รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการสร้างความสมานฉันท์ ความสมดุลของเศรษฐกิจ และมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ วิพากษ์วิจารณ์การกระทำของรัฐบาลที่ไม่เหมาะสมและไม่สนับสนุนสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน โดยเฉพาะการแทรกแซงสื่อและการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา รัฐบาลได้เกริ่นนําไว้ในคําแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีไว้ บอกว่ามี ๓ แนวทางในการที่จะ จัดทํานโยบาย

แนวทางแรกก็คือเรื่องของการสร้างความสมานฉันท์ให้คนไทยทุกภาคส่วน

๒. ก็คือการสร้างความสมดุลและภูมิคุ้มกันให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ และ

๓. คือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ และกลไก การตรวจสอบการดําเนินงานของภาครัฐ

ใน ๒ แนวทางแรกนี่ครับท่านประธาน มีรายละเอียดอยู่ในนโยบาย ค่อนข้างเยอะ แต่ในแนวทางสุดท้ายเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนหายไป จริง ๆ แล้วเคยมีอยู่ในเอกสารที่เขียนว่า ลับมาก ซึ่งเปึนฉบับร่างเข้าสู่คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ มีทั้งเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน และรวมถึงเรื่อง เสรีภาพของสื่อมวลชน โดยเฉพาะระบุไว้ว่าในเรื่องเสรีภาพสื่อมวลชนนี้บอกว่า ส่งเสริม ให้สื่อสารมวลชนของรัฐและเอกชนมีสิทธิเสรีภาพในการรับรู้กิจการของรัฐ และการดําเนินงาน ของเจ้าหน้าที่รัฐในกรอบของกฎหมาย มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสารอย่างเที่ยงตรง เปึนธรรม และรวดเร็ว น่าเสียดายครับ รัฐบาลไม่มีความกล้าหาญพอที่จะบรรจุนโยบายที่อยู่ในร่างฉบับดังกล่าวมาอยู่ในร่างจริง ร่างจริงจึงเหลือสั้น ๆ ครับบอกว่า ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจาก ทางราชการและสื่อสาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวาง ถูกต้อง เปึนธรรม และรวดเร็ว ผมถือว่า การไม่เขียนนโยบายที่ระบุถึงเรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชนนี้เปึน การจงใจ เปึนการละเลย แล้วก็เปึนความผิดพลาดครั้งใหญ่ของรัฐบาล เพราะเสรีภาพต้องถือว่าเปึนหัวใจของ การทํางานของสื่อสารมวลชน ถ้าขาดเสรีภาพสื่อก็ไม่สามารถทําหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ วันนี้ผมจึงไม่มั่นใจครับว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศนี้จะได้รับการคุ้มครองแล้วก็ เห็นความสําคัญจากรัฐบาล ด้วยเหตุผลประการแรกที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง เพราะนับตั้งแต่ รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ มีข่าวคราวเกี่ยวกับสื่อมวลชนไม่เว้นแต่ละวัน มีเรื่องการเข้ามา จัดระบบสื่อของรัฐ มีเรื่องของการแยกแยะประเภทของข้าราชการในองค์กรสื่อมวลชน ของรัฐ มีการจะจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ใหม่ จะตั้งทีวีเสรี จะหาสถานีโทรทัศน์ให้อดีต พนักงานของไอทีวี (iTV) เข้าไปทํางาน นายกรัฐมนตรีเองก็บอกว่าเปึนสัญญาสุภาพบุรุษ ว่าจะไม่เข้ามาแทรกแซงสื่อ สิ่งเหล่านี้แหละครับ ล้วนแต่เปึนทิศทางเปึนนโยบายของ รัฐบาลนี้ที่รัฐบาลควรจะมาบอกกับผู้แทนของปวงชนในสภาแห่งนี้ ไม่ใช่ไปพูดอยู่ข้างนอก นอกจากนั้นครับ ปัญหาในแวดวงสื่อมวลชนนี่มีมากมาย ทั้งเรื่องเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่ยัง ไม่มีหลักประกัน เรื่องของวิทยุชุมชน เรื่องของเคเบิลทีวี (Cable TV) เรื่องของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ใหม่ ๆ รวมทั้งถึงเรื่องของคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องการท่าทีที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะมีส่วนสนับสนุนอย่างไร

ประการที่ ๒ ที่ผมมีความรู้สึกว่าไม่มั่นใจว่ารัฐบาลนี้จะให้ความสําคัญกับ เสรีภาพของสื่อมวลชนก็คือ รัฐบาลถูกกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงสื่อตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา เปึนรัฐบาล เพราะมีท่าทีที่จะไปอย่างเช่น มีข่าวออกมาบอกว่าจะไปเช็คบิลสื่อมวลชน ของรัฐ มีข่าวว่าจะไปเล่นงานอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ มีข่าวว่าจะไปทบทวน สถานีโทรทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ มีข่าวว่าจะทําโทรทัศน์เอง จะรื้อช่อง ๑๑ จะใช้ สื่อมวลชนของรัฐเปึนกระบอกเสียง และที่เปึนที่หวั่นวิตกมากก็คือกรณีของดอกเตอร์ เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง กรณีนี้ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ในสื่อมวลชนของรัฐ คลื่น ๑๐๕ เอฟเอ็มนี้เปึนคลื่นของกรมประชาสัมพันธ์ เคยเกิดเรื่อง แบบนี้มาแล้วเมื่อป้ ๒๕๔๙ วิทยุเอฟเอ็ม ๙๔.๕ ของกรมประชาสัมพันธ์ก็เคยทําแบบนี้ มาแล้วครับ เคยสั่งเบรกกลางอากาศ ไม่ยอมให้ออกเทปคําให้สัมภาษณ์ของคุณโสภณ สุภาพงษ์ ที่ปกปัอง พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เรื่องนี้ไม่ว่าใครจะอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรก็ตาม แต่ว่ากรณีที่เกิดขึ้นถือว่าเปึน สัญญาณที่อันตรายสําหรับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ท่านประธานครับ มีสมาชิก รัฐสภาบางท่านไม่เชื่อครับว่าจะมีรัฐบาลไหนคิดที่จะแทรกแซงสื่อ ผมบอกกับ ท่านประธานว่าไม่จริงครับ มีมาทุกยุคทุกสมัย แล้วก็โดยเฉพาะในยุคที่นักการเมือง พยายามจะเข้ามายึดครองการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ การเข้ามาแทรกแซงสื่อเกิดขึ้นทุกครั้ง เขามีแนวความคิดว่าถ้าคุมสื่อได้ก็คือคุมประชาชนได้ คุมประชาชนได้ก็คือคุมอํานาจ รัฐได้ เมื่อคุมอํานาจรัฐได้ก็เปึนวงจรไปควบคุมสื่อได้อีก เขาทํากันอย่างไรครับ เขาใช้วิธี กลวิธีที่สลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ มีแบบแผน มีลําดับขั้นตอน เริ่มจากการเข้าไป แทรกแซง เข้าไปดูแล ไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการในกองบรรณาธิการ ในฝ์ายข่าว มีการโยกย้ายนักข่าว โยกย้ายบรรณาธิการ หลังจากนั้นก็มีการครอบงํา ดึงสื่อเข้ามาเปึน พวก เข้ามาแจกจ่ายผลประโยชน์ให้กับคนที่ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนบางส่วน ถ้าทําไม่ สําเร็จ แทรกแซงไม่ได้ ครอบงําไม่ได้ ก็ข่มขู่คุกคาม กรณีที่ ปปง. เข้าไปตรวจสอบธุรกรรม ทางการเงินของคอลัมนิสต์ (Columnist) ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์เปึนตัวอย่าง ที่ชัดเจนแล้ว สุดท้ายเมื่อสื่อมวลชนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็ไม่สามารถที่จะมีแรงไปต่อรอง ได้ก็เซนเซอร์ (Sensor) ตัวเองครับ วันนี้สถานการณ์แบบนั้นกําลังจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

