ภัทร คําพิทักษ์ หารือเรื่องสื่อมวลชน โดยเน้นย้ำถึงความสําคัญของสื่อมวลชนในการก่อให้เกิดความปรองดองและธรรมาภิบาล ตามรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดระบบสื่อมวลชนให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของสื่อมวลชน และท่าทีต่อความเป็นจริงของนายกรัฐมนตรี โดยมีความคิดเห็นที่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีท่าทีต่อความเป็นจริงที่ทำให้ผมประหลาดใจ และคิดว่าควรจะตระหนักถึงความหวังที่ฝากไว้ที่ท่านว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของบ้านเมือง
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม ภัทร คําพิทักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่ วุฒิสมาชิก ความจริงมีเรื่องหลาย เรื่องที่สามารถที่จะอภิปรายได้และผมคิดว่าเปึนประเด็น ที่น่าสนใจ เช่น นโยบายเอื้ออาทรซึ่งมีปัญหาอยู่ แล้วก็ทางรัฐบาลก็จะดําเนินการต่อ แต่ในส่วนของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ท่านประธานก็กรุณาหารือนะครับ เราก็พยายามที่จะพูดถึงข้อแนะนําต่าง ๆ ที่เราควรจะมีส่งให้รัฐบาลต่อไป เรื่องที่ผมจะพูด ต่อไปนี้เปึนเรื่องที่ท่านอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ประทานโทษที่เอ่ยชื่อท่าน ท่านได้ อภิปรายไปแล้ว จะไม่อภิปรายก็ได้ ถ้าเปึนเรื่องที่รัฐบาลถ้าทําแล้วทําดีก็คงจะไม่มีปัญหา เรื่องนั้นคือเรื่องสื่อมวลชนครับ ซึ่งเปึนเรื่องที่อยู่ในวงการวิชาชีพของผมเอง ปัญหาของ เรื่องสื่อมวลชนเปึนที่น่ายินดีที่เมื่อวานนี้ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านผู้นําฝ์ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยกันแล้วก็มีความสําคัญนะครับ ความสําคัญของการพูดคุยเมื่อวานนี้แม้ว่าจะมีการกําหนดนโยบายดังกล่าวไว้เพียง ๒ ประโยค ในข้อ ๘.๓ ความสําคัญที่ไม่ได้อยู่ในตัวอักษรก็คือว่ามีการตรวจสอบ ซึ่งกันและกัน และเปึนเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอันนี้เปึนเรื่องที่มีความสําคัญมาก ถัดไปก็คือ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะกําหนดไว้เพียง ๒ บรรทัด ในเรื่องนโยบายดังกล่าว แต่ผม ขอเรียนว่ามันมีอยู่ ๓ ประเด็นที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลก็คงจะต้องให้ความสนใจมาก เปึนพิเศษ ๑. นโยบาย ๒ บรรทัดดังกล่าวในข้อ ๘.๓ ๒. นโยบายที่ท่านกําหนดว่าจะให้มี การสมานฉันท์ เปึนนโยบายเร่งด่วนคือสร้างความปรองดองแห่งชาติ ให้เกิดความเข้าใจ ร่วมกันของประชาชนในชาติ ให้เกิดความสมานสามัคคีเปึนอันหนึ่งอันเดียวกัน อันที่ ๓ ถ้าท่านไปดูรัฐธรรมนูญ หมวด ๓ รัฐธรรมนูญที่หลายคนในที่นี้รังเกียจว่ามันมีที่มา ที่ไม่ชอบ แต่ก็เปึนรัฐธรรมนูญที่ก่อให้เกิดการเลือกตั้งในคราวนี้ ขณะเดียวกันก็เปึน รัฐธรรมนูญที่ผมเชื่อว่า และหลาย ๆ คนก็ได้พูดว่าในหมวด ๓ ซึ่งว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนนั้น เปึนหมวดที่มีความก้าวหน้ามากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใด ๆ สิทธิที่ กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอยู่ ๑๒ ประการ ๑๒ ข้อย่อยที่อยู่ในหมวด ๓ นี้ล้วนแต่เปึน เรื่องที่ก้าวหน้า ทั้ง ๓ ประการทั้งหมดนี้จะต้องอาศัยเรื่องสื่อมวลชนเปึนตัวขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นนโยบายไม่ว่าท่านจะเขียนอยู่เพียง ๒ บรรทัดหรือไม่ก็ตาม หากเจตนารมณ์ ของรัฐบาลจะบริหารบ้านเมืองโดยมุ่งหวังให้เกิดความปรองดอง