ไตรรงค สุวรรณคีรี อธิบายหลักการ ๔ ประการในการจัดทำนโยบายเศรษฐกิจ ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายรายได้ประชาชาติ การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ และการกระจายผลผลิตอย่างเป็นธรรม โดยวิจารณ์ว่าไทยติดกลุ่มประเทศที่มีการกระจายรายได้อ่อนแอที่สุด และชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างความยากจนสัมบูรณ์กับสัมพัทธ์ รวมถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้พื้นที่เกษตรขาดแคลนน้ำและราคาน้ำมันแพงที่กระตุ้นให้ประเทศต่างๆ ซื้อสินค้าไทยเพื่อผลิตไบโอดีเซล ไตรรงค สุวรรณคีรี อภิปรายเรื่องทิศทางทางการค้าที่เปลี่ยนไปโดยพึ่งพาเอเชียมากขึ้นแทนอเมริกาและยุโรป พร้อมเสนอให้รัฐบาลแก้ไขระบบการพยุงราคาเกษตรด้วยการจ่ายโดยตรง (Direct payment) เพื่อลดการรั่วไหลของงบประมาณ และเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นสถาบันที่กำหนดนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทบต่อชาวไร
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกรัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานอยู่ในสภานี้มานานพอสมควรคงจะเคยได้ยินว่า ผมพูดอย่างน้อย ๓ ครั้งว่า การจัดทํานโยบายเศรษฐกิจจะต้องคํานึงถึงเปัาหมายทางด้านเศรษฐกิจซึ่งเหมือนกัน ทุกรัฐบาลทั่วโลกไม่ว่าจะเปึนประเทศที่เจริญแล้ว หรือว่าด้อยพัฒนา หรือแม้แต่สังคมนิยม คนที่สนใจในรายละเอียดก็ไปขอดูได้ในรายงานการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเผื่อเขายังไม่เผาทิ้งไปแล้ว แต่เข้าใจว่าทิ้งไปแล้ว เพราะว่า ๑๐ ป้เขาเผาหนหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมจึงมีความจําเปึนที่ต้องขออนุญาตท่านประธานพูดซ้ําอีกครั้งหนึ่งว่า การจัดทํานโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ๔ ประการจะขาดไม่ได้
ประการแรก เราจะต้องคิดเสียว่าเราจะให้รายได้ประชาชาติมันเพิ่ม กี่เปอร์เซ็นต์หรือประมาณเท่าไร อันนี้ต้องเปึนเปัาหมายตั้งเอาไว้
ประการที่ ๒ เพื่อที่จะให้ได้อัตราความเจริญของรายได้ประชาชาติเช่นนั้น เราจะต้องให้มีการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติที่เรามีอยู่อย่างจํากัดไม่ว่าจะเปึนดิน เปึนน้ํา เปึนคน เปึนทุน เปึนเทคโนโลยีจัดสรรมันอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ประการที่ ๓ ต้องคํานึงถึงการจัดการระบบเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ เพราะว่าถ้าเผื่อปล่อยให้หลาย ๆ อย่างมันเปลี่ยนแปลงวูบวาบมันเปึนอันตราย ต่อการดําเนินธุรกิจและการดําเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ
ประการสุดท้าย เราต้องมีเปัาหมายว่าเราจะเอาผลผลิตที่เพิ่มขึ้นหรือรายได้ ประชาชาติที่เพิ่มขึ้นนั้นกระจายไปในหมู่พี่น้องประชาชนและมีความเปึนธรรมให้มากที่สุด อย่างไร
นี่คือ ๔ ประการที่เหมือนกันทั้งโลก ผมอ่านดูนโยบายของรัฐบาลหลายเที่ยว ต้องยอมรับว่าเปึนนโยบายที่ใช้ได้ เพราะว่าได้ระบุถึงเปัาหมายเศรษฐกิจไว้ในหลายประการ ได้ย้ําถึงเปัาหมายว่าจะทําให้การเจริญทางเศรษฐกิจเปึนอย่างไร ไม่ได้พูดเรื่องการจัดสรร ทรัพยากรธรรมชาตินะครับ แต่การที่พูดว่าจะให้ ระบบเศรษฐกิจอยู่ภายใต้ระบบเสรี ปัองกันการผูกขาดทุกชนิด นั่นคือการบอกแนวทาง ในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ประการที่ ๓ คือนโยบาย ของรัฐบาลได้พูดถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีอยู่ประการเดียวครับที่ไม่พูดถึงเลย อ่านกี่เที่ยวก็ไม่พบ ไม่ได้พูดเรื่องการกระจายรายได้ของพี่น้องประชาชนเลย ทั้ง ๆ ที่ ในรัฐธรรมนูญว่าด้วยนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เขาระบุว่ารัฐบาลต้องทํานะครับ แต่รัฐบาล ไม่ได้ให้ความสนใจในบทบัญญัติอันนี้ของรัฐธรรมนูญเลย ทําเสมือนว่าการกระจาย รายได้ในประเทศไทยมันยอดเยี่ยมกระเทียมดองอยู่แล้ว หรือว่าดีที่สุดอยู่แล้ว มันไม่ใช่ครับ ท่านประธาน ผมจะวาดภาพให้ท่านประธานเห็นว่าจากการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเปึนคนไทยหรือชาวต่างชาติอย่างที่เขาตีพิมพ์กัน ปรากฏว่าประเทศไทย เปึนประเทศที่มีการกระจายรายได้ที่ติดกลุ่มเลวที่สุดในโลก เคียงบ่าเคียงไหล่กับ ประเทศในลาตินอเมริกา เคียงบ่าเคียงไหล่กับประเทศโคลัมเบีย เคียงบ่าเคียงไหล่กับ ประเทศเม็กซิโก เคียงบ่าเคียงไหล่กับประเทศอาร์เจนตินาเจ้าพ่อผู้ให้กําเนิดนโยบาย ประชานิยมด้วย ประเทศไทยเราติดกลุ่มนะครับ ติดกลุ่มเลวที่สุดในโลก ทําไมถึงติดกลุ่ม เลวที่สุดในโลก เขาคํานวณอย่างไรครับ เมื่อผมพูดถึงจุดนี้หมายความว่าเราก็มาพูด เรื่องความยากจนของพี่น้องประชาชน ต้องทําความเข้าใจเสียก่อนว่าความยากจน มี ๒ อย่าง ความยากจนสมบูรณ์หรือว่าสัมบูรณ์กับความยากจนสัมพัทธ์ เพราะผม ไม่อยากใช้ภาษาอังกฤษ ความยากจนสัมบูรณ์คืออะไร ความยากจนสัมบูรณ์ก็คือ ความยากจนที่มันจน มันจนเพราะไม่มีอะไรจะบริโภค มีอาหารกินไม่พอ มีเครื่องนุ่งห่ม ไม่พอ ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัยไม่พอ ไม่ได้มาตรฐานของความเปึนมนุษยชาติที่สมศักดิ์ศรี เรียกว่าความยากจนสัมบูรณ์ เราต้องยอมรับว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจเรามีทั้งหมด ๑๐ ฉบับ ถึงปัจจุบันนี้ได้ผลมากเลยครับ เราทําให้ความยากจนสัมบูรณ์ของพี่น้อง ประชาชนลดลงมาตามลําดับ เมื่อ ๓๐ ป้ที่แล้วคนไทย ๔๕ เปอร์เซ็นต์ที่อยู่ภายใต้เส้น ความยากจน ปัจจุบันนี้ท่านประธานทราบไหมกี่เปอร์เซ็นต์ ๑๑ เปอร์เซ็นต์เองครับ บางคนที่ไปพูดว่ามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจยิ่งพัฒนาคนยิ่งยากจน พูดก็ไม่รู้เรื่อง เราต้อง ยอมรับว่าประเทศเรามีความสําเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจป้หนึ่งเฉลี่ยแล้วประมาณ ๖–๗ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าอัตราความเจริญของชาวโลกทั้งโลกตลอดมาเปึนเวลา ๓๐–๔๐ ป้แล้ว ทั้งโลกนี่เจริญประมาณ ๒–๓ เปอร์เซ็นต์แค่นั้น แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้น กับประเทศไทยในปัจจุบันนี้คือปัญหาของความยากจนสัมพัทธ์ครับ ความยากจนสัมพัทธ์ คือการเปรียบเทียบรายได้ของประชาชนที่อยู่กันในประเทศไทยนี้ ๖๐ กว่าล้านว่า มันแตกต่างกันเท่าไร วิธีคํานวณ ท่านประธานครับ ผมเปึนคนพูดของยากให้เปึนของง่าย คนในประเทศไทยนี่เอาคนที่รวยที่สุดวางไว้ข้างบน แล้วคนที่รวยถัดลงมาก็เรียง ๆ กัน มันจะเปึนรูปพีระมิด ในที่สุดก็เปึนรูปสามเหลี่ยมพีระมิด คนจนที่สุดอยู่ข้างล่าง เราเอา คนที่รวยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ข้างบนแล้วเอารายได้ของเขารวมกันแล้วตั้งไว้กองหนึ่ง แล้วเอาคน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่ยากจนที่สุดอยู่ข้างล่างที่ฐานพีระมิด แล้วเอารายได้ของเขา ทั้งหมดมารวมกันตั้งไว้อีกกองหนึ่งเปึนกองที่ ๒ ท่านทราบไหมครับว่า กองที่ ๑ มากกว่า กองที่ ๒ กี่เท่า ปัจจุบันนี้ ๑๒ เท่านะครับ ปัจจุบันนี้ ๑๑ เท่ากว่า ๆ มันจะวิ่งอยู่ระหว่าง ๑๑ กับ ๑๕ เท่าตลอดระยะเวลามา ๒๐–๓๐ ป้แล้วไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะไม่มี คนสนใจมันจริง ๆ เพราะว่าไม่มีคนสนใจมันจริง ๆ เราถึงต้องติดกลุ่มประเทศที่มี การกระจายรายได้ที่เลวที่สุดอย่างที่ผมกราบเรียนให้ท่านประธานทราบเมื่อกี้ เพราะเรา ไม่ได้สนใจเหมือนอย่างนโยบายรัฐบาล เมื่อไม่พูดเปึนนโยบายแผนปฏิบัติการมันก็ ไม่ออกมา มาตรการก็ไม่ออกมา การกระจายรายได้เขาไม่มีวันที่จะดีขึ้น ไม่มีวันที่จะดีขึ้น ยกตัวอย่างในปัจจุบันนี้ ขออนุญาตครับ ผมยกตัวอย่าง ปัจจุบันนี้ค่าเงินบาทแข็ง มาคุยกัน เรื่องค่าเงินบาท ค่าเงินบาทแข็งนี่หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว แปลว่าค่าของเงินดอลลาร์พอวัดเปึนเงินบาทก็น้อยลงมา เมื่อก่อนเคยเปึน ๔๐ บาท ต่อ ๑ ดอลลาร์ มันก็ลดลงมาเปึน ๓๙ ๓๘ ๓๗ ๓๖ ปัจจุบันเหลือ ๓๒ กว่า ๆ เขาเรียกว่า ค่าเงินบาทแข็งหรือค่าดอลลาร์อ่อน พูดคําไหนก็ได้มันมีค่าเหมือนกัน วิธีที่จะเข้าใจ ค่าเงินบาทสําหรับพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้เรียนมาต้องคิดว่าเงินบาทมันเหมือนกับ พืชเกษตร และเปึนสินค้าชนิดหนึ่ง เงินดอลลาร์ก็เหมือนกันวิธีคิดเอาเงินดอลลาร์ดีกว่า เงินดอลลาร์เหมือนกับพืชเกษตรชนิดหนึ่ง พืชเกษตรไม่ว่าจะเปึนลําไยทางภาคเหนือ หรือลองกองทางภาคใต้ถ้าปริมาณมันมากราคาเปึนอย่างไรครับ ราคามันก็ตก ถ้าปริมาณ ที่ออกมามันน้อยราคามันก็เพิ่ม หลักง่าย ๆ ปัจจุบันนี้ดอลลาร์มันไหลเข้ามาในประเทศ เยอะมากเพราะมันหนีสหรัฐอเมริกามา เพราะว่าเศรษฐกิจของเขาที่นั่นกําลังที่จะถดถอย มันก็หนีเข้ามาในประเทศไทย เข้ามาเพราะมันได้มั่นใจมากกว่า รายได้กําไรมากกว่า อัตราดอกเบี้ยก็สูงกว่า หุ้นก็ปัืนง่ายกว่า ในที่สุดปัจจุบันนี้เงินดอลลาร์ที่กองอยู่ที่ ธนาคารชาติเท่าไรรู้ไหมครับ แสนกว่าล้านบาท มีสมาชิกพูดไปแล้วเมื่อวานแสนกว่าล้านบาท มากที่สุดตั้งแต่ตั้งฟัาตั้งแผ่นดินในประเทศไทยมาไม่เคยมีเงินกองทุนสํารองเงินตรา ต่างประเทศสูงขนาดนี้ เมื่อปริมาณมันมากอย่างนี้ราคามันก็ตกอย่างที่ผมกราบเรียน ท่านประธานแล้ว ๓๙ ๓๘ ๓๗ จนเหลือ ๓๒ กว่า ๆ ผมถามว่าใครเสียหายครับ นักอุตสาหกรรมเสียหายไหมครับ นิดหน่อย ถึงไม่ค่อยจะร้องแรกแหกกระเชอกันเท่าไร เพราะทําไมครับ เพราะอุตสาหกรรมในประเทศไทยเราซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนประกอบ เยอะมากในจํานวนมูลค่าของมันที่เปึนสินค้าสําเร็จรูป ๖๐ ๗๐ ๘๐ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ ๘๐–๙๐ เปอร์เซ็นต์ เราขายไปต่างประเทศได้มาสักล้านหนึ่ง ตกอยู่ในประเทศไทยแสน ๒ แสนแค่นั้น นอกนั้นก็ต้องส่งไปให้ประเทศอื่น เพราะฉะนั้น เวลาค่าเงินดอลลาร์มันถูกลงหรือค่าเงินบาทมันแพงขึ้น เวลาเขาไปซื้อของพวกนี้เขาก็ใช้ เงินบาทน้อยลง เมื่อก่อนเคยใช้ ๔๐ บาท ซื้อสินค้าแลกได้ ๑ ดอลลาร์ แล้วไปซื้อสินค้า มาจากต่างประเทศ ปัจจุบันใช้แค่ ๓๒–๓๓ บาท ต้นทุนการผลิตมันก็ลดลง เพราะฉะนั้น ก็เอาการลดลงของต้นทุนการผลิตเนื่องจากค่าเงินบาทแข็งนั้นก็ไปถัวเฉลี่ยกับกําไร ที่ลดลงจากการขายสินค้าสําเร็จรูป เขาถึงไม่เดือดร้อนนะครับ แต่คนที่เดือดร้อนที่สุด ที่เสียหายมากที่สุดคือใครครับ คือผู้ที่ผลิตและใช้วัตถุดิบภายในประเทศเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ คือพวกไหนครับ เกษตรกรครับ เกษตรกรทั้งประเทศไม่ว่าจะเปึนชาวนา ชาวไร่ ไม่ว่าจะเปึน ชาวประมงทั้งหมด รวมทั้งนักอุตสาหกรรมที่นําสินค้ามาแปรรูปเปึนสินค้าอุตสาหกรรมด้วย ที่เรียกว่า อุตสาหกรรมการเกษตร เพราะว่าเขาไม่ได้ประโยชน์เรื่องต้นทุนลด เขาก็ต้องแบกรับภาระ ขาดทุนเต็ม ๆ เลย แต่ทําไมชาวไร่ ชาวนาถึงไม่โวยป้นี้ ป้ที่ผ่านมาสังเกตไหมว่าไม่โวย ที่ไม่โวย ๑. เพราะไม่ค่อยมีตัวแทน ไม่มีองค์กรชาวนา ถ้าผู้แทนพวกเราถึงเปึนลูกชาวไร่ ชาวนาไม่ช่วยพูดท่านก็จะไม่มีตัวแทนเลย ไม่เหมือนสหภาพแรงงานเขามี แต่ที่เขาไม่โวย อีกข้อหนึ่งก็เพราะว่าป้ที่ผ่านมาสินค้าเกษตรเกือบทุกชนิดราคาดีทั้งนั้น ยกเว้นพืช ผัก ผลไม้ ทําไมราคาดี ดีมาก ๆ เลยนะครับป้ที่แล้ว เหตุผล ๒–๓ ข้อ
ประการที่ ๑ ภาวะโลกร้อน ทําให้พื้นที่ทั่วโลกหลายแห่งผลิตสินค้าเกษตร ไม่ได้เพราะไม่มีน้ํา
ประการที่ ๒ เพราะว่าน้ํามันมันแพง ทุกประเทศจึงพยายามที่จะผลิต ไบโอดีเซลจึงซื้อสินค้าจากประเทศไทยที่สามารถจะเอาไปทําไบโอดีเซลได้
ประการที่ ๓ คือว่าทิศทางทางการค้าเรามันเปลี่ยน ผมเคยพูดในสภานี้ ก่อนที่เขาจะยึดอํานาจกันผมเคยปราศรัย พูดในสภานี้อาจจะยังอยู่ว่าทิศทางทางการค้า ของประเทศไทยในสมัยนั้น พูดง่าย ๆ เราส่งสินค้าไป ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งไปไหนครับ สมัยนั้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไปอเมริกา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไปยุโรป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไปญี่ปุ์น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไปประเทศอาเซียน อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศที่เหลือแอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซียนี่ง่าย ๆ เพื่อให้จําได้ง่าย ๆ มันไม่เป็ะอย่างนี้ครับ แต่ว่ามันใกล้เคียง แต่ปัจจุบันนี้มันเปลี่ยน ทิศทางในการค้าเปลี่ยน ปัจจุบันนี้เราค้ากับประเทศเอเชีย รอบ ๆ เราเท่าไรท่านประธานรู้ไหมครับ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ครับ อเมริกาเหลือ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ยุโรป ๑๒ เปอร์เซ็นต์ เราค้ากับจีน อินเดีย ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี มาเลเซีย ฟ่ลิปป่นส์ อินโดนีเซีย รวมกันแล้วญี่ปุ์นบวกเข้าไป ถ้าไม่รวมญี่ปุ์นด้วยก็ได้ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ รวมญี่ปุ์นเข้าไปด้วยก็ได้ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะไปญี่ปุ์นประมาณ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ทิศทางการค้ามันเปลี่ยน แล้วประเทศที่ผมพูดถึงประมาณ ๑๑–๑๒ ประเทศ ไม่ว่าจะเปึนอินเดีย ไม่ว่าจะเปึนจีนหรือประเทศต่าง ๆ ที่ผมพูดถึง ป้ที่ผ่านมารายได้ ประชาชาติเขาเพิ่มมาก กําลังพุ่ง เขาเลยซื้อสินค้าจากเรามาก ราคาถึงสูงครับ แต่จริง ๆ มันไม่เปึนอย่างนั้นหรอกครับ ชาวไร่ชาวนาได้รับบางส่วนจริงในการพยุงราคา แต่ที่อยู่ในพุงชาวนาส่วนหนึ่ง แต่จํานวนหนึ่งซึ่งเยอะพอสมควรไปอยู่ในพุงคนอื่น นี่คือปัญหาการพยุงราคาที่เราทํามาโดยตลอด ผมถึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า มันถึงเวลาที่จะต้องดูแลคนพวกนี้ กรรมกรเรามีพระราชบัญญัติประกันสังคมดูแลเขา ชาวนาไม่มีเลยครับ ชาวไร่ชาวนาคนในต่างจังหวัดประมาณ ๒๐ กว่าล้าน ไม่มี ถึงเวลา ท่านอภิสิทธิ์พูดไปเมื่อวานว่าถึงเวลาที่เราต้องใช้ระบบเขาเรียกอะไร สวัสดิการสังคม เข้ามาดูแล มีความจําเปึนต้องทํา ต้องเปลี่ยนวิธีดูแล ถ้าอยากช่วยเหลือชาวไร่ชาวนา ที่ยากจนต้องเปลี่ยนวิธีครับ ที่ต้องเปลี่ยนวิธีก็เพราะว่าเหตุผลอันที่ ๑ ผมพูดไปแล้ว เมื่อกี้รั่วไหลเยอะครับ ไหน ๆ รัฐบาลจะต้องเสียสตางค์แล้ว เสียสตางค์ในสิ่งที่ไม่รั่วไหล วิธีที่จะทําให้ไม่รั่วไหลให้ทําอย่างประเทศฝรั่งเศสและประเทศญี่ปุ์นเขาทํา เขาทําอย่างไรครับ เขาจ่ายสตางค์โดยตรงเลยให้กับชาวไร่ชาวนาที่ยากจน เขาเรียกว่า ไดเรคท์ เปย์เมนท์ (Direct payment ) ขอประทานโทษถ้าต้องใช้ภาษาอังกฤษสักคําหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะ เข้าใจไม่ตรงกัน ไดเรคท์ เปย์เมนท์จ่ายโดยตรงให้ชาวไร่ชาวนาไปเลย ทําไมเขาต้องทํา อย่างนั้น เพื่อหลีกหนีกฎข้อบังคับของดับเบิลยูทีโอ (WTO) การพยุงราคาสินค้าเกษตร ต่อไปนี้ทําไม่ได้แล้วนะครับ เมื่อก่อนเราทําได้ป้หนึ่งเปึนหมื่น ๆ ล้าน แสน ๆ ล้าน ดับเบิลยูทีโอตามกฎเกณฑ์เขา เราเหลือไม่กี่พันล้านนะครับ แล้วอีกไม่กี่ป้ก็จะเหลือศูนย์ เราต้องเตรียมวิธีการอื่นไว้ รัฐบาลนี้ควรจะเตรียมไว้เลย การใช้ระบบไดเรคท์ เปย์เมนท์ ชาวนาผลิตข้าวได้กี่เกวียนเป่ดบัญชีให้เขาเลยครับ ชาวนาแต่ละครอบครัวเป่ดบัญชีไว้ ที่ธนาคารเลยครับ เกวียนหนึ่งให้กี่บาทโอนเงินเข้าเลย ไม่ต้องผ่านหัวคะแนนเดี๋ยวมัน เม้มเสียอีก ตรงไปเลยครับ ตรงไปให้ชาวไร่ชาวนาเลยอย่าผ่านมือ แล้วเขาได้เต็ม ๆ เลย อย่างที่เขาทําที่ฝรั่งเศส อย่างที่เขาทําที่ญี่ปุ์น อย่างนี้ครับ ผมว่ามีความจําเปึนจะต้องทํา แต่ว่าที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า เรามาพูดเรื่องค่าเงินบาทที่มันแข็งเมื่อกี้นี้ แล้วก็ ชาวไร่ชาวนาเสียเปรียบ ผมถึงบอกว่ามันความรับผิดชอบของรัฐบาลที่จะต้องกําหนดว่า อัตราแลกเปลี่ยนควรจะอยู่ตรงไหนถึงจะมีความเปึนธรรมในการกระจายรายได้แบ่งปัน ผลประโยชน์กันระหว่างชาวไร่ ชาวนากับพวกนักอุตสาหกรรม ถ้ารัฐบาลไม่ตัดสินใจ ใครตัดสินใจล่ะประเทศนี้ ผมถามให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเปึนคนกําหนดอยู่คนเดียว หรือครับ ไม่ได้นะครับ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย บุคลากรทั้งธนาคารไม่มีใครเลย ที่จะมาจากประชาชน เปึนลูกจ้างธรรมดานี่เอง ไม่มีจุดยึดโยงกับประชาชน นี่คือหลักการ ประชาธิปไตย คนที่จะกําหนดนโยบายให้กับประเทศนี้จะต้องมีจุดยึดโยงประชาธิปไตย เพราะเราเปึนประเทศเสรีประชาธิปไตย คนที่จะใช้อํานาจอธิปไตยของปวงชนได้คือผู้ที่ มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นเราถึงต้องเปึนคนกําหนด นี่เปึนหลักการประชาธิปไตยครับ ท่านประธานครับ ผมไปเรียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมไปเรียนกฎหมายมหาชน จากมหาวิทยาลัยรามคําแหง จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขาก็สอนอย่างนี้ ผมถามว่า อาจารย์ที่อื่นเขาสอนอย่างไร เขาบอกสอนอย่างนี้แหละ เพราะนี่คือหลักประชาธิปไตย คือต้องยึดโยงกับพี่น้องประชาชน เดี๋ยวท่านประธานไม่เชื่อเวลาผมพูดหลักกฎหมาย ผมจบปริญญาตรีกฎหมาย เพิ่งรับปริญญาตรี รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพฯ มา เมื่อวันที่ ๑๒ นี้เองนะครับ ผมไปแอบเรียนตอนแก่ที่มหาวิทยาลัยรามคําแหง นี่คือ หลักกฎหมาย เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องกําหนดว่าอัตราควรจะเปึนเท่าไรที่ยุติธรรม สําหรับประเทศนี้ ทุกประเทศเขามีอัตรา เขาเรียกว่าอัตรานโยบาย ผมจะอ่านประเทศ ให้ท่านประธานฟังก็ได้ ผมไปศึกษามานี่ไม่ใช่เราอยู่ไปไม่รู้เรื่องกันเลย นี่ปล่อยกัน ผมไปศึกษามา ประเทศดังต่อไปนี้เปึนประเทศที่แทรกแซงทั้งนั้น บอกว่าอัตราลอยตัว แต่เปึนอัตราลอยตัวที่ตัวเองแทรกแซง แล้วรัฐบาลจะเปึนคนกําหนดร่วมกับธนาคาร ประเทศจีนนี่ไม่ต้องพูด จีนไม่ลอยเลย คุม แทรกแซงเต็ม ๆ จีนเขาไม่ลอยค่าเงินของเขา แต่นอกนั้นอินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย ฟ่ลิปป่นส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทยแลนด์ ฮ่องกง ยกเว้นประเทศเดียวที่ผมศึกษาคือนิวซีแลนด์ไม่เคยแตะเลย ปล่อยให้มันเปึนไป ตามกลไกตลาดเขาไม่ยุ่งแต่นอกนั้นเขายุ่งทั้งนั้นแหละครับ เพราะรัฐบาลเขาต้องถือ อํานาจอธิปไตยของพี่น้องประชาชนกําหนดว่าจะแบ่งสันปันส่วนทรัพยากรธรรมชาติ ของประเทศ ความมั่งคั่งของประเทศแบ่งกันอย่างไรถึงจะยุติธรรม นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่มา น้องผมเอง อยากจะให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังไปดูว่าจะทําอย่างไรได้ ไปดูพระราชบัญญัติเงินตราว่ามาตรา ๘ กับมาตรา ๓๐ ช่วยอะไรได้บ้างในสิ่งที่ผมพูด ถ้ามันทําไม่ได้เพราะกฎหมายมันขัดขวาง ดอกเตอร์ปิวยสอนผมว่า ถ้าเราจะทําอะไรก็ตามเพื่อผลประโยชน์ของคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง กับผลประโยชน์ของเราให้ทํา ถ้าคนเขาบอกว่าทําไม่ได้เพราะขัดกฎหมาย แก้กฎหมายไตรรงค์ กฎหมายมนุษย์เขียน มนุษย์ต้องแก้ เพื่อความสุขของประชาชน นี่อาจารย์ผมสอน ก็ให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังไปดูเสีย แต่ว่าที่ทําได้มันมีมาตรการอย่างอื่น ผมพูดได้ กระทรวงการคลัง จะพูดได้หรือเปล่าไม่รู้ คือกระทรวงการคลังมีหน้าที่ในการกําหนดนโยบายให้ธนาคารแห่ง ประเทศไทยไปปฏิบัติ แต่เสรีภาพในการเลือกเครื่องมือเพื่อจะให้ถึงเปัาหมายนั้นอย่าไป แตะเขา นั่นเขาเรียกว่าเสรีภาพในทางการเงินทั่วโลก ภาษาอังกฤษเขาเรียก อินสทรูเมนทัล ฟรีดอม (Instrumental freedom) เปึนเสรีภาพในการใช้เครื่องมือ อันนี้ต่างหากที่พวกเรา ปนกันหมด คนในธนาคารชาติบางคนก็ไม่เข้าใจ อย่ามาแตะ เรื่องของกู กูจะทํา เอ็งไม่ได้ มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลนี้รับผิดชอบต่อสภา สภานี้ รับผิดชอบต่อประชาชน เราต้องใหญ่กว่า เราต้องกําหนดได้ ไปศึกษาเรื่องนี้แล้วไปดูว่า ทําได้ ไม่ได้ ผมเปึนฝ์ายค้านผมเสนอได้เลย ความรู้สึกของผมน่าจะลดอัตราดอกเบี้ย เพราะถ้าลดอัตราดอกเบี้ยมาเท่ากับส่งเสริมการลงทุนในประเทศ เมื่อส่งเสริมการลงทุน ในประเทศ ความต้องการจะใช้ดอลลาร์เพื่อซื้อเครื่องจักรเครื่องมือ ก็จะมากขึ้น เมื่อมากขึ้น ปริมาณดอลลาร์ก็ลดลง เมื่อจํานวนลองกองลดลง ราคาเปึนอย่างไร ราคาลองกอง ก็สูงขึ้น ราคาลําไยก็สูงขึ้นถ้าปริมาณลดลง ก็สูงขึ้นจาก ๓๒ บาท เปึน ๓๓ บาท ๓๔ บาท แล้วจะให้มันอยู่ตรงไหน กระทรวงการคลังกําหนดสิครับว่าจะให้มันอยู่ตรงไหน ต้องบริหารอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นได้อํานาจมาหาเสียงเหนื่อยแทบตายแล้วไม่ใช้อํานาจ ในสิ่งที่ถูกต้องมานั่งทําไม ออกไปให้ผมเปึนดีกว่า แต่ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังคนนี้ถึงไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์มา แต่คนเปึนรัฐมนตรีไม่จําเปึน ต้องเรียนนะครับ ฟังคนอื่นเยอะ ๆ ใช้คนให้เปึน มีลักษณะความเปึนผู้นํา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง คุณหมอเลี๊ยบนี่ใช้ได้ เพราะว่ามีความนุ่มนวล รู้จักถนอมคําพูด ไม่กร่าง ไม่ซ่า รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ คนอย่างนี้ทํางานแล้วจะสําเร็จ คนอื่นควรจะเอาอย่าง โดยเฉพาะคนที่ซ่า ๆ ไม่อย่างนั้นไม่สําเร็จ
เรื่องต่อไปที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานคือผมเปึนห่วง ผมไม่ได้ เปึนห่วงรัฐบาลอย่างเดียว ผมเปึนห่วงประเทศด้วยครับ อนาคตของประเทศ ผมเปึนห่วงมาก เพราะผมเปึนคนศึกษาในเรื่องนี้ ผมเปึนคนมีเขาเรียกว่า แมคโคร ฟ้ลลิง (Macro feeling) มันแปลไม่ได้ถึงต้องใช้ภาษาอังกฤษ คือความรู้สึกทางด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค คือผมเรียน ทางด้านนี้มาผมจะมีความรู้สึกตลอด เหมือนอัตราค่าเงิน ถ้าถามผมผมบอกได้เลยว่า ควรจะอยู่ตรงไหน คนที่เปึนเหมือนผมในกระทรวงการคลังมีหลายคนที่ธนาคารชาติ มีหลายคนก็เรียนแมคโคร ฟ้ลลิง สอนกันไม่ได้เรื่องนี้ครับ การรู้อะไรมันควรจะเปึนเท่ากับ เท่าไร ถึงต้องให้คนที่มีประสบการณ์มานั่งเปึนรัฐมนตรี เพราะถึงจุด ๆ หนึ่งต้องใช้ ประสบการณ์ในการตัดสินไม่ใช่เป่ดตําราตัดสิน ประสบการณ์ตัดสิน ผมมีความเปึนห่วงว่า ประเทศเรากําลังจะแย่ในอนาคตนี้ เพราะผมไปดูโครงสร้างทางการคลัง โครงสร้าง ทางการคลังในปัจจุบันนี้น่าเปึนห่วงมาก น่าเปึนห่วงจริง ๆ ครับ เพราะว่าความเรียกร้อง หรือแรงกดดันในรัฐบาลต้องใช้จ่ายมือเติบมันมีสูงมาก ไม่ว่าใครขึ้นมาเปึนรัฐบาล ผมไม่ได้หมายถึงรัฐบาลนี้รัฐบาลเดียว ความกดดันมันหลายทางครับ ทางแรก ความกดดันจากรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐกําหนด มากมายก่ายกองให้รัฐบาลต้องทําแล้วต้องมาแถลงแผนปฏิบัติการและรายงานผลทุกป้ ต่อรัฐสภา ท่านต้องทํานะครับ ให้สวัสดิการคนแก่ ให้สวัสดิการเด็ก คนพิการ มากมาย ท่านไปดูเถอะครับ จ่ายเงินเปึนหมื่น ๆ แสน ๆ ล้านนั่นมีความกดดัน ซึ่งเราไม่ว่าก็ถูกต้อง ผมชอบอยู่แล้วเรื่องการกระจายรายได้เปึนธรรม อันที่ ๒ ความกดดันเรื่องนโยบาย เมื่อนโยบายประชานิยมประชาชนชอบ เขาถึงเลือกพวกท่านมาเยอะเพราะเขาชอบ เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องทําต่อ นักการเมืองก็ต้องทําตามใจประชาชน นี่คือความกดดัน จะต้องใช้จ่ายมือเติบอีก ความกดดันเหล่านี้จะทําให้เราต้องใช้จ่ายเยอะ แต่มีกรอบว่า เราใช้จ่ายเยอะไม่ได้อยู่ ๒ กรอบ ๑. วินัยทางการเงิน การคลัง ซึ่งเปึนโยบาย รัฐบาลนี้ ได้พูดไว้ในนโยบายทางการเงิน การคลัง ชัดเจนว่ารัฐบาลนี้จะรักษาไว้ซึ่งวินัยทางการเงิน การคลัง เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ความยั่งยืนทางการคลัง การคลังนี่นายกรัฐมนตรีแถลงไปแล้วคนทั้งประเทศยังไม่รู้ แปลว่าอะไรถ้าผมไม่ช่วย ความยั่งยืนทางการคลัง หมายความว่า เราสามารถจะดําเนิน นโยบายทางการคลังบริหารประเทศไปได้โดยไม่มีอุปสรรคติดขัด อุปสรรคติดขัด เช่นว่า อยู่ ๆ รัฐบาลไม่มีสตางค์จ่ายเงินเดือนข้าราชการอย่างนี้ครับ นี่คือความไม่ยั่งยืน ทางการคลัง คือการสะดุดทางด้านการคลัง เพราะบริหารกันไม่ดี เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ต้องยืมเงินธนาคารไปจ่ายเงินข้าราชการป่ดความลับกัน เกือบตายเพราะไม่มีเงินเลย หรือประการที่ ๒ เช่นว่าอยู่ ๆ ไม่มีสตางค์ใช้หนี้ รัฐบาล เปึนหนี้เขาเยอะ แต่พอถึงเวลาที่จะต้องคืนหนี้ไม่มีสตางค์ เจ๊งแล้วรัฐบาล นี่คือไม่มี ความยั่งยืนทางการคลัง เพื่อให้มีความยั่งยืนทางการคลังเขาถึงต้องกําหนดวินัย ทางการคลังไว้ ๔ – ๕ ประการ ซึ่งเปึนมาตรฐานของยุโรป ของอียู (EU) กระทรวงการคลัง เอามาใช้ เช่น
๑. รัฐบาลจะก่อหนี้สาธารณะเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติ ไม่ได้
๒. รัฐบาลจะต้องใช้จ่ายงบลงทุนเกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ แผ่นดินทุกป้ อันนี้แรงกดดันจากงบประมาณเราต้องใช้จ่าย เห็นไหม งบลงทุนต้องเกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ
๓. รัฐบาลจะกู้หนี้ยืมสินเกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดินไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณแผ่นดินเขาให้ได้ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่า มาตรฐานของอียูให้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์
เพื่อความปลอดภัย ผมแถมให้อีกข้อหนึ่งครับ การคลังไม่เคยพูดเรื่องนี้ ไม่มีใครพูดเรื่องนี้ วินัยทางการคลังอีกข้อหนึ่ง ต้องรักษาเงินคงคลังอย่างน้อย ๕ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดิน ถ้าใครอยากรู้ว่าทําไมต้องเปึน ๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะมันยาว เรื่องยาวแล้วสูตรก็ยาวด้วย ต้องมาคุยกับผมหลังเวทีแล้วผมจะบอกให้ว่าทําไมต้องเปึน ๕ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันนี้น่าห่วงนะครับ เราเหลืออยู่ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในขณะที่ งบประมาณแผ่นดิน ๑.๖ ล้านล้านบาท ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ มีอะไรเกิดช็อก (Shock) ขึ้นมา ในประเทศนี้รัฐบาลอาจจะไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการได้นะครับ อย่าว่าแต่จะจ่าย ค่าผู้รับเหมาก่อสร้างทําถนนก็จ่ายไม่ได้ เพราะอย่างน้อยต้อง ๕ เปอร์เซ็นต์ มันมีสูตรคํานวณ ทีนี้แรงกดดันค่าใช้จ่ายมันสูง มาดูทางด้านรายได้ของรัฐบาล รายได้นะครับ ผมไม่พูด รายรับ ต้องเข้าใจให้ตรงกัน ตามกฎหมายนี่รายรับรวมถึงเงินกู้ด้วย ที่ผมพูดคือรายได้ ไม่รวมเงินกู้ รายได้คือภาษีอากรประเทศไทย ๙๐ เปอร์เซ็นต์มาจากภาษีอากร อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์มาจากกําไรรัฐวิสาหกิจซึ่งก็ต่ํา ประเทศอื่นเขา ๒๐ – ๓๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลเขามีความสามารถในการหารายได้ ของเราไม่ พึ่งอยู่กับภาษีอย่างเดียว ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ใน ๙๐ เปอร์เซ็นต์นี้มาจากภาษีทางตรง ๒๔ เปอร์เซ็นต์ มาจากภาษี ทางอ้อม ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ประเทศที่เจริญแล้วเปึนอย่างไร กลับหัวกลับหางนะครับ ประเทศที่เขาเจริญแล้วภาษีทางอ้อมต้อง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ภาษีทางตรงต้อง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะภาษีทางอ้อมเปึนภาษีที่ไม่ยุติธรรม เช่น ภาษีวีเอที (VAT) คนยากจน คนขอทาน เวลาซื้อของก็ถูกเก็บ ๗ เปอร์เซ็นต์ เศรษฐีเวลาไปซื้อของก็ถูกเก็บ ๗ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน เปึนภาษีที่ไม่ยุติธรรม ประเทศที่เจริญแล้วจึงต้องให้รายได้รัฐบาล จํานวนเปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ตกอยู่ที่ภาษีทางตรง แต่ของเรานี่ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เปึนภาษีทางตรง แล้วประเทศด้อยพัฒนาในเอเชียเขาดีกว่าเรา เขา ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ไปจาก ภาษีทางตรง ของเรากําลังจะเปึน เดี๋ยวอีกหน่อยนักวิชาการจะบรรจุว่าโครงสร้าง ทางรายได้ของเราจะเลวที่สุดในโลกอีกแล้วถ้าเราไม่ปรับปรุง แล้วในรายได้ที่ได้มา ๙๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งหมดที่เปึนภาษีอากรที่แบ่งว่าเปึนภาษีอากรจากทางตรง ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ และภาษีทางอ้อม ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ภาษีทางตรง ท่านประธานทราบไหมครับว่า ใครเปึนคนจ่าย นิดเดียวครับ เมื่อวานคุณกรณ์ให้ตัวเลขมาดีแล้ว ภาษีทางตรงมาจาก ๒ ทาง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จ่ายทั้งประเทศ ๕ ล้าน ๕ แสนคนเท่านั้นเองใน ๖๓ ล้านคน จ่ายแค่นั้นแหละครับ ขีดความสามารถถึงที่จะต้องจ่ายมีแค่นั้น แล้วภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เก็บมาได้ทั้งหมด ใครเปึนคนจ่าย พี่น้องครับ ขอโทษท่านประธานครับ หาเสียงเพลิน ภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทเพียง ๕,๐๐๐ บริษัทที่จ่าย ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของรัฐบาลจากส่วนนี้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์มาจาก ๕,๐๐๐ บริษัทเอง ส่วนอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เก็บจากบริษัท และห้างหุ้นส่วนทั้งหมดเท่าไร ท่านประธานทราบไหมครับ ๑๕๐,๐๐๐ ราย จ่ายแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๕,๐๐๐ บริษัทรับผิดชอบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือโครงสร้าง ของประเทศไทยไม่เหมือนเพื่อน ไปไม่รอดแล้วท่านประธานครับ ท่านจะมาขูดรีดคนพวกนี้ที่เขาเสียภาษีนี่คนดีทั้งนั้นนะครับ ท่านจะเพิ่มอัตราเท่าไร อัตรามันสูงกว่าเพื่อนอยู่แล้วในปัจจุบันนี้มันไม่มีทาง รัฐบาลต้องไปหาฐานภาษีที่อื่น ที่ผมพูดทั้งหมดอยากบอกให้รัฐบาลเตรียมหาฐานภาษีถ้าจะรักชาติ ถ้าช่วยชาติ ผมอยากจะพูดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ไปศึกษา แล้วใช้เสียงส่วนใหญ่ ดีแล้วที่เราได้เสียงเยอะเรามาเปึนรัฐบาลสามารถจะผ่านกฎหมายที่ยาก ๆ ได้ กรุณาทํา เถอะครับ ใช้เสียงส่วนใหญ่ให้เปึนประโยชน์กับประเทศ อนาคตเราเจ๊งแน่ถ้าเผื่อไม่หา ฐานภาษีใหม่มันไปไม่รอดหรอกครับ นักวิชาการเขาเปึนห่วงแต่ไม่มีใครมีโอกาสได้พูด เหมือนผม นักวิชาการอย่างดีก็พูดให้ผมฟัง แล้วผมก็มาพูดให้ท่านประธานฟังอีกที เพื่อถ่ายทอดไปยังรัฐบาล จึงขอความกรุณาหน่อยครับรัฐบาล ผมจริง ๆ นะนี่ ขอท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เด็กกว่าผมหลายป้ ถ้าทําให้ผมมีความมั่นใจว่า ฐานภาษีอนาคตของประเทศมันจะสามารถพัฒนาได้ ไม่ใช่อยู่ ๆ อีกไม่กี่ป้เราก็ไปไม่รอด แล้วครับ เราไม่สามารถ งบลงทุนจะหมดเลยเพราะว่างบประจําจะกินหมด แล้วก็ พัฒนาประเทศไม่ได้ถ้าไม่หาฐานภาษีใหม่ ถ้าทํานี่ผมพร้อมจะไปไหว้ช่วยทําเถอะครับ เพราะผมเล่นการเมืองผมอยากให้ชาติมันดี ถ้าใครทําในสิ่งที่ผมเห็นว่ามันเปึนประโยชน์ กับชาติจริง ๆ ผมพร้อมจะไหว้ ถึงเด็กกว่าผมผมก็ไหว้ได้ ผมเปึนคนถืออาวุโสนะ แต่ผมไม่ใช่คนคลั่งอาวุโส ความอาวุโสไม่ใช่เรื่องเดียวที่จะทําให้ผมนับถือคนมันต้อง องค์ประกอบอย่างอื่นด้วย ผมไหว้ได้แม้แต่เด็ก หาเสียงผมไหว้แม้แต่วัวไหว้มาแล้ว เพราะนึกว่าเปึนพระมาแดง ๆ มา ไหว้มาแล้ว ผมต้องกราบเรียนท่านประธานแค่นี้ครับ ความเปึนทุกข์ผมได้พูดแล้วครับ ผมฝากไว้ให้รัฐบาลช่วยดูแลด้วย ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่มา ท่านนายกรัฐมนตรีมาหรือเปล่าครับ ผมอยากจะบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรี ตอนจะเปึนนี่ผมค้าน ผมไม่เห็นด้วยเพราะผมกลัว ท่านประธานครับ ผมกลัวจะเกิด ความวุ่นวายขึ้นมาในประเทศ แต่หลังจากที่ท่านได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้ว ผมดู หลายอย่างท่านเปลี่ยนไปตอนนี้ผมสนับสนุนเลย เพราะอย่างไรผมก็รู้จักกับท่านมา ๓๐ กว่าป้ คนชอบ ๆ กันให้เปึนนายกรัฐมนตรีดีกว่าคนที่ผมไม่ชอบ ผมก็เลยอยากจะ อวยพรให้ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่กับพวกผมนาน ๆ ชาติมันจะได้มั่นคง เราไม่ต้อง เปลี่ยนบ่อยให้อยู่นาน ๆ อวยพรให้อยู่เปึนนายกรัฐมนตรีนาน ๆ ครับ ผมอวยพรจริง ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับคําวินิจฉัยของศาลหลาย ๆ คดีนะครับ ขอบพระคุณมาก ท่านประธานครับ