ประการที่ ๓ ครับ ผมเกิดความไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะให้การส่งเสริม สนับสนุนสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนหรือไม่ ก็ดูที่ผู้ปฏิบัติงาน มองดูแล้วไม่มีความเหมาะสม และไม่มีความสามารถครับ ท่านแรกท่านหัวหน้ารัฐบาลครับ ตลอดชีวิตทางการเมืองของ ท่านไม่เคยแสดงอาการญาติดีกับสื่อมวลชนเลยครับ ท่านภูมิใจกับท่าทีของท่านเช่นนี้ ตลอดมา ล่าสุดประกาศกลางสภานี้ครับ เมื่อวานซืนนี้เอง บอกว่าตัวเองพร้อมจะเปึน ปฏิปักษ์กับสื่อ แล้วถามว่าเปึนปฏิปักษ์กับสื่อแล้วเปึนอย่างไร มีรัฐธรรมนูญฉบับไหน มีมาตราไหนที่ห้ามนายกรัฐมนตรีเปึนปฏิปักษ์กับสื่อรัฐ ผมคิดว่านี่คือการประกาศท่าที ที่ตั้งปัอมที่ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีคนนี้จะเปึนปฏิปักษ์กับสื่อมวลชน ถามว่าสื่อมวลชนนี่ เลวทรามต่ําช้าถึงขนาดว่าต้องเปึนปฏิปักษ์กันตลอดชีวิตอย่างนี้หรือครับ ผมเปึนห่วงครับ ถ้าเกิดว่าท่านชอบจาริกแสวงศัตรูแบบนี้ท่านไม่มีโอกาสจะไปสร้างความสมานฉันท์ ในบ้านเมืองได้หรอกครับ ท่านใช้สื่อเพื่อตัวเองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองตลอดครับ ตั้งแต่เขียนคอลัมน์ (Column) ตั้งแต่จัดรายการวิทยุยานเกราะ ออกมาทําหนังสือพิมพ์ เจ้าพระยา เขียนหนังสือพิมพ์เดลิมิเลอร์ มาทํารายการสมัคร ดุสิต ล้วนแล้วแต่ใช้สื่อเปึน กระบอกเสียงของตัวเอง ที่สําคัญครับนายกรัฐมนตรีให้ข้อมูลข่าวสารที่ควรจะถูกต้องกับ สาธารณชน กรณีตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ๖ ตุลาคมนี่เปึนเรื่องที่ร้ายแรงมากครับ การที่ผู้นําของประเทศไม่ให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเปึนการบอกกล่าวความเท็จกับพี่น้อง ประชาชนซึ่งขัดกับนโยบายที่ท่านแถลงบอกว่าส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสารจากทางราชการอย่างกว้างขวางถูกต้อง เปึนธรรม และรวดเร็ว ท่านประธานครับ ข้อมูลที่ผิดพลาดและเปึนปัญหาอีกอันหนึ่งก็คือการบอกข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง เรื่องการป่ดหนังสือพิมพ์หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคมครับ ท่านบอกว่าท่านไม่เกี่ยวข้องเลย ข้อเท็จจริงก็คือว่ามีหนังสือพิมพ์ถูกป่ดในเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ๑๓ ฉบับ รุ่งขึ้นเป่ดให้มีการผลิตหนังสือพิมพ์ออกมาได้อีกเปึนราย ๆ ไป แต่หลังจากนั้นในยุคของ รัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เปึนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยขณะนั้นมีการป่ดหนังสือพิมพ์ตลอดเวลาเกือบ ๑ ป้ รวมแล้ว ๓๒ ฉบับ แรกสุดก็คือวันที่ ๑๐ ตุลาคม ป่ดตาย ๑๓ ฉบับ หลังจากนั้นก็ป่ดเรื่อยมา นี่สะท้อนให้เห็น ว่าท่านเองไม่ได้บอกกล่าวความจริงกับสาธารณชนให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วพร้อม ๆ กับ การป่ดหนังสือพิมพ์ในช่วงนั้นครับทําให้หนังสือพิมพ์หลายฉบับไม่กล้าเล่นข่าวการเมือง