รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ หารือเรื่องปัญหาการเกษตร โดยเฉพาะปัญหาค่าปุ๋ยที่สูงขึ้น ทำให้เกษตรกรไม่ได้รับผลประโยชน์จากการขายข้าว และขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรในการแก้ไขปัญหานี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดการน้ำในภาคอีสาน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำในพื้นที่ภาคอีสานที่มีพื้นที่การเกษตรมากที่สุด แต่การจัดการน้ำน้อยที่สุด และเรียกร้องให้มีการจัดสรรน้ำให้ถึงแก่เกษตรกรอย่างยุติธรรม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการลดต้นทุนในการเพาะปลูกโดยการเปลี่ยนจากน้ำมันไปใช้ไฟฟ้าในการเกษตร

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคชาติไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลา ๒ วันที่ผ่านมานั้น ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้นําเสนอ ปัญหาที่หลากหลายผ่านท่านประธาน และผมก็เห็นครับว่าปัญหาหนึ่งที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติหยิบยกขึ้นมาพูดกันเปึนจํานวนมากนั่นก็คือปัญหาเรื่องของการเกษตร และในวันนี้ผมก็ขออนุญาตนําเสนอท่านประธานในปัญหาเรื่องการเกษตรเช่นเดียวกัน ครับ เนื้อหาที่ผมจะนําเสนออาจจะสอดคล้องและใกล้เคียงกับผู้ที่ได้มีโอกาสอภิปราย ก่อนหน้านี้แล้วบ้าง แต่ผมก็จะขอนําเสนอในเชิงลึก เพื่อที่นําฝากท่านประธาน นําประกอบการตัดสินใจ และเปึนปัญหาที่ผมได้รับปากกับพี่น้องในเขตพื้นที่ของผมไว้ว่า จะนํามาแก้ไขให้กับพี่น้องในสภา ท่านประธานครับ เปึนที่ทราบกันดีครับว่าเกษตรกรของ ไทยเรานั้นเปึนผู้ที่ค่อนข้างจะขาดโอกาส นอกจากเขาเหล่านั้นจะเหน็ดเหนื่อยทั้งแรงกาย แรงใจแล้วยังไม่สามารถที่จะเปึนกลไกใดในการกดดัน ในการขับเคลื่อน หรือจะกําหนด ทิศทางอนาคตของเขาได้เลย ชาวเกษตรกรไทยนั้นนะครับก็เพียงแต่รอความหวัง แล้วก็รอคอยหวังว่าเมื่อไรรัฐจะได้มาช่วย หวังว่าถ้าวันไหนถ้าเขาถูกหวยก็คงจะรวย เพราะถูกหวย ถูกลอตเตอรี่ หวังว่าเมื่อไรถึงจะหมดหนี้เสียที หวังว่าถ้าป้นี้เขาโชคดี ก็คงจะขายพืชผลดี มีราคา อย่างป้นี้ครับท่านประธานนับเปึนเรื่องที่น่ายินดีสําหรับพี่น้อง ชาวนาของประเทศไทยคือราคาของข้าวหอมมะลิสูงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ป้นี้ราคาข้าว ครับท่านประธานสูงขึ้นมาตันละ ๑๐,๑๕๐ บาท ถ้าเทียบกับป้ที่แล้วข้าวหอมมะลิราคา เพียง ๘,๔๔๓ บาท สูงขึ้นมา ๒๖ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ข้าวขาว ๕ เปอร์เซ็นต์ ราคา ๖,๙๕๕ บาท สูงขึ้นจากป้ที่แล้ว ๖,๕๐๐ บาท สูงขึ้นมา ๗ เปอร์เซ็นต์ นับเปึนเรื่อง ที่น่ายินดี แต่ต้องถามต่อไปครับ ถามว่า แล้วเราจะได้รับข่าวดีอย่างนี้อีกกี่ป้ เราไม่ทราบ ถามว่าป้นี้ชาวนาขายข้าวได้ราคาน่าจะมีกําไรเหลือใช่หรือไม่ ถ้าคิดว่าข้าวขายได้ราคา อย่างเดียวก็คงจะมีกําไรครับ แต่ในความเปึนจริงแล้วไม่ใช่ เพราะตลอดระยะเวลา ๑ ป้ ที่ผ่านมาราคาปุิย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุิยเคมีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้นําเรียนท่านประธานไปแล้ว ซึ่งราคาปุิยนี้ส่งผลกับต้นทุน ในการผลิต เพราะในการเพาะปลูกข้าว ๑ ไร่นั้นจะใช้ปุิยประมาณ ๔๐ กิโลกรัม และ ๑ ฤดูเก็บเกี่ยวจะใส่ปุิยทั้งสิ้น ๓–๔ ครั้ง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจครับ ว่าทําไมชาวนา ขายข้าวแล้วถึงไม่เหลือเงิน ราคาปุิยมีปัจจัยแปรผันโดยตรงกับราคาน้ํามัน เพราะว่าใช้ วัตถุดิบประเภทเดียวกัน เราจะเห็นได้ว่าต้นป้ ๒๕๕๐ ราคาวัตถุดิบในการทําปุิยอยู่ที่ ประมาณ ๒๘๘ ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่มาถึงป้นี้ในเดือนมกราคมป้นี้ราคาวัตถุดิบใน การทําปุิย ๔๑๕ ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งทําให้ปุิยราคาสูงขึ้นมากครับ ผมขอยกตัวอย่าง อย่างเช่น ปุิยสูตร ๑๖-๑๖-๘ หรือสูตร ๔๖-๐-๐ ซึ่งเราเรียกว่าปุิยนา ขยับจากราคา ๔๗๐บาท เปึนราคา ๙๐๗ บาท ๙๐๗ บาทนี่ราคาเมื่อวานนี้ท่านประธานครับ ราคาปุิย สูงขึ้นถึง ๙๒.๙๗ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ข้าวขึ้นราคาแค่ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ปุิยสูงขึ้นมา ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ จริงอยู่ครับที่รัฐบาลมีแนวนโยบายที่อยากจะผลักดัน ให้ประชาชนหันมาใช้ปุิยอินทรีย์ แต่ต้องยอมรับว่าในการใช้ปุิยอินทรีย์นั้นยังไม่รวดเร็ว ทันใจ ถูกใจ ตรงใจพี่น้องเกษตรกรเท่าที่ควรนัก และผมเชื่อครับว่าคงต้องใช้ระยะเวลา สักระยะหนึ่งในการปรับกระบวนความคิด ปรับแนววิถีชีวิตของเขาให้หันมาใช้ปุิยอินทรีย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าทําไมขายข้าวแล้วไม่ได้ราคา แล้วเราจะทําไปทําไม ผมเคยถามชาวบ้านครับ ถามว่าพี่ทํานา พี่ขายข้าว พี่ไม่ได้ราคา พี่ไม่ได้กําไร แล้วพี่จะทํา นาไปทําไม ทําไมไม่ไปทําอาชีพอื่น ก็ต้องขอตอบครับท่านประธาน เขาทําอาชีพอื่นไม่ได้ หรอกครับ เพราะการทํานาไม่ใช่เปึนเรื่องของกําไร ไม่ใช่เปึนเรื่องของการขาดทุน แต่มัน เปึนวิถีชีวิต ชาวนานอกจากเขาจะทํานาแล้วเขาไม่สามารถทําอย่างอื่นได้ ไม่ว่าจะกําไร หรือขาดทุนเขาก็ต้องทํา ดังนั้นผมจึงเชื่อว่าเปึนหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องช่วยเหลือเขา ในส่วนนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่เปึนเพียงตัวอย่างของเกษตรกรผู้โชคดี ก็คือ ชาวนาที่บังเอิญขายข้าวได้ราคาในป้นี้ แต่ก็ยังมีเกษตรกรบางกลุ่มครับ ซึ่งไม่ได้โชคดี อย่างนั้น ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง คือกลุ่มผู้เพาะปลูกหอมแดงในจังหวัดศรีสะเกษ ถ้าพูดถึงจังหวัดศรีสะเกษนั้นพูดถึงหอมแดงทุกคนก็จะรู้ดีครับว่าหอมแดงศรีสะเกษพอจะ มีชื่อเสียงอยู่บ้าง เพราะหอมแดงที่ศรีสะเกษนั้นมีหัวใหญ่ ผิวมัน ลักษณะแห้ง และที่ สําคัญคือคอเล็ก ท่านประธานครับ ถ้าเรามาดูราคา ต้นฤดูคือเดือนพฤศจิกายน หรือเดือนธันวาคม เกษตรกรผู้เพาะปลูกหอมแดงสามารถขายหอมแดงได้ในราคา กิโลกรัมละ ๓๐ บาท ตอนนี้ครับเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์เปึนปลายฤดูขายได้ราคา เพียง ๓ บาท ท่านประธานครับแล้วปัญหาเช่นนี้ไม่ได้เกิดแค่ป้นี้ป้เดียว มีอยู่ทุกป้ แล้ววิธีการแก้ปัญหานั้นผมจะได้นําเสนอในลําดับต่อไปนะครับ เนื่องจากวันนี้มีเวลาน้อย

ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะขอฝากครับ หลังจากที่ได้ อ่านนโยบายของรัฐบาล ผมก็มีความรู้สึกยินดีครับ ที่ในรัฐบาลนี้ให้ความสําคัญเรื่อง การจัดการน้ําในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะผมจําได้ครับตั้งแต่ผมเปึนเด็กไม่ว่าจะอยู่ ชั้นประถม มัธยม หรือว่ามหาวิทยาลัย ทุกรัฐบาลที่พูดถึงเรื่องน้ํา ที่พูดถึงเรื่องการจัดการ น้ํา ผมได้ยินเมื่อไรผมก็จะดีใจเพราะว่าจะมีคนแก้ปัญหาให้กับพวกเราชาวอีสานแล้ว พื้นที่ในการเพาะปลูกของภาคอีสานนั้นมีทั้งหมด ๕๘ ล้านไร่ คิดเปึนร้อยละ ๔๔ ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด แต่ท่านประธานครับ มีการจัดการน้ําเพียงร้อยละ ๖.๑ ล้านไร่ เท่านั้นเอง คิดเปึน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ พื้นที่มากที่สุดแต่การจัดการน้ําน้อยที่สุด แต่ต่อให้ การจัดการน้ําถึงแม้ว่าจะดีแล้วก็ตาม ท่านประธานครับ ผมก็เชื่อครับว่าในการกระจายน้ํา สู่พี่น้องชาวเกษตรกรคงเปึนไปได้อย่างไม่ทั่วถึงเท่าที่ควรนัก เพราะพื้นที่ค่อนข้างจะกว้าง และปัญหาที่เราประสบพบเจอและได้รับเรื่องร้องเรียนบ่อยนั่นก็คือปัญหาเรื่องไฟฟัา เพื่อการเกษตร ท่านประธานครับ ที่นาบางแปลง พื้นที่เพาะปลูกบางแปลงจําเปึนจะต้อง ขนน้ําจากแหล่งน้ําเปึนระยะทางไกลพอสมควร ถ้าเราใช้มอเตอร์ที่ใช้น้ํามันในภาวะ น้ํามันอย่างนี้ละก็ผมเชื่อว่าเกษตรกรคงไปไม่รอด แต่ถ้าใช้ไฟฟัาการเกษตรละก็เชื่อว่า น่าจะลดต้นทุนได้มากพอสมควร ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า ในการเพาะปลูกหอม ต่อพื้นที่ ๑ ไร่ ราคาต้นทุนถ้าเราใช้ไฟฟัาค่าไฟฟัาจะอยู่ที่ประมาณ ๖๐๐ บาท แต่ถ้าเกิด เราใช้น้ํามันจะอยู่ที่ ๕,๕๐๐ บาท ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนต่างกันมากครับ คือต่างจาก กิโลกรัมละ ๘.๑๔ บาท เปึน ๑๐.๒๔ บาท ท่านประธานครับ เวลาของผมคงจะหมดแล้ว คงต้องขอฝากท่านประธานว่าในการแก้ปัญหาภาคเกษตรนั้น ในเรื่องราคาเราจะอุดหนุน ราคาเท่าไรก็ได้ แต่มันก็ยังมีปัจจัยอยู่หลายปัจจัยที่คอยบีบคั้นที่คอยกดดันเราไม่ว่า จะเปึนปัจจัยเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้เรื่องราคากับต่างประเทศ ดังนั้นในเรื่องของราคา มีข้อกําหนด มีข้อจํากัด แต่สิ่งที่ผมนําเรียนท่านประธานนั้นน่าจะเปึนทางหนึ่งที่ช่วย ในการลดต้นทุนในการแบ่งเบาภาระของพี่น้องชาวเกษตรกรได้ครับ ขอกราบขอบคุณครับ