีวีเช่าตึกชินอยู่เหมือนกันครับ คู่กรณี เมื่อสักครู่ วันที่ ๘ มีนาคม ถึงวันที่ ๑๑ ธันวาคม ค่าเช่าตึกชิน ๘,๘๓๕ ตารางเมตร ตารางเมตรละ ๓๓๑.๕๐ บาทต่อเดือน นี่เปึนข้อมูลที่เพื่อนนักข่าวของผมส่งมาให้ ค่าเช่าต่อเดือนสําหรับสํานักงานที่นี่ ๒ ล้าน ๙ แสนกว่าบาทต่อเดือน แต่หลังจากนั้น ในเดือนธันวาคมมีการปรับเปลี่ยนค่าเช่า แล้วก็ปรับเปลี่ยนลดพื้นที่ลง จาก ๘,๘๐๐ ตารางเมตร เหลือ ๗,๐๙๗ ตารางเมตร แต่ค่าเช่าเพิ่มขึ้นจาก ๓๓๑ บาท โดยประมาณ ไปเปึน ๕๕๐ บาท ค่าเช่าในพื้นที่ที่น้อยลงแต่มีค่าเช่ามากขึ้นกว่าเดิม เดือนละ ๑ ล้านบาท ค่าเช่าปัจจุบันอยู่ที่ ๓ ล้าน ๙ แสนกว่าบาทต่อเดือน คําถามคือว่า ทีพีบีเอสซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในอํานาจหน้าที่ของท่านรัฐมนตรีนะครับ แต่ผมขอถามผ่าน ทางสภานี้ครับว่า เราจะให้โทรทัศน์ซึ่งเปึนองค์กรอิสระของรัฐใช้ภาษีของราษฎรนั้น ไปจ่ายค่าเช่าให้กับเอกชนเดือนละ ๓ ล้าน ๙ แสนบาท เหมาะสมหรือไม่ครับ
เอาละครับ ผมขออนุญาตสรุปสุดท้ายนะครับว่า ในเรื่องของ ท่านนายกรัฐมนตรีมีวิวาทะกับสื่ออยู่บ่อยแล้วประกาศตัวจะเปึนปฏิปักษ์ต่อสื่อมวลชน แล้วท่านก็ถามในสภานี้ว่ามันผิดรัฐธรรมนูญข้อไหน ปฏิปักษ์ของท่านถ้าเรามีการตีความ ว่าท่านขัดขวาง แทรกแซง ใช้อํานาจโดยมิชอบตามรัฐธรรมนูญก็ผิดนะครับ แต่ถามต่อไปครับว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการเปึนปฏิปักษ์ของท่าน วันนี้ สื่อมวลชนถามท่านไม่ได้ถามในนามนายสมัคร สุนทรเวช ที่จะเห็นคนตายในเหตุการณ์ ตุลาคมเพียง ๑ คนหรือไม่ วันนี้สื่อมวลชนทุกคนถามท่านในฐานะนายกรัฐมนตรีของ ประเทศไทย สื่อมีสิทธิถามครับ ไม่ว่าเขาจะอายุเท่าไรก็ตาม สื่อมีสิทธิขอความจริงจากท่านเพื่อที่จะส่งไปให้กับประชาชน นั่นเปึนหน้าที่ของสื่อมวลชน ขอความกรุณาให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงนะครับว่า ต่อไปท่านจะเปึนปฏิปักษ์ จริงหรือไม่ ท่านจะเปึนปฏิปักษ์ไปเพื่ออะไรครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