สมหมาย ปาริจฉัตต์ อภิปรายเรื่องนโยบายของรัฐบาล โดยวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจนว่านโยบายที่รัฐบาลแถลงมีความล้าหลังกว่าร่างนโยบายที่ร่างมาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสนับสนุนการเมืองภาคพลเมืองและการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศและกลไกการตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของภาคพลเมือง และการแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัย นโยบายแก้ปัญหาความยากจน รวมถึงมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรม การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และสื่อสารมวลชน
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สมหมาย ปาริจฉัตต์ สมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ ส.ว. ในฐานะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของ สนช. นะครับ อยากจะกล่าวว่าผมค่อนข้างโชคดีที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เข้ามาในช่วงนี้พอดี ประเด็น ที่ผมใคร่จะเรียนอภิปรายในเรื่องนโยบายของรัฐบาล หมวด ๘ ว่าด้วยนโยบาย การบริหารจัดการที่ดี จริงอยู่ผมยอมรับว่าการอภิปรายครั้งนี้เปึนการอภิปรายนโยบาย ตัวจริงที่รัฐบาลได้แถลงเมื่อวานนี้ ไม่ได้เปึนการอภิปรายร่างนโยบายหรือพิมพ์เขียว นโยบายที่ร่างมาก่อนหน้านี้ ถ้านโยบายที่รัฐบาลแถลงมีความก้าวหน้า มีความทันสมัย และพัฒนาไปกว่าร่างนโยบายที่ร่างมาก่อนหน้านี้ผมก็จะไม่อภิปราย แต่เมื่อได้พบ ข้อเท็จจริงแล้วเนื่องจากว่าพบว่านโยบายที่ได้มานําแถลงนั้นกลับล้าหลังกว่านโยบาย ที่เปึนตัวร่างเสียอีก นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านสมาชิกทั้งหลายได้ทราบว่า ทําไมถึงเปึนเช่นนั้น ร่างนโยบายรัฐบาลฉบับที่ตีตรารับมาเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ท่านสมาชิกอาจจะไม่ได้เห็นตัวนั้น แต่ในคณะรัฐมนตรีผมเชื่อว่า ท่านเห็นทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบุไว้มี ๔ ส่วนด้วยกัน ในหมวด ๘ ส่วนแรกว่าด้วย ประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนที่ ๒ ว่าด้วยกฎหมายและการยุติธรรม ส่วนที่ ๓ ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนที่ ๔ ว่าด้วยการส่งเสริมให้สื่อมวลชน ของรัฐมีสิทธิเสรีภาพ ปรากฏว่าเฉพาะส่วนที่ ๓ ว่าของเดิมในร่างนั้นมีความก้าวหน้า และทันสมัยมาก ผมใคร่จะอ่านให้ท่านสมาชิกได้ทราบนะครับ
ข้อที่ ๑ ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยคํานึงถึง ความเท่าเทียมกันของหญิงและชายในการตัดสินใจทางการเมือง ในการกําหนดนโยบาย และวางแผนเศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ในการตรวจสอบการใช้ อํานาจของรัฐทุกระดับ รวมทั้งการจัดทําบริการสาธารณะ
ข้อที่ ๒ ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งทางการเมืองและสนับสนุน กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง เพื่อช่วยเหลือการดําเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการดําเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่าย ทุกรูปแบบให้สามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอความต้องการของชุมชนในพื้นที่
ข้อที่ ๓ สนับสนุนการศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาการเมือง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข ทั้งส่งเสริม ให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม นโยบายการมีส่วนร่วมของประชาชน อยู่ในหัวข้อ ๘.