ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาลและเสนอแนะเพิ่มเติมว่าภาคอุตสาหกรรมควรได้รับการสนับสนุนให้พัฒนาและแข่งขันกับตลาดโลก โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศเพิ่มมากขึ้น และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษด้านอุตสาหกรรม
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีได้มาแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภาแห่งนี้ นโยบายของทางรัฐบาลชุดนี้ได้ครอบคลุมหลายด้านมากพอสมควร โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสําคัญเรื่องการเงิน การคลัง การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ทางด้านโลจิสติค (Logistic) พลังงาน และด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจนั้นทางรัฐบาลได้ให้ความสําคัญ ในหลายภาคส่วน ไม่ว่าด้านการเกษตร ด้านท่องเที่ยว ด้านบริการ ด้านตลาดทุน และที่สําคัญคือในภาคอุตสาหกรรม คงเปึนที่ยอมรับกันว่าสินค้าในภาคอุตสาหกรรม ถือว่าเปึนสินค้าส่งออกที่สําคัญในอดีตจนถึงปัจจุบัน และในอดีตอุตสาหกรรมในประเทศ ของเรานั้นส่วนใหญ่จะเปึนการรับจ้างผลิตสินค้าตามคําสั่งของเจ้าของทรัพย์สิน ทางปัญญาจากต่างประเทศ ซึ่งต้องอาศัยทุน ต้องอาศัยวัตถุดิบ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จากต่างประเทศ ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ในส่วนนี้น้อยมากจากวัตถุดิบและแรงงาน ในบางส่วนเท่านั้น ทําให้การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมของประเทศเรายังไปค่อนข้างล่าช้า พอสมควร แต่ในปัจจุบันนี้ภาคเอกชนซึ่งมีความแข็งแกร่งได้มีการปรับโครงสร้างพัฒนาหลายอย่าง ขึ้นมาดีมาก โดยมีการพัฒนาองค์ความรู้แม้แต่เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อที่จะพัฒนาสินค้า ให้มีคุณภาพมาตรฐานที่ปลอดภัย และเข้าไปสู่การแข่งขันของตลาดโลกได้ รวมทั้ง มีการส่งเสริมที่จะใช้วัตถุดิบภายในประเทศและมีการจ้างงานที่เพิ่มมากขึ้นรวมทั้ง เพิ่มมูลค่าของสินค้าให้มากขึ้น จากการที่ผมได้ดูนโยบายของทางรัฐบาลที่ได้แถลง เมื่อวานนี้ได้มีความครอบคลุมในภาคอุตสาหกรรมได้มากพอสมควร แต่วันนี้ผมเอง ขออนุญาตที่จะเสนอแนะเพิ่มเติมหรือวิพากษ์วิจารณ์ให้ความเห็น รวมทั้งฝากคําถาม ผ่านท่านประธานรัฐสภาไปถึงทางรัฐบาลด้วย
ประการแรก ที่อยากจะพูดถึงก็คือเรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมให้มี ความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะแข่งขันในตลาดโลกให้มากขึ้น ปัจจุบันนี้อุตสาหกรรม ที่ใช้แรงงานถูกนั้นประเทศไทยเราจะเสียเปรียบจากประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศซึ่งมี แรงงานราคาถูกกว่าเรามาก สิ่งแรกที่อยากจะฝากไปถึงรัฐบาลให้รีบดําเนินการก็คือ ความร่วมไม้ร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดในการที่จะประชุมร่วมกันปรึกษาหารือกัน เพื่อที่จะร่วมกันแก้ปัญหาให้กับภาคเอกชนในด้านของอุตสาหกรรมให้ตรงกับปัญหา รวดเร็วและแน่นอนยิ่งขึ้น และในการร่วมมือกันนั้นทั้งภาครัฐและเอกชนต้องมีความจริงใจ และจริงจังในการที่จะแก้ปัญหา เพราะภาคเอกชนของเราไม่ว่าในภาคไหน ไม่ว่าธุรกิจ หรือด้านอุตสาหกรรม ภาคเอกชนของเรามีความแข็งแกร่งและมีความสามารถพัฒนา ตัวเองได้ดีอยู่แล้ว ปัญหาในปัจจุบันนี้ของภาคอุตสาหกรรมมีหลายเรื่องครับ ไม่ว่าเรื่อง ผลกระทบทั้งหลายของอัตราแลกเปลี่ยน ผลกระทบของพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ต้นทุน การผลิตไม่ว่าน้ํามันหรือไฟฟัา ผลกระทบเหล่านี้เปึนต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รัฐบาล