รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

สัมพันธ์ ทองสมัคร หารือเรื่องนโยบายการศึกษาของรัฐบาล ซึ่งไม่มีทิศทางชัดเจน และไม่มีแนวทางที่จะช่วยให้การศึกษาพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง และขอปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการให้เหมาะสม เพื่อให้การบริการการศึกษาในระดับต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายสัมพันธ์ ทองสมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สัมพันธ์ ทองสมัคร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้นับเปึนวันที่ ๒ ที่เราได้วิพากษ์วิจารณ์ นโยบายของรัฐบาลซึ่งได้แถลงเมื่อวานนี้หลายประการด้วยกัน โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาของชาติซึ่งเราถือว่าเปึนเรื่องที่สําคัญ เพราะว่าการศึกษานั้น ทุกคนจะต้องสัมผัส เขาถึงกล่าวว่าการศึกษาคือชีวิต ชีวิตต้องมีการพัฒนา การพัฒนา ของชีวิตเพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก เพราะฉะนั้นนโยบายทาง การศึกษานั้นเปึนนโยบายที่จะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ถ้าไม่มียุทธศาสตร์แล้วผู้บริหาร การศึกษาก็ไม่สามารถที่จะมีความคิดใหม่ ๆ ได้ ไม่สามารถที่จะนําวิชาความรู้หลากหลาย ที่อยู่ในบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการหรือขององค์กรการศึกษานั้นมาใช้ประโยชน์ได้ ผมขอเรียนว่าการศึกษาที่ได้เสนอมา ๖ ข้อ ซึ่งมีกําหนด ๔ ป้ ดูแล้วไม่มีทิศทางที่ชัดเจนเลย ผมขอเรียนว่ารัฐมนตรีนั้นถ้าไม่มีแนวทางที่ชัดเจนก็ไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดิน ได้สะดวก อย่างสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์รับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น เราจะมีหลักอยู่ ๔ ประการ เช่น กระจายรายได้ กระจายโอกาส กระจายอํานาจ กระจายความเจริญ ผมได้ดึงการกระจายโอกาสเข้ามาอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ดําเนินการการศึกษาจนเปึนที่ประจักษ์ แต่หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รับผิดชอบ กระทรวงศึกษาธิการแล้ว กระทรวงศึกษาธิการจึงประสบกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย แก้กันไม่หวาดไม่ไหวจนบัดนี้ แม้การศึกษาฟรี ๑๒ ป้ ก็ยังถกกันไม่จบว่าเราจะนับ อย่างไรดี การศึกษาฟรี ๑๒ ป้ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้นั้น มันเปึนภาระ ที่รัฐบาลจะต้องดําเนินการช่วยด้านการศึกษาของสถานศึกษาที่เขากําหนดตารางหรือ โปรแกรมการเรียนการสอนไว้ครบถ้วนแล้วในป้การศึกษาที่จะถึง เพราะเราได้ดําเนินการ ให้สถานศึกษาเหล่านั้นได้จัดการศึกษาหลากหลาย หลายสถานศึกษาจึงกําหนดว่าต้องมี โปรแกรมภาษาต่างประเทศ จึงมีการเป่ดสอนภาษาญี่ปุ์น ภาษาจีน ภาษาเกาหลี ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ เพื่อจะให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ สถานศึกษา จึงไปจ้างอาจารย์สอนจากต่างประเทศมาส่วนหนึ่งเพื่อทําการสอน แต่ในขณะนี้ แม้สถานศึกษาจะเปึนนิติบุคคล แต่สถานศึกษานั้นไม่กล้าที่จะเก็บค่าใช้จ่ายเหมือนกับ เคยทํากับผู้ปกครองที่ให้เด็กมาเรียนในสาขาวิชาพิเศษหรือโปรแกรมพิเศษ หรือโครงการ พิเศษตามที่ได้กําหนดกันเอาไว้ เพราะฉะนั้นตรงนี้แหละ รัฐมนตรีในปัจจุบันของ กระทรวงศึกษาธิการจะต้องหาวิธีการทําอย่างไรจะช่วยสถานศึกษานี้เพื่อให้การพัฒนา การศึกษานั้นได้ต่อเนื่องไปอย่างไม่มีวันจบสิ้นและมีการพัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไป นี่เปึนประเด็นแรก ที่ขอฝากเอาไว้

ประเด็นที่ ๒ เรื่องโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ นับตั้งแต่ป้ ๒๕๔๖ เปึนต้นมาที่เรามีการปฏิรูป ปรากฏว่าการปฏิรูปนั้นไม่ได้จัดกระบวนการรองรับองค์กร ที่เกิดขึ้นใหม่และบุคลากรในองค์กรเก่า จึงทําให้การกระจายอํานาจลงไปยังเขตพื้นที่ การศึกษานั้น หรือในกระทรวงศึกษาธิการที่มีองค์กรใหม่เกิดขึ้นและองค์กรเก่า ๆ ก็มารวมกับองค์กรใหม่ พัฒนาขึ้นมาในรูปแบบใหม่ เราจะพบว่าคนที่มีความรู้ ความสามารถมากมายไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถของตนเองเลย อย่างเขตพื้นที่ การศึกษานี่มีผู้อํานวยการเขตพื้นที่การศึกษา ๑ คน แต่มีรองทั้งหมด ๑๑ คน ๑๗๘ เขต ท่านลองคิดดูสิ รองขนาด ๓ คน รองแค่ ๓ คนนี่เราถือว่าน่าจะเหมาะสมกับภารกิจ ที่ปฏิบัติอยู่ แต่นี่รองตั้ง ๑๑ คน ๘ คนนั้นน่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรูปแบบ ให้ไปดําเนินการหรือไปปฏิบัติภารกิจตามที่เขามีความรู้ความสามารถ เพราะฉะนั้นตัวนี้ เปึนตัวปัญหาที่เกิด ถ้าพูดกันจริง ๆ แล้วไม่เกิดเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ เกิดหลายกระทรวงที่ปฏิรูประบบ ราชการใหม่ในยุคนั้น เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนว่าสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องทํา เร็วที่สุดก็คือการปรับโครงสร้างบุคลากรที่เก่ง ๆ ที่มีความรู้ความสามารถนี้ดึงเข้าไป ช่วยงานที่ไหน มีองค์กรอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง นั่นเปึนประการแรก

ประการที่ ๒ ในคณะกรรมการพื้นฐานของการศึกษาที่เราเอากรมสามัญศึกษา ไปรวมกับประถมศึกษา แต่ละกรมนั้นก็มีความรู้ความสามารถ เขาสามารถที่จะใช้วิชา ความรู้ที่อบรมสั่งสอนสะสมมานั้นใช้เฉพาะเด็กในแต่ละระดับที่มีอายุแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นกระทรวงศึกษาธิการในขณะนี้เกิดปัญหาตัวนี้เหมือนกัน คือกรมสามัญศึกษา กับกรมประถมเก่ากําลังใช้สับสนกันอยู่ในการพัฒนาเด็กในระดับตั้งแต่อนุบาลจนถึง มัธยมปลาย เพราะฉะนั้นประเด็นนี้แหละน่าจะมีการปรับปรุงใหม่ในคณะกรรมการ พื้นฐานการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ โดยที่น่าจะมีองค์กรย่อย ๒ องค์กร องค์กรหนึ่ง ดูแลการศึกษาตั้งแต่อนุบาล ๑ จนถึง ม. ๓ หรือมัธยมป้ที่ ๓ ส่วนกรมสามัญเดิมดู การศึกษาตั้งแต่ ม. ๔ จนถึง ม. ๖ มันจะทําให้การศึกษามีประสิทธิภาพขึ้น จะสามารถ ใช้อุปกรณ์หลากหลายที่มีอยู่นั้นได้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ตัวนี้เปึนตัวโครงสร้างที่รัฐบาลในชุดนี้ น่าจะพิจารณาถ้าต้องการพัฒนาการศึกษา อันนี้คือสิ่งที่เรียนให้ท่านทั้งหลาย ผมเรียน แล้วว่าเมื่อเรามีแนวทางหรือมีปรัชญาในการจัดการศึกษา ผมดึงการขยายโอกาส กระจายโอกาสเข้ามาดําเนินการในกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า กระทรวงศึกษาธิการนั้นในยุคนั้นจึงมีการขยายโอกาสไปหลากหลาย ขยายโอกาส เด็กประถมป้ที่ ๖ ให้เรียน ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน ขยายลงไปข้างล่าง อนุบาล ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีท่านชวน หลีกภัย นี่แหละได้ริเริ่มอนุบาลชนบทขึ้น สามารถรับเด็กเข้าเรียน เด็กในชนบทไม่มีโอกาสได้เรียนในระดับอนุบาลก็ได้เรียนมากขึ้น จนบัดนี้การอนุบาลชนบทตั้งแต่เด็กปฐมวัยได้กระจายไปทั่วประเทศ นี่คือสิ่งที่เราคิด เราทํา เพราะฉะนั้นคนที่จะมาสานต่อตัวนี้ต้องพยายามศึกษา ต้องพยายามที่จะหา แนวทางปรับปรุงแก้ไขให้ได้ นี่ก็เปึนอีกประเด็นหนึ่ง ขอเรียนต่อไปว่า เมื่อรัฐบาล แถลงนโยบาย ๖ ข้อด้วยกัน สิ่งที่รัฐบาลไม่ได้เหลียวแลเลย ไม่ได้เขียนไว้เลย คือเรื่อง การศึกษาที่เอกชนเขารับไปจัดการ การศึกษาที่เอกชนรับไปจัดการนั้นเขาแบ่งเบาภาระ ของรัฐ เขาประหยัดค่าใช้จ่ายของรัฐไปมาก แต่ในนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันนี้ ไม่ได้กล่าวถึงการศึกษาของเอกชนเลย ไม่ได้กล่าวถึงการศึกษาใน ๓ จังหวัดภาคใต้ ที่เขาเป่ดสอนศาสนาแล้วมีวิชาสามัญเข้าไป วิชาสามัญเข้าไปนั้นเข้าไปเมื่อป้ ๒๕๓๐ ป้ ๒๕๓๐ นั้นผู้ที่รับผิดชอบอยู่ก็คือพรรคประชาธิปัตย์ เราพยายามที่จะให้ผู้ที่เรียน ทางศาสนาได้เรียนวิชาสามัญควบคู่ไปด้วย แต่ในรัฐบาลนี้ไม่ได้แถลงนโยบายเลย ไม่ได้พูดถึงโรงเรียนเอกชนว่าให้เขาทําอย่างไรเลย ไม่ได้พูดถึงปอเนาะว่าให้เขาทํา อย่างไรเลย ทิศทางเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏในนโยบายของรัฐบาลแล้วให้เราทําอย่างไร มีการพูดถึงทางด้านเกี่ยวกับจะให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาหรือสถาบันอาชีวศึกษานั้น ร่วมกับภาคเอกชนเข้าไปดูแล บํารุง ซ่อมแซม เข้าไปพัฒนาการต่าง ๆ แต่ผมขอเรียนว่าถ้าจะต้องการให้สถาบัน อาชีวศึกษาเข้าไปดูแลพัฒนาการต่าง ๆ นั้นรัฐหรือรัฐมนตรีจะต้องพัฒนากรมอาชีวศึกษา ให้เปึนที่เชื่อถือเสียก่อน เพราะกรมอาชีวศึกษาในขณะนี้นั้นเปึนกรมที่ค่อนข้างจะมี ปัญหามาก ผมเคยเรียนกับหลาย ๆ คนว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทางกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายที่จะผลิตคอมพิวเตอร์แจกจ่ายกับสถานศึกษาทั้งหลาย