รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

อัศวิน วิภูศิริ หารือเรื่องขยะอันตรายที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการขยะอันตรายอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันภัยจากสารพิษที่อาจก่อให้เกิดโรคและอันตรายต่อสุขภาพ และเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนภาคเอกชนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการรีไซเคิล รวมถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เข้าเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลภาวะจากเรือ (มาร์โพ ๗๓/๗๘)

นายอัศวิน วิภูศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอัศวิน วิภูศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคชาติไทย ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมจะพูดเปึนนโยบาย ข้อ ๔.๕ ๔.๖ และข้อ ๔.๗ ผมก็คงจะไม่ต้องเสียเวลาที่จะอ่านนโยบายในข้อนั้นให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้รับฟัง เพราะทุกท่านก็มีอยู่ในมือแล้ว ผมดีใจที่รัฐบาลได้ให้ความสําคัญกับด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องของเสียจากภาคอุตสาหกรรมที่เปึนขยะอันตราย ซึ่งมีทั้งที่เปึนอันตราย และไม่อันตราย ผมจะพูดเฉพาะเรื่องขยะอันตรายที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่ทั่วโลกเรียกว่า ฮาซาร์ด เวสท์ (Hazard waste) ประเทศไทยได้มุ่งการพัฒนาประเทศ และพัฒนาเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยรัฐบาล ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ มาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน เราก็ยังส่งเสริมการลงทุนทั้งด้านอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ อย่างมากมาย ท่านประธานครับ เมื่อเรามีอุตสาหกรรม มีการลงทุนมาก สิ่งที่ตามมาก็คือ ขยะที่เกิดขึ้นจากการผลิต มีทั้งขยะอันตรายและไม่อันตรายตามที่ผมกล่าวมาแล้ว ขยะที่ไม่อันตรายนั้นไม่เปึนไรครับ แต่สําคัญอยู่ที่ขยะอันตรายนั้นมีความสําคัญมาก เราขาดการบริหารจัดการขยะอันตรายเหล่านี้อย่างถูกวิธี ป้หนึ่งเรามีขยะที่เปึนอันตราย ๑ ล้าน ๘ แสนตันต่อป้ อันนี้เปึนข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แต่ขยะเหล่านี้เข้ามาบําบัดอย่างถูกวิธีเพียงประมาณ ๔ แสนตัน อันนี้เปึน ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม อีก ๑ ล้าน ๔ แสนตันหายไปไหน ๑ ล้าน ๔ แสนตัน เปึนสสารที่ไม่สูญหายไปจากโลกแน่นอน สมมุติว่าถ้าหากมีการนําไป ฝังกลบอย่างไม่ถูกวิธี คือไม่ได้มีการบําบัดก่อน แล้วนําไปฝังกลบ ในอนาคตอาจจะเปึน ภัยอย่างใหญ่หลวงจนสุดที่จะสามารถเยียวยาได้ ถ้าขยะเหล่านี้ถูกนําไปฝังกลบโดย ไม่ทําลายฆ่าพิษเสียก่อน เช่น นําไปฝังกลบกับขยะบ้าน ขยะเทศบาลต่าง ๆ ซึ่งเราก็ ไม่สามารถจะแยกแยะและดูแลได้ ในเมื่อมันปนกันไปแล้วหรือไปขุดหลุมฝังและซ่อนอยู่ ในที่ใดที่หนึ่ง ในระยะเวลา ๑–๑๐ ป้อาจจะไม่เห็นผลแต่อาจจะต้องใช้เวลา ๑๐–๒๐ ป้ เมื่อสารพิษเหล่านี้ได้ละลายและซึมลงไปในดินจนลงไปถึง ชั้นน้ําใต้ดินเจือปนกับน้ําใต้ดินและทําให้น้ําใต้ดินนั้นเปึนพิษ น้ําใต้ดินนั้นเชื่อมโยงถึงกัน ทั่วไปหมด แล้วเมื่อนั้นน้ําใต้ดินก็ไม่สามารถจะนําขึ้นมาใช้ได้ก็จะสร้างความเดือดร้อน แก่ประชาชนที่จะต้องบริโภคน้ําใต้ดิน หรือเมื่อบริโภคไปแล้วก็จะได้รับสารพิษนั้นเข้าไป ทําให้เกิดเปึนโรคมากมายและเปึนอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพ ผมจะยกตัวอย่าง ในต่างประเทศซึ่งเปึนตัวอย่างสารพิษจากปรอท เช่น โรคมินาโมตะในญี่ปุ์น ป้ ค.ศ. ๑๙๕๙ หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกได้มีการพัฒนาประเทศโดยการพัฒนาอุตสาหกรรม อย่างมากมาย และมีหมู่บ้านหนึ่งชื่อหมู่บ้านมินาโมตะเปึนหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางตอนใต้ ของเกาะประเทศญี่ปุ์นซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่นั้นก็มีอาชีพเปึนชาวประมง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่มากมายบนเกาะนั้น วันหนึ่งมีชาวบ้านมาหาหมอเปึนโรค ประหลาดเกิดขึ้นซึ่งไม่เคยพบมาก่อน บางคนก็เดินทรงตัวไม่ได้ แขนสั่น ขาสั่น ปวดท้อง ชาตามแขนตามขาทั่วไปก็ไม่รู้ว่าเปึนเพราะอะไร จนกระทั่งมีชาวบ้านสังเกตเห็นว่าปลา ในน้ําว่ายหงายท้อง นกกินปลาที่บินอยู่บินแล้วหัวทิ่มลงน้ํา แมวของชาวบ้านที่เลี้ยงไว้ เดินสั่นแล้วก็เซก็เปึนเหมือนกับประชาชนบนเกาะนั้นเช่นกัน สุดท้ายก็ไปตรวจพบว่า ปลาเหล่านั้นได้รับสารพิษไปอย่างมาก เนื่องจากว่ามีโรงงานแห่งหนึ่งได้ปล่อยน้ําเสีย ลงไปในทะเลและทําให้เกิดเปึนพิษแก่ปลาที่อยู่ในน้ํา แล้วประชาชนก็ไปจับปลามากิน ก็ทําให้เกิดเปึนโรคซึ่งเรียกว่า โรคมินาโมตะ คือทั้งหมู่บ้านเปึนหมดและไม่สามารถ ที่จะรักษาหายได้ นี่ผมชี้ให้เห็นว่าเปึนภัยอย่างใหญ่หลวงจากสารพิษอันตรายเหล่านี้ ที่ประชาชนจะบริโภคเข้าไปแล้วเราก็สุดที่จะเยียวยาได้ ประเทศไทยก็มีเช่นเดียวกัน ที่ห้วยคลิตี้ ห้วยคลิตี้นี่อยู่ที่อําเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรีเรานี่เอง มีการทําเหมืองแร่ อยู่บนเหนือห้วยแล้วก็ใช้น้ําแต่งแร่ เขาเรียกว่าแต่งแร่ก็คือโดยการล้างแร่ให้สะอาดก่อน เพื่อที่จะลดน้ําหนักในการขนบรรทุก แล้วน้ําเหล่านั้นก็ไหลมาตามห้วยนั้นเรียกว่า ห้วยคลิตี้ ชาวบ้านที่อยู่ข้างล่างห้วยก็บริโภคน้ํานั้นก็เปึนลักษณะเดียวกัน ก็มีอาการ แขนขาสั่น บริโภคอาหารกินอาหารไม่ได้เพราะเนื่องจากว่าลําไส้เกิดการบีบตัวจาก สารตะกั่วที่รับเข้าไป ทุกวันนี้ที่กระทรวงอุตสาหกรรมก็ยังมีกองทุนห้วยคลิตี้อยู่ที่จะต้อง เยียวยาคนเหล่านี้ และมีข้อมูลว่าหากจะย้ายชาวบ้านเหล่านี้ออกไปโดยใช้เงื่อนไข