เรียกว่าการเซนเซอะตัวเองในยุคนั้นนี่รุนแรงมาก พร้อม ๆ กับการกระหน่ําป่ด หนังสือพิมพ์ในยุคนั้นนะครับ รัฐบาลหอยที่มีท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อยู่ก็ใช้เงินภาษีอากรของประชาชนไปออกหนังสือพิมพ์เจ้าพระยามาแข่งกับหนังสือพิมพ์ ทั่วไปอีก แล้วยังแถมออกหนังสือสันดานหนังสือพิมพ์มาถล่มคนหนังสือพิมพ์อีก ผมคิดว่าท่าทีเหล่านี้เปึนท่าทีที่ไม่เปึนมิตร และก็ไม่สามารถที่จะทําให้การสนับสนุน นโยบายเพื่อสนับสนุนสื่อมวลชนเปึนไปได้ ท่านที่ ๒ ท่านรัฐมนตรีประจําสํานัก นายกรัฐมนตรี ท่านจักรภพ เพ็ญแข ท่านพกความแค้นมาจากไหนไม่ทราบ เข้ามาวันแรก ก็ประกาศโครมครามว่าจะจัดระบบสื่อ ทั้งกรมประชาสัมพันธ์ ทั้ง อสมท. จะเล่นงานกัน ไปทั่ว ผมคิดว่าเบา ๆ หน่อยครับ ท่านยังมีเวลาที่จะศึกษาเรื่องนี้อีกนาน ท่านที่ ๓ ไม่พูด ถึงไม่ได้ ท่านมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านเปึนต้นตํารับเรื่องโมเดิร์น ทีวี (Modern TV) ท่านเปึนนักการตลาด เปึนนักพีอาร์ (PR) เปึนนักสร้างภาพ ท่านเข้าไป อยู่ อสมท. ตามคําบัญชาของอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านเข้าไปแล้วหน้าที่ของท่านก็คือเอา องค์กรสื่อมวลชนของรัฐไปขายในตลาดหลักทรัพย์ ไปเปลี่ยนผังรายการให้กลายเปึน โทรทัศน์ของนักธุรกิจสื่อ เปึนโทรทัศน์ของนักธุรกิจบันเทิง แล้วก็เอาสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ที่ควรจะรับใช้พี่น้องประชาชนไปรับใช้ผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ รายการส่วนใหญ่ของ ช่อง ๙ ถูกทดแทนด้วยผังรายการประเภทบันเทิง เกมโชว์ ละคร รายการถ่ายทอด สําคัญ ๆ ในการประชุมสภาก็ไม่มีถ่ายทอดจากช่อง ๙ อีกต่อไป เพราะอ้างเหตุผลบอกว่า เปึนของธุรกิจเอกชนอยู่แล้ว ทั้ง ๆ ที่องค์กรแห่งนี้กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่อยู่แท้ ๆ วันนี้ได้ข่าวว่าจะไปทําโอเดิร์น อิเลฟเวิน (Modern eleven) ไม่ทราบว่าเขาปรึกษาหารือ ท่านหรือไม่ ต้องระวังไว้ครับ ท่านสุดท้ายครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับ ซึ่งท่านคงจะจําได้ครับ เจ้าของไอเดีย (Idea) ศูนย์พิฆาตสื่อ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง สมัยเปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปึน มท. ๖ ของรัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศตอนนั้นเลยว่าจะปฏิบัติการกับสื่อมวลชนแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันกับสื่อมวลชน ตั้งศูนย์ปฏิบัติการสู้ข่าวกันชั่วโมงต่อชั่วโมง ฉบับต่อฉบับ ช่องต่อช่อง นับว่าฮึกห้าวเหิมหาญมากครับ วันนี้ท่านก็ทําตัวเปึนองครักษ์พิทักษ์ นายกรัฐมนตรี ไปบอกว่าเหตุการณ์ ๖ ตุลาคมไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุอะไรหรอก เกิดจาก เหตุตํารวจทําป๋นลั่น แล้วเรื่องราวก็ลุกลามไปใหญ่โต ท่านก็ยังคงเอาทฤษฎีไอ้ปู๋ดมาใช้ อีกแล้วครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อยากให้ทั้ง ๔ ท่าน ได้ลองมองสื่อมวลชนในแง่ดี มองในมิติที่สร้างสรรค์ แล้วเชื่อว่าเราจะช่วยกันส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพของสื่อมวลชน ให้พัฒนาไปมากกว่านี้ได้ครับ กราบขอบพระคุณ