๓ ปรากฏว่าพอถึงฉบับที่เปึนจริงที่ท่านแถลงทั้งหมด ท่านตัดส่วนนี้ออกไป ทั้งหมดเลย นี่เปึนความเสียดายอย่างยิ่ง ผมถึงเห็นว่านโยบายฉบับตัวจริงกลับล้าหลัง กว่าฉบับที่เปึนตัวร่าง จริงอยู่ท่านอาจจะเขียนไว้ในคําอารัมภบทในช่วงต้นว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันได้ให้ความสําคัญแก่บทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา ประเทศ และกลไกการตรวจสอบการดําเนินงานของภาครัฐเพื่อให้อยู่ในกรอบแนวทาง ของการบริหารประเทศตามหลักธรรมาภิบาล รัฐบาลตระหนักถึงความสําคัญดังกล่าว และจะยึดเปึนแนวทางในการดําเนินงานของรัฐบาล เมื่อรัฐบาลตระหนักในเรื่องเหล่านี้ แล้วเหตุไฉนท่านจึงตัดหมวด ๘.๓ ไปเสีย นี่เปึนสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่งเมื่อตระหนัก อย่างนั้น สาเหตุที่ผมหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะเห็นว่ามันอาจจะมีผลกระทบต่อ การสนับสนุนการเมืองภาคพลเมือง การเมืองตามท้องถนน การเมืองที่ท้องสนามหลวง ซึ่งพวกเราก็เห็นว่าเปึนสิ่งสําคัญที่เราเติบโตขึ้นมาขนาดนี้ การเมืองบนท้องถนน การเมือง ภาคประชาชน การเมืองภาคพลเมืองมีความสําคัญ ถ้าเราให้ความสําคัญกับบทบาท การมีส่วนร่วมนั้นก็จะทําให้มีความเข้มแข็งเมื่อถ่วงดุลการเมืองในระบบรัฐสภา นี่คือ ประเด็นที่ผมอยากจะเน้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันมีกฎหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็ร่างมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว ก่อนรัฐบาลที่แล้วอีก โดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ พ.ร.บ. การมีส่วนร่วมของประชาชนร่างแล้วร่างอีกจนขณะนี้ยังไม่สามารถผลักดันมาเปึน กฎหมายได้ อันนี้เปึนประเด็นหนึ่งที่จะเรียนฝากท่านรัฐบาลนะครับ
อีกประเด็นหนึ่ง กฎหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอันนี้ด้วยก็คือกฎหมาย พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร กฎหมายฉบับนี้ในท้ายร่างนโยบายรัฐบาลไม่ได้พูดถึงอย่างจริงจัง และเปึนรูปธรรม ในสมัยป้ ๒๕๔๔ มีการระบุไว้ในท้ายนโยบายชัดเจน แต่เวลาผ่านไป เปึนเวลาอันยาวนานกฎหมายฉบับนี้ก็ไม่ได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัย นี่ประเด็นหนึ่ง เกี่ยวข้องกับนโยบายการมีส่วนร่วมของภาคพลเมือง
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมห่วง ที่หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาก็กลัวว่าถ้ารัฐบาลไม่เอา จริงจังในการสนับสนุนการเมืองภาคพลเมืองแล้ว การเกิดขึ้นของสภาพัฒนาการเมือง ที่มีพระราชบัญญัติออกมาแล้วจะไม่เปึนไปตามวัตถุประสงค์ ทําให้การเมืองมีความเข้มแข็ง มากยิ่งขึ้น ระบบถ่วงดุลมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น นี่เปึนประเด็นที่ผมเปึนห่วงนะครับ ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับบทบาทของท่านประธานรัฐสภาด้วย เนื่องจากในบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ. สภาพัฒนาการเมือง กําหนดให้ท่านประธานรัฐสภามีบทบาทในการเสนอผู้ที่ จะมาเปึนประธานสภาพัฒนาการเมืองฉบับชั่วคราว ก็ฝากอันนี้ไว้เปึนประเด็นแรก ที่อยากจะฝากรัฐบาลไว้นะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะกล่าวถึงก็คือ นโยบายว่าด้วยการแก้ปัญหา ความยากจน ซึ่งในนโยบายรัฐบาลเขียนไว้ชัดเจน ระบุชัดเจนเลยว่ารัฐบาลจะปรับปรุง ระบบภาษีและการจัดเก็บภาษีให้มีความเปึนธรรม มีประสิทธิภาพ ในหัวข้อ ๓.๑.๒ ประเด็นอยู่ที่ว่าท่านเขียนไว้และพูดในเชิงหลักการกว้าง ๆ ประเด็นนี้ไม่เห็นเปึนรูปธรรม เท่าที่ควร จริงอยู่รัฐบาลพยายามใช้นโยบายที่กระตุ้นให้เกิดการใช้การจ่ายเพื่อให้คนยาก คนจนมีโอกาสในการทํามาหากิน มีรายได้มากขึ้น ทิศทางหลักในการกําหนดนโยบาย เศรษฐกิจเพื่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในมิติของการสร้างความเปึนธรรม ที่เปึนรูปธรรม ไม่เห็นในความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องภาษี ที่ท่านได้บอกว่า จะเก็บภาษีให้เกิดความเปึนธรรมและมีประสิทธิภาพนั้น คําถามคือว่า ภาษีอะไร จะเก็บ เมื่อไร