มีแนวนโยบายอย่างไรในการที่จะช่วยเหลือระบบอุตสาหกรรมตรงนี้ เพราะผมถือว่า เปึนภาระหนักมากพอสมควร และอีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเปึนสิ่งที่สําคัญมากพอสมควร ก็คือน้ําในอุตสาหกรรม ปัจจุบันนี้แหล่งน้ําในอุตสาหกรรมถึง ณ วันนี้เริ่มจะไม่พอเพียง และความสะอาดทั้งหลายเริ่มมีปัญหา เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งซึ่งอาจจะ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ทําให้แหล่งน้ําธรรมชาติทั้งหลายเปึนพิษ ซึ่งเกิดปัญหามาก พอสมควร ซึ่งทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมคงจะต้องตรวจสอบและดูแลให้กับพี่น้อง ประชาชนอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และต้นทุนสินค้าที่สําคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระบบ การขนส่ง ค่าขนส่งทั้งหลายปัจจุบันนี้เปึนต้นทุนที่แพงมาก เพราะส่วนใหญ่ระบบขนส่ง ของเรานั้นยังเปึนด้วยระบบรถยนต์อยู่ เพราะฉะนั้นผมดีใจที่เห็นทางภาครัฐให้ความสําคัญ ในระบบรางรวมทั้งก้างปลาเข้าสู่แหล่งอุตสาหกรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนา ร่วมกันกับเอกชนในการที่จะบริการจัดการเรื่องระบบการขนส่งอย่างเต็มรูปแบบเพื่อลด ต้นทุนและความสะดวกและรวดเร็วให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นนโยบายที่ภาครัฐทั้งหลาย รวมทั้งกฎ ระเบียบ ที่อาจจะเปึนปัญหาเราคงต้องร่วมกับเอกชนในการที่จะขจัดปัญหา เหล่านั้นไป เพราะภาครัฐเองในบางครั้งก็เปึนปัญหากับเอกชน เราควรที่จะส่งเสริม ให้ตั้งศูนย์บริการภาครัฐครบวงจรวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) ให้กับทั้งส่วน อุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจให้สะดวกยิ่งขึ้น ปัญหานโยบายที่ชัดเจนและแน่นอนของ ทางรัฐบาลก็เปึนปัญหาของการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมเช่นเดียวกันครับ ล่าสุด ปัญหาเอทานอลล้นตลาด รัฐบาลให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน เพื่อช่วยเหลือชาวไร่อ้อย หรือแม้แต่ชาวไร่อย่างอื่น มัน หรือข้าวโพดที่จะทําเปึน พืชเศรษฐกิจต่อไป แต่ว่าประเดิมอันแรกโรงงานผลิตเอทานอลเริ่มขึ้นมาแล้ว ปัญหา เอทานอลล้นตลาดก็เพราะว่านโยบายที่ไม่ชัดเจนและแน่นอนของทางรัฐบาล สิ่งเหล่านี้ รัฐบาลต้องกําหนดนโยบายเพื่อให้ความเชื่อมั่นของการลงทุนในการประกอบ อุตสาหกรรมนั้นสามารถเดินไปได้เหมือนอย่างเช่นเอทานอลขณะนี้ยังประสบอยู่ หรือแม้แต่เรื่องของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ําตาล คณะกรรมการอ้อยและน้ําตาลทราย ก่อตั้งกันมาตั้งแต่ป้ ๒๕๒๗ ระบบ ๗๐:๓๐ ที่ดําเนินการกันมา ๒๐ กว่าป้นี้ ถึงเวลา หรือยังที่เราจะต้องมานั่งพิจารณาว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันหรือไม่ ผลประโยชน์ที่ได้กันมานั้นเหมาะสมกับโรงงานอุตสาหกรรมหรือชาวไร่อ้อยและประชาชน ถูกต้องหรือไม่ เราจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นหรือไม่ เพราะในป้ล่าสุดเท่าที่ทราบ ทางกองทุนต้องขอกู้ยืมเงินหลายพันล้านที่จะเข้าไปสนับสนุน การขาดทุนของทั้งโรงงานอุตสาหกรรมและชาวไร่อ้อย ซึ่งถ้าหากพอกพูนกันขนาดนี้ เปึนถึงหมื่น ๆ ล้าน และในอนาคตไม่ทราบว่าจะเปึนอย่างไร เนื่องจากระบบราคา ของเรานั้นยังผูกติดกับราคาน้ําตาลโลกและราคาน้ําตาลภายในประเทศ ซึ่งไม่ได้ขยับ กันมาพอสมควร ผมเองไม่ได้เสนอแนะให้มีการปรับเปลี่ยน แต่เสนอแนะให้มองว่าเรามี การเห็นควร ถึงเวลาหรือยังที่ต้องมีการปรับปรุงโดยยึดประโยชน์ของชาวไร่อ้อยและ โรงงานอุตสาหกรรมเปึนหลัก
เรื่องที่อยากจะให้ดูแลอีกเรื่องหนึ่งก็คือ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานในประเทศ เพื่อจ้างงานรวมทั้งธุรกิจต่อเนื่อง เพราะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศพอสมควร โดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เราจะทําอย่างไรที่จะส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรม ให้ใช้วัตถุดิบในประเทศให้มากขึ้น โครงการเมกะ โปรเจกท์ของทางรัฐบาลที่จะทํา เราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะพยายามทําให้โครงการเหล่านี้มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบ ในประเทศให้มากขึ้นเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมในท้องถิ่น ในนโยบายของรัฐบาลได้มี การพูดถึงเอสเอ็มอีในการที่จะขยายสินเชื่อซึ่งเปึนโครงการที่ดี เพียงแต่เสริมว่าขอให้ การเข้าถึงนั้นเข้าถึงได้สะดวกยิ่งขึ้น การขยายนิคมอุตสาหกรรมใหม่ๆ รวมทั้งการตั้ง เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะด้าน เฉพาะที่ เปึนเรื่องที่จําเปึนครับ นิคมอุตสาหกรรม หลายแห่ง ไม่ว่าอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ซึ่งขณะนี้เกือบจะเต็มโครงการ หรือเซาท์เทิร์น ซีบอร์ด ที่เราจะพัฒนาในทิศทางต่อไปอย่างไร รัฐบาลคงจะต้องดูแลให้มากขึ้น ทางการนิคมอุตสาหกรรม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติต้องร่วมมือกันดูแลในการที่ตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษด้านอุตสาหกรรมขึ้น เพื่อที่จะขึ้นอยู่กับภูมิภาค วัตถุดิบ หรือแม้แต่แรงงาน เขตอุตสาหกรรมพิเศษชายแดน ผมถือว่าเปึนสิ่งจําเปึนที่จะทําให้สกัดแรงงานต่างด้าวที่อยู่ตามแนวชายแดนที่จะทําให้ ปัญหาของแรงงานต่างด้าวที่จะทะลักเข้าเมืองได้แก้ปัญหาในส่วนนี้ได้ และสามารถจะทํา อุตสาหกรรมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย แม้แต่อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมทางการเกษตร อุตสาหกรรมด้านอาหารทะเล หรืออาหารฮาลาล หรือแม้แต่ อัญมณี และนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมด้านไอที เราจะส่งเสริม มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง นครนายก ให้เปึนนิคมอุตสาหกรรมด้านไอทีโดยเฉพาะ ได้หรือไม่อย่างนี้เปึนต้น ทั้งหมดทั้งปวงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาที่ต้อง รับผิดชอบต่อสังคมในการที่จะผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานและคุณภาพที่ดี และมีความปลอดภัย และทําอย่างไรที่จะคุ้มครองทําให้บุคลากรหรือแรงงานของเราได้รับการพัฒนาและดูแล สวัสดิการที่ดี ได้รับการจ้างงานที่ดี และที่สําคัญที่สุดก็คือสวัสดิการและการมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ปัจจุบันนี้ที่มีปัญหาที่บางสะพานหรือที่ปลวกแดง อุตสาหกรรมเหล็กซึ่งรัฐบาลบอกว่าเปึนอุตสาหกรรมที่ได้เปรียบ ก็ไม่ทราบว่าได้เปรียบ อย่างไร อาจจะได้เปรียบสําหรับผู้ประกอบการ แต่กราบเรียนว่าถ้าเรามีความรับผิดชอบ ต่อสังคมในสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่ให้มากขึ้นปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะไม่มี การทํา อีไอเอ (EIA) การทําสิ่งแวดล้อม การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลายขอให้ดําเนินการ อย่างจริงใจและจริงจัง อยากให้นึกภาพครับว่าทางภาครัฐหรือเจ้าของโรงงานถ้ามีบ้านเรือน อยู่ติดกับโรงงานท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร ถ้าเราเอาใจตรงนี้ไปใส่ใจเขาปัญหาทั้งหลาย ผมคิดว่าก็จะไม่เกิดขึ้น ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ ฝากไปถึงรัฐบาลผ่าน ท่านประธานรัฐสภา ขอขอบคุณครับ