ผุสดี ตามไท หารือเรื่องนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเสริมความรู้ความคิดของประชาชนทางด้านวิทยาศาสตร์และผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และยกตัวอย่างเพื่อประกอบการอภิปราย โดยมีจุดเน้นอยู่ที่การเพิ่มความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์ของประชาชน เพื่อป้องกันผลร้ายแรงจากการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ การติดโรคต่าง ๆ หรือการเสียชีวิต และเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนมีความรู้และทักษะมากขึ้น
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วน กลุ่มจังหวัดที่ ๖ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะขออนุญาตอภิปรายเสริม ต่อจากเพื่อนสมาชิกในเรื่องนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในเฉพาะ ข้อ ๕.๒ เท่านั้นนะคะ คือเรื่องการสร้างเสริมความรู้ความคิดของประชาชนทางด้าน วิทยาศาสตร์และก็พร้อมทั้งเร่งผลิตแล้วก็พัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ท่านประธานคะ เปึนที่ยอมรับกันนะคะว่าคนเปึนปัจจัยพื้นฐานสําคัญที่สุดของการพัฒนา ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แล้วก็การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็คือตัวช่วยที่สําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คําถามมี อยู่ว่าวันนี้ประเทศไทยอยู่ที่ไหนคะ ในเรื่องการพัฒนาบุคลากรทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี รวมถึงการสนับสนุนให้ประชาชนได้ใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการดํารงชีวิต ผลจากการศึกษาติดตามสะท้อนชัดเจนถึงความเปึนจริงที่เกิดขึ้น อย่างไรคะท่านประธาน ดิฉันอยากจะขออนุญาตยกตัวอย่างประกอบ
เรื่องแรกก็คือ ความสามารถที่จะเข้าใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ นักเรียนหรือที่นักวิชาการบางกลุ่มเรียกว่า การรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ จากการที่ประเทศไทย ได้เข้าร่วมในโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติขององค์กรความร่วมมือและพัฒนา ทางเศรษฐกิจหรือที่หลายท่านเข้าใจและรู้จักกันว่า โออีซีดี (OECD) ซึ่งเน้นการประเมิน ความสามารถหรือการรู้เรื่องใน ๓ ปัจจัย ที่ถือว่าเปึนหัวใจของการพัฒนา ๓ ปัจจัย ที่ว่านั้นก็คือการอ่านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ดิฉันจะเน้นเฉพาะเรื่องวิทยาศาสตร์ เท่านั้นนะคะท่านประธานคะ การประเมินการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ดําเนินการในป้ ๒๕๔๙ แล้วก็เปึนการประเมิน นักเรียนอายุ ๑๕ ป้ ซึ่งก็ถือว่ากําลังจะจบการศึกษาภาคบังคับ และเขาประเมินนักเรียน ถึง ๔ แสนคน จาก ๕๗ ประเทศ ทั้งที่เปึนสมาชิกและไม่ใช่สมาชิกของโออีซีดี เพื่อจะดูว่า นักเรียนมีความพร้อมในเรื่องความรู้แล้วก็ทักษะที่จําเปึนในการเปึนประชาชนที่มีคุณภาพ ในอนาคต แล้วก็มีส่วนร่วมสร้างสังคมได้หรือไม่เพียงใด ท่านประธานคะ ผลการประเมิน การรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยเมื่อป้ ๒๕๔๙ น่าห่วงใยมาก ในภาพรวมพบว่า การรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยอยู่ในระดับต่ํา ต่ํากว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก โออีซีดี และถ้าจะจัดอันดับการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์จาก ๑ คือระดับต่ําสุด ๖ คือระดับ สูงสุด และ ๒ คือระดับพื้นฐาน พบว่านักเรียนไทยเกือบครึ่งหนึ่งคือ ๔๗ เปอร์เซ็นต์ มีระดับการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ต่ํากว่าระดับพื้นฐานอีกค่ะ หมายความว่าอย่างไรคะ นั่นก็หมายความว่านักเรียนไทยยังได้รับการเตรียมตัวไม่พอสําหรับการใช้ชีวิตการเปึน พลเมืองที่มีศักยภาพ แล้วก็จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจทําให้แข่งขันกับคนอื่น ๆ ได้ ในอนาคต ในขณะที่เพื่อนบ้าน เช่น เกาหลี ญี่ปุ์น จีน มีผลการประเมินอยู่ในกลุ่มสูงทั้งสิ้น ตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งนะคะคือเรื่องจํานวนบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสายงานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี บุคลากรที่ทํางานวิจัยและพัฒนาเต็มเวลามีน้อยค่ะ เพียง ๓ คนต่อ ประชากรหมื่นคน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ต้องมีไม่น้อยกว่า ๑๐ คน หันไปดูสัดส่วนผู้สําเร็จ การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เทียบกับนักเรียนที่จบเรื่องอื่น ๆ นะคะ ก็มีเพียง ๒๙ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สิงคโปร์มีถึง ๕๘ เปอร์เซ็นต์ เกาหลีมีถึง ๓๘ เปอร์เซ็นต์ จํานวน นักศึกษาล่ะคะที่เรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งที่กําลังเรียนอยู่แล้วก็ที่กําลังเข้าใหม่ ก็มีเพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ตัวเลขเหล่านี้บอกชัดเลยค่ะว่าประเทศไทยยัง อ่อนด้อยเหลือเกินในเรื่องกําลังคนทางสายอาชีพวิทยาศาสตร์
ตัวอย่างสุดท้ายท่านประธานคะ ก็คือปัญหาวิถีชีวิตของประชาชนที่พบ เห็นกันอยู่ทุกวัน จํานวนประชากรที่เปึนธาลัสซีเมีย (Thalassaemia) นี้เราจะได้ยินบ่อยเลยนะคะ ว่ามีจํานวนมากเหลือเกิน ช่วงนี้ป้นี้น่าจะใกล้ล้านคนเข้าไปแล้ว แล้วก็ไม่มีแนวโน้ม ว่าจะลดลง จริง ๆ แล้วถ้าเกิดประชาชนมีความรู้ความเข้าใจว่ามันเปึนโรคที่ ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม ก็คงจะต้องมีวิธีการ มีมาตรการ ให้ช่วยกันไปตรวจเลือด เสียก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตคู่หรือว่าจะมีลูก แต่เพราะความไม่รู้อย่างนี้แหละค่ะ จึงได้ทําให้จํานวนคนเปึนธาลัสซีเมียนั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
อีกเรื่องหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกเอ่ยขึ้นมาก็คือเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ หากว่า เกิดขึ้นโดยรู้ไม่เท่าทันก็จะก่อให้เกิดผลร้ายหลายประการตามมา ไม่ว่าจะเปึนเรื่องการ ตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งอาจนําไปสู่การยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ถูกต้องตามหลักทางการ แพทย์ อาจทําให้เสียชีวิต หรือไม่อย่างนั้นก็ติดโรคต่าง ๆ ที่ร้ายแรง เช่น เรื่องเอดส์ (AIDS) ซึ่งบัดนี้กําลังเกิดขึ้นมากที่สุดในกลุ่มเสี่ยงใหม่คือกลุ่มเยาวชน แล้วก็นอกจากนั้น ท่านประธานคะ ยังคงมีประชาชนจํานวนไม่น้อยที่เลือกตัดสินใจแก้ปัญหาโดยที่พึ่งพา ไสยศาสตร์ สิ่งเร้นลับ มือที่มองไม่เห็น หรือว่าอื่น ๆ โดยที่ไม่ใช้ข้อเท็จจริง ไม่ใช้ความรู้ แล้วก็ข้อมูลนะคะ ซึ่งอันนี้ก็พบเห็นกันอยู่เสมอ ๆ ดิฉันเคารพในสิทธิของแต่ละบุคคล ในความเชื่อ แต่ดิฉันเองคาดว่าคนส่วนมากอาจจะไม่มีโอกาสได้เข้าถึงความรู้และทักษะ ทางวิทยาศาสตร์นี้ ท่านประธานคะ สิ่งเหล่านี้แหละค่ะที่ล้วนแต่ยืนยันว่าสังคมไทย ยังห่างไกลมากเหลือเกิน จากการใช้ความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการดํารงชีวิต การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีตรงนี้เปึนนโยบายที่ดีนะคะ แล้วก็อยาก ที่จะต้องให้มันกลายเปึนวัฒนธรรมทางวิทยาศาสตร์นะคะ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าต้องให้ วัฒนธรรมทางวิทยาศาสตร์นั้นเปึนวิถีชีวิตของทุกคน ให้รู้คิด มีใจใฝ์รู้ แล้วก็คิดอย่าง เปึนระบบเพื่อจะตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ ท่านประธานคะ ชัดเจนแล้วนะคะว่า ถ้าเผื่อ ยังปล่อยให้สถานการณ์เปึนอย่างนี้โดยไม่เร่งดําเนินการ โอกาสที่ประเทศไทยจะเปึนสังคมแห่งปัญญา จะสร้างความสามารถที่ยั่งยืนแล้วก็แข่งขัน กับประเทศอื่น ๆ ได้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ ก็คงจะริบหรี่เต็มที ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่า ท่านต้องทําเรื่องนี้เปึนวาระเร่งด่วน เริ่มลงมือ ทันทีในป้นี้ ในวันนี้ แล้วก็ว่าที่จริงท่านรัฐมนตรีคงไม่ต้องทําอะไรมากเลยนะคะ เพียงแต่ ตัดสินใจด้วยความมุ่งมั่น บริหารจัดการ เชื่อมร้อย แล้วก็สนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ แล้วแผนเขาดีมากเลย ให้เขาได้ทํางานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้มีระดับการรู้เรื่อง วิทยาศาสตร์ที่สูงขึ้น แล้วก็ให้วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์นั้นเปึนวิถีชีวิตของทุกคน ท่านประธานคะ ดิฉันคงจะต้องขอเรียนติดตามนะคะ แล้วก็อยากจะเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีด้วยว่ามีแผนปฏิบัติการในเรื่องนี้อย่างไร ขอบพระคุณค่ะ