จะทําในรัฐบาลนี้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีที่กระทรวงการคลังได้ศึกษา มาแล้วหลายยุคหลายสมัย เมื่อเช้าท่านอาจารย์สังศิต สมาชิก สนช. ก็ได้พูดถึงภาษี ทรัพย์สินที่ใช้คําว่า ภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้าง กระทรวงการคลังศึกษามานานแล้วนะครับ จนบัดนี้ยังไม่มีการผลักดันออกมาอย่างเปึนรูปธรรม อีกฉบับหนึ่งคือภาษีมรดก ซึ่งเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดความเปึนธรรม ระหว่างประชาชนคนยากคนจน ลดช่องว่าง ระหว่างคนมีคนจนเจตนาอยู่ตรงนั้น ไม่สามารถผลักดันออกมาได้สําเร็จ ฉะนั้น ความเปึนรูปธรรมของนโยบายตรงนี้ท่านตอบยืนยันกับสมาชิกกับพี่น้องประชาชน ได้ไหมครับว่า ภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้าง และภาษีมรดกนั้นท่านมีนโยบายอย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เปึนธรรมในสังคม นี่ประเด็นที่ ๒ ผมใคร่จะกราบเรียนนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งอยู่ในหมวดเดียวกัน หมวด ๘ นะครับ ข้อ ๘.๑.๕ ข้อที่ ท่านเขียนว่า เสริมสร้างมาตรฐานด้านคุณธรรมและจริยธรรมให้กับข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ และพัฒนาความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ พร้อมทั้งปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างจริงจัง เพื่อให้ราชการเปึนที่เชื่อถือไว้วางใจแก่ประชาชน ประเด็นที่ผมใคร่จะเสนอแนะเพิ่มเติม จริงอยู่คําว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ นั้น ตามกฎหมาย ป.ป.ช. นิยามคําว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ นั้น รวมหมายถึงผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองด้วย แต่นโยบายข้อนี้ถ้าอ่านกันชัดก็จะเน้นไปที่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควรจะเน้น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองรวมทั้งภาคเอกชนด้วยให้ชัดเจน อย่างเช่นรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเขียนชัดนะครับว่า มาตรา ๒๗๙ มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภทให้เปึนไปตามประมวล จริยธรรมที่กําหนดขึ้น ฉะนั้นรัฐธรรมนูญจํากัดให้เห็นชัดทั้งผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แล้วในส่วนของภาคเอกชนก็เช่นเดียวกัน ฉะนั้นถ้ารัฐบาลให้ความสําคัญเกี่ยวกับ เรื่องมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมนั้น โดยเน้นไปที่พวกเราด้วยกันเอง สมาชิกที่เปึน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง รวมทั้งภาคเอกชนด้วยให้มีธรรมาภิบาลมากขึ้น แล้วเคร่งครัดเข้มงวดกับพวกเราเองจะเปึนประโยชน์และเกิดภาพลักษณ์ที่ดี มิฉะนั้น เราจะพบว่าเราจะมุ่งเน้นการควบคุมจริยธรรม สร้างมาตรฐานทางคุณธรรมแก่ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเปึนหลัก ขณะที่พวกเรากันเองเราอาจจะละเลยไม่เข้มงวดต่อ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง นี่เปึนประเด็นที่อยากจะฝากไว้ให้เกิดความชัดเจน และเน้นว่า เราควรจะมาเน้นกระบวนการทําให้มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองนั้นมีความเข้มข้นไม่น้อยกว่าการที่เราจะไปกํากับควบคุมข้าราชการซึ่งเขา เปึนผู้ใต้บังคับบัญชาเปึนผู้ที่ต้องปฏิบัติตามนโยบาย มีวินัย มีระเบียบปฏิบัติเข้มงวด อยู่แล้ว ซึ่งน่าเห็นอกเห็นใจ แต่พวกเรากันเอง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้นเปึน สิ่งสําคัญ ถ้าเราเริ่มเสียตรงนี้ก็จะเปึนแบบอย่างแก่ข้าราชการ เขาก็ให้ความเชื่อถือ พี่น้องประชาชนให้ความเชื่อถือว่าเราเข้มงวดในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม กลไกที่ทําให้ คุณธรรม จริยธรรมเกิดผลในทางปฏิบัติ อยากให้รัฐบาลและสภาเน้นตรงนี้ให้เกิดความเปึนจริง ผมทราบว่ามีการร่างมาตรฐานทางคุณธรรม จริยธรรมทุกยุคทุกสมัย ทั้งของ ส.ส. ส.ว. สนช. แต่เวลาเกิดปัญหาในการปฏิบัติผลบังคับใช้นั้นไม่สามารถดําเนินงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ถ้ารัฐบาลเขียนไว้ในนโยบายให้ชัดเจนว่าจะมุ่งเน้นตรงนี้ มุ่งเน้นไปที่ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้น ผมว่าจะเปึนสิ่งที่เกิดประโยชน์