มุ่งหวังให้เกิดธรรมาภิบาล ตามรัฐธรรมนูญตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวต่อที่ประชุมนี้ไปเมื่อวาน ท่านต้องอาศัย ทั้ง ๓ ประการ และอาศัยสื่อมวลชนเปึนเสาหลัก ที่สําคัญปรัชญาที่เหนืออื่นใด ท่านทูตวิทย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกท่านหนึ่งท่านได้พูดไปเมื่อวานแล้วครับ ท่านว่า สื่อมวลชนเปึนเสาหลักอันหนึ่งที่จะพัฒนาประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น หลายท่านพูดถึง ความเปึนประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งคราวนี้ แต่ผมคิดว่าถ้าเรายังไม่ได้ทําความเข้าใจ ในเรื่องบทบาทของสื่อมวลชนมากพอ เราก็คงไม่อาจจะวางเสาหลักที่ก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในเรื่องเปึนประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึง เรื่องสื่อมวลชนค่อนข้างมากหลังจากที่ท่านได้เข้ารับตําแหน่ง แม้ว่านโยบายจะกําหนดไว้ สั้นเพียงนิดเดียวและไม่ได้เปึนนโยบายที่เร่งด่วน แต่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กําหนดเรื่องนี้ ในที่สาธารณะเสมือนเปึนเรื่องเร่งด่วน ขณะเดียวกันท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในเชิงที่จะจัดระบบสื่อมวลชนบ้าง จัดระเบียบสื่อมวลชนบ้าง ประเด็นดังกล่าวก่อให้เกิดความสับสนแล้วก็เกิดความคลางแคลงใจในหมู่สังคม และในหมู่สื่อมวลชนพอสมควร ทั้ง ๒ ท่านที่ได้กล่าวไปแล้วนี้ในส่วนของท่านนายกรัฐมนตรี ผมเห็นด้วย แล้วก็ขอเรียนตามตรงเลยว่าสนับสนุนท่านถ้าหากจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ให้เปึนที่ยอมรับมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามความไม่ชัดเจนจากที่ ทั้ง ๒ ท่านได้กล่าวในที่สาธารณะนี้เองทําให้เกิดความคลางแคลงใจขึ้นในสังคม ไม่ต้อง ไปโทษอื่นใดนะครับ แล้วก็ไม่ต้องไปย้อนดูด้วยว่าสมัย ๖ ตุลาคมนั้นใครป่ดหนังสือพิมพ์ ที่มีวิวาทะไปเมื่อวานนี้ เพราะว่าสิ่งที่ป่ดหนังสือพิมพ์นั้นจะเปึนมือที่มองไม่เห็นเหมือนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดบ่อย ๆ แต่มันเปึนมือที่มองไม่เห็นในสมัย ๖ ตุลาคมหรือไม่ นั่นเรื่องหนึ่ง แต่ภาพหลอนของคนมีอยู่ ๒ ประการ ๑. ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลทุกชุดที่ เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินมักจะใช้สื่อของรัฐเปึนเครื่องมือของพรรคการเมือง ข้อนี้เมื่อคืนท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีได้ออกโทรทัศน์เพื่อชี้แจงในเรื่อง การจัดระบบสื่อ พิธีกรทางสถานีโทรทัศน์ก็ได้ถามท่านว่าจะเอาพนักงานไอทีวี (iTV) เข้ามาทํางานในสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ใช่หรือไม่ และแค่นี้จะเปึนการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ช่อง ๑๑ ได้รับความสนใจมากขึ้นหรือเปล่า คําถามของท่านพิธีกรดังกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นว่าความรู้สึกนึกคิดและความหวาดผวาของคน ของข้าราชการก็ดี ของประชาชนก็ดี ในการที่พรรคการเมืองมักจะเอาสื่อของรัฐไปเปึนสื่อของพรรคการเมืองนั้น ยังมีอยู่ในหมู่ของประชาชนและหมู่ของข้าราชการ ขณะเดียวกันความคลางแคลงใจ ของสื่อมวลชนเองย่อมเกิดขึ้น เพราะว่าเรามีประสบการณ์โดยตรงในเรื่องนี้ตลอดมาว่า รัฐบาลใด ๆ ก็ตามที่ขึ้นมามักจะพยายามควบคุมสื่อมวลชน ท่านทั้งหลายครับ ผมคิดว่า การเปลี่ยนแปลงหรือเจตนารมณ์ของรัฐบาลนั้นจะไม่เปึนปัญหาเลยถ้าได้วางอยู่บน หลักสําคัญประการหนึ่งก็คือว่า การเปลี่ยนแปลงหรือการปรับปรุงต่าง ๆ นั้น หรือ ๓ ข้อที่ว่า ได้แก่นโยบาย ๘.๓ การปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหมวด ๓ และในเรื่อง ของรัฐธรรมนูญ นโยบายเร่งด่วนของท่านเรื่องปรองดองแห่งชาติ ๓ ประการนี้ถ้าวางอยู่ บนหลักของที่ว่าให้เปึนเสรีภาพของประชาชน โดยนําหน้าโดยเสรีภาพของสื่อมวลชนแล้ว ปัญหาต่าง ๆ จะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่รัฐบาลจะทํา ผมคิดว่าน่าจะพิจารณาอยู่ใน ๒ ประการ ก็คือด้านหนึ่งเปึนการเปลี่ยนแปลงในทางด้านโครงสร้าง ๒. เปึนการเปลี่ยนแปลง ในทางด้านทัศนคติ ผมรับฟัง สดับตรับฟังสิ่งที่รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีท่านได้พูดถึงเรื่องการจัด ระบบสื่อ ในรอบสัปดาห์ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมทั้งสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดต่อ ที่สาธารณะแล้ว ผมคิดว่าประเด็นที่ท่านพูดถึงนั้นจะเน้นหนักไปทางด้านทัศนคติมากกว่า ท่านพูดถึงการเพิ่มตัวละครมากขึ้น ผู้เล่นมากขึ้นในวงการสื่อมวลชน เพื่อที่จะให้มี ความเปึนกลาง เปึนธรรม ความเปึนกลางและเปึนธรรมนี้ถ้าพูดไปก็อาจจะเปึนปัญหา ที่ถกเถียงกันไปอีกว่า ถ้าเปึนความเปึนกลางและเปึนธรรมในทรรศนะของท่านนายกรัฐมนตรี นี้จะมีความเปึนกลางและเปึนธรรมในสายตาของคนอื่นหรือไม่ เมื่อคืนก็มีคนถามว่า เมื่อจัดเวลาให้ฝ์ายรัฐบาลแล้วจะจัดเวลาให้ฝ์ายค้านหรือเปล่าอย่างนี้เปึนต้น อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเรื่องทัศนคติปล่อยมันไปเถอะ มีการตรวจสอบจากสื่อ มีการตรวจสอบจากผู้อ่าน มีการตรวจสอบจากสังคมเอง แต่สิ่งที่รัฐบาลควรจะให้ความสนใจเปึนพิเศษก็คือ การปรับปรุงในเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งกําลัง จะหมดอายุในไม่กี่วันข้างหน้านี้ ในรอบป้ที่ผ่านมาจะเปึนบรรยากาศของคณะปฏิวัติ หลายคนรังเกียจว่าไม่เปึนประชาธิปไตย แต่ผมขอเรียนท่านอย่างหนึ่งว่าสภานิติบัญญัติ แห่งชาติได้มีการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน และสิทธิ ของสื่อมวลชนไปมากทีเดียว เราได้ยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวข้องและเปึนโซ่ตรวนของ การจํากัดเสรีภาพของหนังสือพิมพ์อย่างน้อย ๕ ฉบับ คือ พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๕ พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๘ ประกาศ คณะปฏิรูปการปกครอง ลงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และคําสั่งคณะปฏิรูปการปกครอง แผ่นดิน ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ บางฉบับออกในสมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีในยุค ปัจจุบันเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หนึ่งในฉบับนั้นเปึนการประกาศให้ ๕ บุคคลได้มีหน้าที่ในการเซนเซอร์ (Sensor) ข่าว เราได้ยกเลิกกฎหมายเหล่านี้ ได้ออก พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ซึ่งจัดระบบสื่อมวลชน ทางวิทยุและโทรทัศน์ใหม่ ในระยะต่อไปรัฐบาลชุดนี้จะทําหน้าที่สําคัญต่อไปอีกคือจัดสรร เรื่อง กสทช. ซึ่งจะเปึนคนที่ให้สัมปทานสื่อรายต่อ ๆ ไปในอนาคต นี่เปึนเหตุผลที่ว่าทําไม ท่านเขียนนโยบายน้อยเกินไปแล้วจึงถูกท้วง เพราะท่านกําลังจะทําหน้าที่ที่สําคัญครับ
ประการถัดไป แม้ว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะได้ยกเลิกกฎหมายที่เปึน อุปสรรคต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนไปพอสมควร แต่ก็ยังมีกฎหมาย อีกหลายฉบับที่เปึนปัญหาอยู่ ซึ่งผมคิดว่าถ้ารัฐบาลพยายามจะจัดระบบท่านนายกรัฐมนตรี กําลังจะจัดระบบควรจะนําไปพิจารณา กฎหมายเหล่านั้นมีอะไรครับ พ.ร.บ. บริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งให้อํานาจรัฐในการเซนเซอร์ข่าว พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ซึ่งป่ดปาก สื่อมวลชนไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์หรือการนําเสนอพระสงฆ์ที่ไม่ได้เปึนพระสงฆ์ที่แท้จริง ทําผิดพระธรรมวินัย อย่างนี้เปึนต้น มีกฎหมายอีก ๒–๓ ฉบับ ซึ่งผมคิดว่าถ้าทางรัฐบาล ได้ให้ความสนใจในการจัดระบบสื่อแล้วมาแก้ไขตรงนี้เสีย ท่านเองก็จะได้รับการสรรเสริญว่า จะเปึนคุณูปการ แล้วก็เปึนผู้ที่ริเริ่มที่ก่อให้เกิดความมั่นคงในหมู่ของสื่อมวลชนและนําไปสู่ ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามมีกรอบอยู่ ๒–๓ ประการที่ผมคิดว่าผมใคร่จะ เสนอแนะท่านรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีไว้ ประกอบการพิจารณาเพื่อที่ท่านจะได้ดําเนินการเรื่องนี้ต่อไป ความทั้งหมดนั้น ผมขอเรียนว่าถ้าท่านได้ทําตามที่ว่าแล้วปัญหาเรื่องการปรับปรุงเรื่องสื่อมวลชนก็คงจะ ไม่มีอุปสรรคอะไรนัก
ข้อแรก ผมคิดว่าท่านต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ในช่วงที่ เริ่มต้นที่ท่านพูดถึงเรื่องการจัดระบบสื่อ จัดระเบียบสื่อ ผมเรียนตามตรงว่าท่านไม่ได้ดู กฎหมายเลยครับ ซึ่งน่าตกใจว่าท่านที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้ดูกฎหมาย ท่านพูดถึงเรื่องสถานีโทรทัศน์ สื่อสาธารณะ พูดถึงการจะเข้าไปมีส่วนร่วมอะไรต่าง ๆ ซึ่งผมขอเรียนว่ากฎกติกาต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร เพราะฉะนั้นขอให้ท่านดูรัฐธรรมนูญเอาไว้
ข้อที่ ๒ เรื่องของความโปร่งใส เนื่องจากการจัดระบบสื่อต่อไปนี้จะมี การให้สัมปทานเรื่องโทรทัศน์และวิทยุต่อไป ผมขอเรียนว่าถ้าท่านทําด้วยความโปร่งใส ไม่ได้เอาพรรคเอาพวกเพียงแต่ลําพัง เรื่องนี้จะผ่านไปได้แล้วก็เปึนไปได้ด้วยดีครับ แต่ถ้าในทางตรงกันข้ามผมคิดว่าปัญหานี้จะเปึนปัญหาที่หนักหน่วงสําหรับรัฐบาล โดยรวมต่อไป
ข้อที่ ๓ ท่านควรจะคํานึงถึงการมีส่วนร่วมครับ ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ ในห้องนี้โดยเฉพาะที่มาจากพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งพยายามที่จะประกาศว่าจะจัดระบบสื่อเอง ท่านคงเจ็บปวด ในช่วงที่ท่านได้อยู่ในบรรยากาศของการรัฐประหาร ผมคิดว่าทุกท่านที่เข้ามาเปึนรัฐบาล แล้วออกไปเปึนฝ์ายค้าน หรือออกไปโดยที่ไม่มีตําแหน่งมักจะเจ็บปวดเสมอในเรื่องของ สื่อมวลชน เพราะอะไรครับ เพราะใครเข้ามาก็ใช้สื่อของรัฐมาเปึนกระบอกเสียงของตนเอง และย่ํายีคนอื่น ผมขอเรียนแนะนําว่าท่านแปลพลังของความเจ็บปวดไปสู่ความถูกต้อง เถอะครับ แปลในสิ่งที่ถูกทําให้มันเกิดขึ้น อย่าได้ไปซ้ํารอยในอดีตของความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นมาจะโดยรัฐบาลใดก็ตาม เอาสื่อที่ถูกต้องไปเปึนสื่อของคนอย่างแท้จริง เราจะทําได้อย่างไรครับ เราจะทําได้ก็โดยให้ทุกฝ์ายได้เข้าถึงสื่อและใช้สื่อมวลชน อย่างทั่วถึง สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้น กระบวนการที่มีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นนี้ มีอยู่ในสถานีโทรทัศน์สาธารณะ มีสภาผู้ชม มีกระบวนการสรรหา คณะกรรมการบริหาร แต่กระบวนการที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึง และรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี พูดถึงว่าจะจัดระบบสื่อนั้น ผมเรียนตามตรงว่าไม่มีหลักประกันให้กับสาธารณชนเลย ไม่มีกระบวนการที่ว่าเลย ถ้าท่านพูดถึงกระบวนการนี้สังคมจะอุ่นใจมากขึ้นครับ
ข้อที่ ๔ ประชาชนจะต้องมีส่วนกํากับดูแลมีการประเมินผลทีวีสาธารณะ ขึ้นต่อรัฐสภา มีการประเมินผล เพราะฉะนั้นกระบวนการเหล่านี้ต้องใส่เข้าไปในสิ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีจะทําต่อไปครับ
ข้อสุดท้าย เรื่องท่าทีต่อความเปึนจริงครับ เรื่องนี้มีความสําคัญค่อนข้างสูง ท่านนายกรัฐมนตรีมีท่าทีต่อความเปึนจริง ซึ่งน่าประหลาดใจนะครับ ในขณะที่ท่านให้ สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศถึงเรื่องเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ว่ามีผู้เสียชีวิตเพียง ๑ คน สื่อได้เอาภาพข่าวมาลง ท่านก็ยังยืนยันอยู่เหมือนเดิม ท่าทีที่ท่านได้ใช้ในสภาเมื่อวาน ก็คือท่านสาบานครับ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เปึนเรื่องที่น่าประหลาดใจสําหรับผม ผมคิดว่า สําหรับผมแล้วผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีควรจะตระหนักประการหนึ่งก็คือว่า ตอนนี้ สังคมฝากความหวังไว้ที่ท่านว่า การที่ท่านเปึนตัวของตัวเองมากขึ้น ๆ สังคมแบกความหวัง หวังว่าท่านจะเปลี่ยนแปลง ตัวท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็เปลี่ยนแปลง ท่านประกาศว่า ท่านจะเปลี่ยนแปลงนะครับ อันนี้เปึนภาพที่ทับซ้อนกันอยู่ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ ในฐานะที่เปึนสื่อมวลชนและเปึนส่วนหนึ่งของรัฐสภานี้ก็คือว่า ด้านหนึ่งมีบรรยากาศ ของชัยชนะของการเลือกตั้ง ของความฮึกเหิมว่าได้ชัยชนะจากการเลือกตั้งจากประชาชนมา อีกด้านหนึ่งมีความหวังฝากไว้กับตัวท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะนําไปสู่ กระบวนการสมานฉันท์อย่างแท้จริง ท่านนายกรัฐมนตรีจะเปึนตัวของตัวเองไม่เปึน นอมินี (Nominee) ของใคร แล้วก็ทําให้เกิดการเปลี่ยนผ่านบ้านเมืองไปในทางที่ถูกต้องได้ ๒ ส่วนนี้มันค่อนข้างที่จะขัดกันนะครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีมีท่าทีต่อความเปึนจริง โดยที่ลืมไปว่าท่านแบกความหวังของคนว่าท่านกําลังเปลี่ยนแปลงและจะนําไปสู่ การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของบ้านเมืองแล้ว ผมว่ามันเปึนปัญหาครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ทําแบบนี้คนก็จะสงสัยว่าเวลาท่านบริหารราชการแผ่นดินท่านรับฟังข้อมูลแบบไหน ท่านตัดสินใจด้วยการใช้ข้อมูลแบบไหน ผมเองผมคงไม่มีสติปัญญาที่จะไปแนะนําท่านได้ เพราะว่าผมอายุน้อยกว่าท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสียอีกนะครับ ผมก็ได้เอามาทบทวนดูว่าถ้าเปึนผม ผมจะทําอย่างไร ประการเดียวที่ผมคิดว่าผมจะทําได้ ถ้าผมเปึน ซึ่งคงไม่มีโอกาสและไม่มีวาสนา เพียงแต่ทบทวนเพื่อที่จะเรียนรู้ตัวเอง ผมคิดว่า สังคมไทยให้โอกาสครับ ผิดแล้วเราขอโทษได้ ผมเคยพูดผิดหลายอย่างผมก็ขอโทษ สื่อมวลชนเขียนผิดก็ลงคําขอให้อภัย แล้วเราก็ผ่านไปได้ด้วยดี ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรี ก็คงมีวิจารณญาณของท่าน แต่ผมคิดว่าถ้าท่านมีท่าทีต่อความเปึนจริงในทางที่นึกถึง ความคาดหวังของคนแล้ว การเปลี่ยนผ่านต่าง ๆ จะเปึนไปได้ด้วยดีแล้วก็จะไม่มีปัญหา ขอขอบพระคุณครับ