เดียวกันกับที่เขื่อนราษีไศลต้องใช้เงินถึง ๗๐๐ กว่าล้านบาท นี่แหละครับจึงเห็นว่าเปึน การเสียหายอย่างใหญ่หลวงถ้าหากว่าเราไม่มีการบริหารจัดการขยะอย่างถูกต้อง ขยะเหล่านี้มีทิ้งอยู่ดาษดื่นทั่วไปเพราะเราขาดการที่จะจัดการ ในโรงงาน ๆ หนึ่งนั้น เมื่อมีวัตถุดิบเข้ามาจํานวนกี่ตัน เช่น วัตถุดิบเข้ามา ๑๐๐ ตัน แล้วผลิตเปึนสินค้าออกไป ๙๕ ตัน เราสามารถคํานวณได้แน่นอนครับว่าอีก ๕ ตันนั้นจะต้องเปึนขยะหรือเปึนสิ่งที่เหลือ ที่จะต้องนําไปทิ้ง ถ้าหากว่าเปึนสิ่งที่เปึนพิษก็ต้องนําไปกําจัดอย่างถูกวิธี ถ้าสิ่งที่ไม่เปึนพิษ ก็ไม่เปึนไรนําไปฝังกลบได้ ดังจะเห็นเคยมีข่าวอยู่เรื่อย ๆ ที่จังหวัดอยุธยาก็มีการทํา ลักษณะเช่นนี้ที่มีเด็กรับจ้างลงไปลอกท่อแล้วตายในท่อของโรงงาน ๓ คน นั่นแหละครับ คือการฝังกลบที่ไม่ถูกวิธีและทิ้งเรี่ยราดทั่วไป มันอาจจะแสดงผลในอีก ๒๐ ป้ข้างหน้า แล้วจะเยียวยาไม่ได้ ข้อเสนอแนะครับ ปัจจุบันนี้มีกรมอยู่ ๒ กรมที่รับผิดชอบคือ กรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษซึ่งอยู่คนละกระทรวง กรมควบคุมมลพิษ อยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ที่ กระทรวงอุตสาหกรรม อะไรที่ออกจากท่อ ซึ่งทั้ง ๒ กรมนี้ก็ยังทํางานไม่ได้ไปในทางเดียวกัน โดยกรมควบคุมมลพิษนั้นถือว่าอะไรที่ออกจากท่อของโรงงานไปแล้ว เช่น ถ้าปล่อยน้ํา ออกจากท่อไป ควันพิษที่ปล่อยออกจากท่อไปแล้วเปึนหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ จะต้องไปควบคุม แต่อะไรที่อยู่ในโรงงานที่ยังไม่ออกจากท่อไปเปึนหน้าที่ของกรมโรงงาน อุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นเมื่อกรมควบคุมมลพิษไปตรวจพบว่าโรงงานนี้ได้มีการปล่อย น้ําทิ้งที่เปึนของเสียอันตรายเกิดขึ้น กรมควบคุมมลพิษก็ต้องรายงานไปยังกรมโรงงาน อุตสาหกรรม แล้วกรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงจะเข้าไปดําเนินการตรวจสอบและอาจจะ สั่งป่ดโรงงานนั้น เปึนอํานาจหน้าที่ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้เปึนอํานาจหน้าที่ ของกรมควบคุมมลพิษ เพราะฉะนั้นผมมีข้อเสนอแนะคือควรจะต้องบูรณาการงาน ด้านการจัดการบริหารกาก เราต้องยอมรับว่ากากขยะอุตสาหกรรมที่เปึนอันตรายนั้น นับวันจะเพิ่มมากขึ้นจะต้องมีการบริหารจัดการอย่างถูกต้องเพื่อเปึนผลประโยชน์ ในอนาคตข้างหน้าที่ไม่ให้ลูกหลานเราจะต้องมารับชะตากรรมอย่างนี้ต่อไป

ส่วนที่ ๒ รัฐบาลจะต้องส่งเสริมให้มีการวิจัย พัฒนาในเรื่องของการรีไซเคิล (Recycle) หรือรียูส (Reuse) นํากลับมาใช้ใหม่ หรือจะแปรรูปไปในสภาพอย่างไรที่ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะภาคเอกชนนั้นไม่สามารถที่จะทําการวิจัยได้ด้วยตนเอง ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพราะเครื่องไม้เครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ นั้น ในประเทศไทยก็ยังไม่เพียงพอที่จะทํางานด้านนี้ อันนั้นเปึนเรื่องของข้อ ๔.๕ และข้อ ๔.๖

อีกข้อหนึ่งที่ผมน่าสนใจมากคือเรื่องข้อ ๔.๗ ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธาน ได้ฟัง ข้อ ๔.๗ ส่งเสริมการสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการดําเนินกิจกรรม และการปรับพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค เพื่อบรรเทาผลจากการเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนการดําเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ที่จะนํามาสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อันนี้ที่ผมจะเน้น ตรงที่ว่าสนับสนุนการดําเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ นั่นคือผมจะกล่าวถึง อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปัองกันมลภาวะจากเรือ ค.ศ. ๑๙๗๓ และ ค.ศ. ๑๙๗๘ หรือเราเรียกกันว่า มาร์โพ ๗๓/๗๘ มาร์โพนั้นย่อมาจาก มารีน พอลลูชัน (Marine pollution) ก็คือมลพิษที่มากับเรือ ในป้ ค.ศ. ๑๙๗๓ และป้ ค.ศ. ๑๙๗๘ ได้มีการจัดทําอนุสัญญาขึ้น ภายใต้การอุปถัมภ์ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศเพื่อปัองกันการรักษาสภาพแวดล้อม ทางทะเลและชายฝัืงให้ปลอดภัยจากมลภาวะที่เกิดจากเรือทุกประเภทที่มีต่อสภาพแวดล้อม ทางทะเลและมลภาวะจากน้ํามันหรือสารเปึนอันตราย เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ป้ ๒๕๒๖ ปัจจุบันมีประเทศที่เปึนภาคีสมาชิก ๑๔๓ ประเทศ ประเทศไทยได้เข้าเปึนสมาชิก ด้วยคณะรัฐมนตรีและรัฐสภามีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าเปึนภาคีสมาชิกเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๐ เดือนกุมภาพันธ์ และเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ตามลําดับ โดยต้องมี การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องบางฉบับเพื่อให้เปึนไปตามข้อบังคับของอนุสัญญาคือ ป้ ๒๕๕๐ เราจะเข้า แต่เรายังไม่สมบูรณ์จนกว่าเราจะแก้ไขกฎหมายได้นะครับ ได้มีการดําเนินการแก้ไขและเพิ่มเติมข้อบังคับให้สอดคล้องกัน คือข้อบังคับว่าด้วย การตรวจเรือตามมาตรา ๑๖๑ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ําไทย และการแก้ไข พระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ. ๒๔๘๑ เพื่อให้สามารถลงโทษเรือไทยที่ไปกระทําความผิด ยังนอกประเทศได้ อนุสัญญานี้ก็มีข้อบังคับเกี่ยวกับมลพิษทั้งจากน้ํามัน มลพิษจาก สารเหลวมีพิษ มลพิษจากสารอันตราย มลพิษจากน้ําเสียในเรือ มลพิษจากขยะในเรือ และมลพิษทางอากาศ โดยหลักการก็คือว่ามีการจํากัดปริมาณของเสียที่เรือนั้น จะสามารถปล่อยทิ้งลงทะเลได้ มีมาตรการนะครับ การก่อสร้างคือเรือจะต้องติดตั้ง อุปกรณ์ที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถเก็บของเสียไว้ในเรือได้อย่างปลอดภัย และเมื่อเข้าถึง ท่าเรือจะต้องสามารถสูบถ่ายสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาสู่อุปกรณ์รองรับบนฝัืงเพื่อกําจัดอย่าง ถูกต้องต่อไป ก็คือเรือใดที่สร้างมาก่อน ค.ศ. ๑๙๗๓ และ ค.ศ. ๑๙๗๘ นั้นก็จะต้องไปดําเนินการแก้ไข ปรับปรุงเรือ สร้างห้องเก็บขยะ เก็บสิ่งปฏิกูลและของเสียอันตรายเหล่านี้ไว้ในเรือ ให้เพียงพอ และที่สําคัญคือ ข้อกําหนดให้ท่าเรือทุกท่าเรือที่เปึนภาคีต้องจัดเตรียม อุปกรณ์รองรับให้เพียงพอโดยไม่ต้องเสียเวลานาน ก็คือว่าท่าเรือทุกท่าเรือที่เปึนภาคีนี้ จะต้องสร้างเครื่องดูดของเสียออกจากเรือ โดยมีการต่อท่อไปยังท่าเทียบเรือทุกท่า แล้วก็ พร้อมกับมีโรงงานที่จะดูดเรือเข้ามาอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างสิงคโปร์ เมื่อเรือจอด เทียบท่าปัูบก็จะมีการดูดกําจัดของเสียได้ทันที และทางการท่าเรือของสิงคโปร์จะชาร์จ (Charge) ค่าบําบัดทันทีเลย เช่น เรือขนาดนี้มีระวางขับน้ําขนาดนี้จะเดินทางมาเปึน ระยะเวลาเท่านี้ จะต้องมีของเสียกี่ตัน สามารถกําหนดได้ เช่น ๑๐๐ ตัน เขาจะชาร์จทันที เมื่อเรือเทียบท่า เช่น ๑๐,๐๐๐ เหรียญ โดยที่จะมีของเสียมาหรือไม่ นั่นคือ มินิมัม (Minimum) ขั้นต่ําจะต้องมีทันที แต่ถ้ามากกว่านั่นก็จะต้องจ่ายค่าบําบัดตามความเปึนจริง นี่ละครับคือมาตรฐานของท่าเรือทั่วไปที่เขาได้ทํากันแล้ว แต่ประเทศไทยเรายังไม่มีสิ่งนี้ เกิดขึ้นทั้งที่เราได้ไปเซ็นสัญญา อนุสัญญาภาคีตรงนี้เรียบร้อยแล้วเรียกว่า อนุสัญญา มาร์โพล (Marpol) แต่ยังไม่มีการปฏิบัติเกิดขึ้นทุกท่าเรือ เพราะฉะนั้นถามว่าแล้วขยะ ที่มากับเรือทุกวันนี้ทําอย่างไร ก็คือเมื่อเรือระหว่างรอเทียบท่าอยู่ก็จะมีการปล่อยปละละเลย ให้นําเรือเล็กไปรับจ้างขนถ่ายขยะกัน ที่สําคัญคือนําไปบําบัดอย่างไม่ถูกวิธี ไม่มีการบําบัด ทําลายฆ่าพิษต่าง ๆ และรวมทั้งเราก็ต้องสูญเสียเงินตราระหว่างประเทศที่เราจะได้รับ เข้ามาเปึนของรัฐบาลในการท่าเรือที่จะนําไปกําจัดอย่างถูกวิธีได้ และที่สําคัญคือเราจะ ไม่ถูกชาวโลกตําหนิเราว่าเราเปึนท่าเรือที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอันนี้ผมก็จะขอฝากไปยัง รัฐบาลว่าขอให้ให้ความสําคัญกับเรื่องของอนุสัญญามาร์โพล หรือมารีน พอลลูชัน อันนี้ จะเปึนประโยชน์แก่ประเทศไทยอย่างยิ่ง และที่สําคัญคือเราก็จะได้รับการเชิดหน้าชูตาว่า เปึนประเทศที่ทันสมัยของโลก เวลานี้มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ไม่มี ในท่าเรือนั้นไม่ได้ ติดตั้งสิ่งเหล่านี้ ประเทศไทยเปึนหนึ่งในประเทศนั้นครับ นอกนั้นทุกท่าผมเคยศึกษามาว่า มีหมดแล้วทั่วโลก และที่มาตรฐานที่สุดถ้าหากว่าจะไปดูงาน ดูได้ที่ประเทศสิงคโปร์ครับ มีระเบียบและมีแบบแผนมีการปฏิบัติงานอย่างดี มีมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ ขอบคุณครับ