อีกประเด็นหนึ่งประเด็นสุดท้ายที่ผมใคร่จะฝากไว้ในเรื่องการปัองกัน และปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบของข้าราชการ ในช่วงระยะหลังนั้นจะพบว่า ความตื่นตัวของประชาชน องค์กรประชาชนในการที่จะทําหน้าที่ติดตามตรวจสอบเกี่ยวกับ การทุจริตคอร์รัปชันนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถ้ารัฐบาล สมาชิกให้ความสนใจส่งเสริม สนับสนุนภาคประชาชนทําหน้าที่ตรงนี้ก็จะทําให้กระบวนการตรวจสอบมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น รัฐบาลบางสมัยเขียนไว้ในนโยบายเลยนะครับ สนับสนุนภาคประชาชน องค์กรประชาชนทําหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบการทุจริตและคอร์รัปชัน แต่เวลา ก็ผ่านเลยไปไม่ได้เกิดการปฏิบัติที่เปึนจริง ฉะนั้นใคร่จะเรียนฝากฝ์ายบริหารและเพื่อนสมาชิก ทุกท่านว่าการเกิดขึ้นของ ป.ป.ช. ภาคประชาชนนั้นเกิดขึ้นเปึนรูปเปึนร่างแล้ว เพียงแต่ ไม่มีกฎหมายรองรับชัดเจน ที่มีกฎหมายรองรับชัดเจน ป.ป.ช. กฎหมายออกแล้ว ป.ป.ท. ซึ่งท่านก็ทราบในการปัองกันและปราบปรามในส่วนข้าราชการตั้งแต่ระดับ ๘ ลงมาเปึนต้นไป ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวขององค์กรในส่วนของที่เปึนประชาชนองค์กร ต่าง ๆ ได้เข้ามาสนับสนุนส่งเสริมในการติดตามประเด็นการคอร์รัปชันของผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองของข้าราชการ แม้กระทั่งของเอกชนด้วยกันเอง การเคลื่อนไหว ของ ป.ป.ช. ภาคประชาชนมีประสิทธิภาพจนกระทั่งให้หน่วยงานของรัฐสามารถดําเนินคดี แม้แต่ภาคเอกชนที่หลบเลี่ยงภาษีเกิดขึ้นแล้ว ก็ใคร่จะฝากรัฐบาลไว้อย่าดูแคลนการเมือง ภาคพลเมือง ภาคประชาชน ให้ความสําคัญเถอะครับ ดึงนโยบาย ข้อ ๘.๓ ข้อเดิม กลับคืนมา ส่วนข้อ ๘.๔ เปึนประเด็นข้อสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากไว้เกี่ยวกับสื่อสารมวลชน ผมก็เสียดายอยู่ นโยบายของรัฐบาล ตัดข้อ ๘.๓ เดิม เอาข้อ ๘.๓ ใหม่มาใส่เขียน ข้อความว่าอย่างนี้ ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ และสื่อสาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวาง ถูกต้อง เปึนธรรม รวดเร็ว อันนี้เปึนนโยบาย ตัวจริง แต่ฉบับร่างนะครับ ข้อที่ ๘.๔ ซึ่งกลายมาเปึน ๘.๓ นั้น เขียนไว้อย่างนี้นะครับ ท่านดูความเปึนรูปธรรมและความชัดเจนอันไหนจะดีกว่ากัน ของเดิมเขียนไว้ว่า ส่งเสริม ให้สื่อสารมวลชนของรัฐและเอกชนมีสิทธิเสรีภาพในการรับรู้กิจการของรัฐและการดําเนินงาน ของเจ้าหน้าที่รัฐในกรอบของกฎหมาย มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพ ในการเผยแพร่ข่าวสารอย่างเที่ยงตรงเปึนธรรมและรวดเร็ว เสียดายครับ มีความชัดเจน เปึนรูปธรรม ระบุถึงการยอมรับเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชนของรัฐและเอกชน มากกว่านโยบายตัวจริงที่ท่านเขียนไว้ในข้อ ๘.๓ ผมจึงเรียนฝากไว้ นําข้อ ๘.๔ เดิมมา ปฏิบัติเถอะครับ ถึงแม้ท่านจะแก้ข้อความไม่ได้ แต่ท่านต้องนําไปสู่การปฏิบัติแล้วจะมี ความเปึนรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ยอมรับว่าบทบาทของสื่อสารมวลชนนั้นเปึน บทบาทที่จะทําหน้าที่ในการถ่วงดุลติดตามตรวจสอบ ถ้าสื่อสารมวลชนไม่รับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง สังคมก็ควบคุม ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองก็ควบคุม ข้าราชการ ควบคุมโดยกฎหมายและโดยจริยธรรม คุณธรรม ประเด็นที่ผมใคร่จะฝากไว้และเบื้องหลัง การถ่ายทํานโยบายรัฐบาลมีเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