ปรากฏว่ามอบให้ สถานศึกษาทั้งหมด ๖ แห่งช่วยดําเนินการ แต่โดยข้อเท็จจริงไม่ได้เปึนอย่างนั้น โดยข้อเท็จจริงแล้วนําเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์มาจากไต้หวัน นําเข้าเครื่องปรับอากาศ มาจากไต้หวันแล้วก็มาทําทีว่าผ่านการประกอบของวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยการอาชีพ แล้วก็ส่งสิ่งเหล่านี้ไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ แต่ปรากฏว่าใช้ไม่ได้ คุณภาพต่ํา ไม่มีใคร รับรอง เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เปึนสิ่งหนึ่งในกรมอาชีวศึกษา นอกจากนั้นค่าฝ๊กซึ่งรัฐบาล ตั้งงบประมาณให้ไม่ว่าจะเปึนการฝ๊กอาชีพหลากหลาย มีอยู่หลายครั้งด้วยกันที่ผู้บริหาร บางท่านนําเอาค่าฝ๊กของเด็กเหล่านี้โดยวิธีที่แยบยลเอาไปใช้ประโยชน์ส่วนตน มีการโอน ค่าฝ๊กของเด็กจํานวนหนึ่งไปที่วิทยาลัยการอาชีพสุโขทัย แล้ววิทยาลัยการอาชีพสุโขทัย ทําทีว่าดําเนินการฝ๊กอบรมเด็ก แต่ในขณะเดียวกันนั้นมีผู้หลักผู้ใหญ่ให้โอนเงินของ วิทยาลัยการอาชีพที่ได้ไปจากค่าฝ๊กช่างฝ้มือของเด็กนี้ไปเข้าบัญชีส่วนตน ตอนนี้กําลัง มีปัญหากันอยู่ ตอนนี้กําลังเกิดฟัองร้องกันอยู่ สิ่งเหล่านี้รัฐมนตรีจะต้องดําเนินการ ปรับปรุงแก้ไขให้สถาบันอาชีวศึกษาเปึนที่เชื่อถือจึงจะสามารถบริการประชาชนได้ นี่เรื่องของกรมอาชีวศึกษา

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ศาสนานี่เราไม่น่าห่วงศาสนาอื่นหรอก ไม่ว่าจะเปึนฮินดู ไม่ว่าจะเปึนซิกข์ ไม่ว่าจะเปึนพราหมณ์ ไม่ว่าจะเปึนมุสลิม หรือเปึนคริสต์ น่าห่วงคือพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนานี้เราดูแลกัน ๓ องค์กร คือสํานักนายกรัฐมนตรี อีกแห่งหนึ่งก็คือกระทรวงวัฒนธรรม อีกแห่งหนึ่งก็คือกระทรวงศึกษาธิการ ความจริง ในสมัยที่ประชาธิปัตย์เปึนรัฐบาลนั้นเราพยายามปรับองค์กรสงฆ์ให้เปึนที่พึ่งของ พุทธศาสนิกชนอย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะปรับนิตยภัตของพระ ไม่ว่าจะเปึนการศึกษาของสงฆ์ ทั้งมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เราพยายามทําให้เปึนเอกภาพและรับรองปริญญาตรีการศึกษาของสงฆ์ด้วย นี่คือสิ่งที่ เราทําเอาไว้ แต่ในขณะนี้นั้นสงฆ์กําลังถูกแบ่งแยกออกเปึนส่วน ๆ จึงเปึนเรื่องที่ต้องให้ รัฐบาลนี้ดําเนินการแก้ไขให้สําเร็จ คิดว่าสร้างบุญ คิดว่าสร้างกุศลให้กับรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมจึงขอสิ่งเหล่านี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐบาลชุดนี้ ได้ดําเนินการ ส่วนคุณธรรมและจริยธรรมนั้นถ้าจะพูดก็ยืดยาวเวลามีจํากัด ถ้ามีโอกาส ในวันข้างหน้ามีโอกาสที่จะพูดจะคุยกันเรื่องคุณธรรม จริยธรรมทําไมจึงล้มเหลว ทําไม จึงเกิดปัญหามากมายนั้นมีสาเหตุในประการใดบ้างก็จะได้พูดกัน วันนี้ผมขอแค่นี้ หมดเวลาครับ ขอบคุณครับ