สาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ พูดเรื่องนโยบายด้านพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานที่หลากหลาย ไม่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติอย่างเดียว และเรียกร้องให้ กฟผ. สํารองไฟอย่างน้อย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้มีความมั่นคงทางด้านพลังงาน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ จากจังหวัดสุรินทร์ เขต ๒ ครับ กระผมขออภิปรายเพื่อที่จะสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของนโยบาย ด้านพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน โดยส่วนตัว ผมเองก็ให้ความสําคัญเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงทางด้านพลังงาน เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ ก็มีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องที่จะให้การสนับสนุนและก็พัฒนาเศรษฐกิจของ ประเทศไทยเรา ดังนั้นเองสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เรื่องของการให้ความสําคัญเกี่ยวกับ ด้านความมั่นคงทางด้านพลังงาน สิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือเรื่องของความสําคัญทางด้าน พลังงาน ทางด้านไฟฟัา เนื่องจากว่าผู้ที่จะลงทุนในการที่จะมาลงทุนพัฒนาแล้วก็ ลงทุนในประเทศไทยเรา สิ่งที่เขาจะมองอย่างแรกก็คือน่าจะเปึนเรื่องของพลังงาน ความเสถียรภาพทางด้านไฟฟัา โดยตัวเลขในแต่ละป้ประเทศไทยมีความต้องการที่จะ ใช้ไฟฟัาเพิ่มขึ้นประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ในทุก ๆ ป้ โดยขณะนี้เองประเทศไทยเราก็มี ศักยภาพในเรื่องของการผลิตไฟฟัาในรูปของการติดตั้งอยู่ประมาณ ๒๗,๕๐๐ เมกะวัตต์ และขณะนี้ถ้าแยกจําแนกตามวัตถุดิบที่นํามาผลิตไฟฟัาของประเทศไทยเราก็จะแบ่งได้ โดยการนําใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ประมาณ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ ลิกไนต์ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ถ่านหิน ๙ เปอร์เซ็นต์ น้ํามัน ๒ เปอร์เซ็นต์ จากเขื่อนที่เปึนพลังจากน้ํา ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มี การนําเข้าจากต่างประเทศคือประเทศเพื่อนบ้านของเรา ๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อื่น ๆ อีก ๒ เปอร์เซ็นต์ อื่น ๆ ตรงนี้ก็คืออยู่ในรูปของโซลาร์เซลล์ (Solar cell) เอง หรือว่านโยบาย เรื่องของ เวสท์ ที (Waste T) และเรื่องของชีวมวลต่าง ๆ ดังจะเห็นว่าตัวเลขที่สําคัญก็คือว่า การใช้ก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนที่สูงมากถึง ๖๗ เปอร์เซ็นต์เอง ดังนั้นถ้าเรามาดูและสังเกต ก็จะเห็นว่าในรอบป้ที่ผ่านมามีการก่อสร้างโรงไฟฟัาที่เกิดจากการใช้ก๊าซธรรมชาติที่มี สัดส่วนที่สูงมากกว่าปกติ แล้วมากกว่าสัดส่วนที่จากพลังงานตัวอื่นในสัดส่วนที่มาก ดังนั้นเราให้ข้อสังเกต เนื่องจากในป้ที่ผ่านมาก๊าซธรรมชาติเปึนวัตถุดิบที่มีราคาต้นทุน ที่ถูกแล้วต้นทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟัาชนิดนี้มีต้นทุนที่ถูกกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟัา ชนิดอื่น อีกทั้งประสิทธิภาพในการใช้ก๊าซธรรมชาติมาเปึนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟัา ก็มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าโรงไฟฟัาชนิดอื่นด้วย ดังนั้นจึงมีการก่อสร้างโรงไฟฟัาที่ใช้ ก๊าซธรรมชาติมากกว่าโรงไฟฟัาชนิดอื่น ดังนั้นโดยสถานการณ์ปัจจุบันเองแล้ว ในขณะนี้ ราคาของก๊าซธรรมชาติก็มีสัดส่วนที่สูงขึ้นตามแนวโน้มของตลาดและราคาน้ํามันที่มี ราคาที่สูงขึ้นอยู่ ดังนั้นในอนาคตข้างหน้าถ้าเราจะพึ่งพาในการที่จะใช้โรงไฟฟัาในรูปของ ก๊าซธรรมชาติก็คงจะมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร ดังนั้นรัฐบาลในชุดนี้เองก็คงต้องให้ ความสําคัญในการที่จะเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟัาที่จะเกิดในรูปแบบของพลังงานอย่างอื่น เพื่อที่จะมาทดแทนพลังงานที่เกิดจากการใช้ก๊าซธรรมชาติให้มากขึ้นนะครับ เนื่องจาก เท่ากับเราไปพึ่งพาจากก๊าซธรรมชาติอย่างเดียว ถ้ามีสิ่งที่แปรผันหรือปัืนป์วนไปก็จะ กระทบกับการลงทุนและเรื่องของความมั่นคงทางด้านพลังงานด้วย มีสิ่งหนึ่งที่ เพื่อนสมาชิกได้ให้คําแนะนําเกี่ยวกับการที่ กฟผ. มีการสํารองไฟอยู่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ในส่วนตัวกระผมเองก็ให้ข้อคิดเห็นนะครับ คิดว่าในเรื่องของการผลิตกระแสไฟฟัา เองเกินน่าจะดีกว่าขาด เนื่องจากว่าโรงไฟฟัาไม่ได้ก่อสร้างใช้เวลากันแค่วันสองวัน ก็ได้ใช้เวลาอยู่ประมาณ ๓–๔ ป้ เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาที่เราต้องการใช้ไฟฟัาถ้ามันไม่มี จะใช้มันก็จะลําบาก ดังที่จะเห็นอย่างประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว อย่างประเทศจีนหรือแม้แต่ที่แคลิฟอร์เนียเองก็จะพอมีเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นเอง ความต้องการใช้ไฟฟัาและปริมาณการผลิตไฟฟัาที่ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ ก็ทําให้เกิดภาวะที่ไฟดับขึ้นอยู่เรื่อย ๆ และพอมาดูที่โรงไฟฟัาที่อยู่ในประเทศไทยเราเอง ของทาง กฟผ. เนื่องจากว่าก็มีโรงไฟฟัาที่เปึนโรงไฟฟัาที่เก่าอยู่จํานวนมาก แล้วก็ยังมี การเดินกําลังการผลิตที่ไม่เต็ม อาจจะเนื่องด้วย บางโรงไฟฟัาเปึนโรงไฟฟัาที่ใช้น้ํามัน ดีเซลในการที่จะผลิตกระแสไฟฟัาเอง ซึ่งขณะนี้การใช้น้ํามันดีเซลเองก็คงจะมีต้นทุนที่สูง ในการผลิตกระแสไฟฟัาตรงนี้ด้วย จึงอยู่ในส่วนที่น่าจะเปึนส่วนสํารองของ กฟผ. ที่ไม่มี การเดินเครื่องด้วย ดังนั้นคิดว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็น่าจะเปึนตัวเลขที่น่าจะพอจะทําให้เกิด ความมั่นคงทางด้านพลังงาน ตรงนี้ได้ด้วย ผมก็ขอพูดขนาดนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน