ทวี สุรฤทธิกุล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงการสร้างสรรค์และจรรโลงประชาธิปไตย เพื่อส่งเสริมระบอบรัฐสภาให้ดียิ่งขึ้น ทวี สุรฤทธิกุล หารือเรื่องนโยบายที่รัฐบาลออกมา โดยเฉพาะในหมวด 8 เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการพัฒนาคุณภาพในการทำงานของข้าราชการ ทวีจึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการในการที่จะใช้หรือให้ข้าราชการนั้นนำนโยบายปฏิบัติ ด้วยความระมัดระวังในการที่จะมอบหมายนโยบาย และ ทวี สุรฤทธิกุล หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาลและระบบราชการ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารงานอย่างมีส่วนร่วม และมีการปฏิบัติราชการอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังพูดถึงเรื่องการบริหารนโยบายประชานิยม และเรื่องของตํารวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอ (DSI) โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ล่อแหลมและอาจจะบิดเบือนไป
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ทวี สุรฤทธิกุล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รักษาการในฐานะสมาชิก วุฒิสภา ทําหน้าที่สมาชิกรัฐสภาในวันนี้ ก่อนอื่นผมต้องขอกราบเรียนว่าในเรื่อง การที่จะมาอภิปรายในวันนี้ ทาง สนช. ได้รับมอบหมายให้เสนอแนะ แล้วก็ดําเนินการ ในเรื่องของข้อเสนอแนะที่เปึนกลางแล้วก็สร้างสรรค์ ผมอยากจะเพิ่มเติมไปด้วยว่า ให้มีการจรรโลงประชาธิปไตยแล้วเราก็จะพูดกันด้วยเหตุด้วยผล ซึ่งก็จะช่วยส่งเสริม ในระบอบรัฐสภาของเรานี้ให้ดียิ่งขึ้น ประเด็นที่กระผมจะมานําเสนอเปึนข้อเสนอแนะ ให้แก่รัฐบาลนั้นก็อยู่ในหมวด ๘ ในเรื่องนโยบายการบริหารจัดการที่ดี โดยจะเน้นในเรื่อง ของข้อ ๘.๑.๒ ไปจนกระทั่งถึงข้อ ๘.๑.๕ ในสาระทั้งหมดนั้นกระผมก็ขอกราบเรียนว่า อาจจะเปึนการสอนหนังสือสังฆราช ซึ่งทางรัฐบาลก็คงจะรู้ดีและคงจะทําหน้าที่นั้น ไปได้ด้วยดีอยู่แล้ว แต่ในส่วนที่อยากจะมานําเสนอแนะ ซึ่งจะขอแยกแยะเปึน ๔ ประเด็นนั้น ก็จะมีในเรื่องหลัก ๆ อยู่ด้วยกันดังนี้
ประเด็นแรก ในเรื่องของนโยบาย อยากจะชื่นชมว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ หมวด ๘ ที่ทางรัฐบาลพูดถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งก็รวมถึงการพัฒนาคุณภาพ ในการทํางานของข้าราชการด้วยนั้น คํากล่าวหรือนโยบายที่ออกมานั้นอาจจะดูเหมือนเปึน น้ําทิพย์ที่ชโลมใจให้กับข้าราชการเปึนอย่างมาก แต่ก็อยากจะกราบเรียนว่าในส่วนนี้ จะต้องเปึนน้ําทิพย์ที่มีผลอย่างจริงจัง อย่าให้กลายเปึนน้ํากรดที่ส่งผลในทางกัดกร่อน ให้เกิดความเสียหายต่อระบบราชการ โดยเฉพาะการให้ความหวังที่อาจจะไม่เปึนจริงได้ ที่ผ่านมาอยากจะกราบเรียนว่าข้าราชการได้รับใช้นักการเมืองหรือรัฐบาลนี้มาเปึนอย่างดี อย่างจะเห็นได้ว่าในส่วนของข้าราชการจํานวนมาก โดยเฉพาะข้าราชการระดับบริหาร ขณะนี้ก็มีความวิตกกังวล โดยเฉพาะในเรื่องของคดีความที่ถูกเข้าไปเกี่ยวข้อง ข้องแวะ อยู่ในข่ายของการทุจริตคอร์รัปชันในหลาย ๆ เรื่อง จากการตรวจสอบของ คตส. เหล่านี้ เปึนต้น เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้เราจะทําอย่างไร รัฐบาลจะทําอย่างไรในการที่จะดําเนินการ ในการที่จะใช้หรือให้ข้าราชการนั้นนํานโยบายปฏิบัติ จะต้องมีความระมัดระวังในการ ที่จะมอบหมายนโยบาย กระผมเข้าใจว่าในปัจจุบันนี้ข้าราชการมีความเฉลียวฉลาด มีความรอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น มีบทเรียนในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น อยากจะเห็นรัฐบาล ในการที่ทําหน้าที่เหล่านี้ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม มอบหมายนโยบายด้วยความจริงใจ แล้วก็ดําเนินการในการที่จะพิจารณาความดีความชอบอย่างตรงไปตรงมา มิใช่มี การเลือกที่รักมักที่ชัง หรือดําเนินการเฉพาะแก่คนที่สนองต่อนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ให้ ความดีความชอบแก่คนเหล่านั้นเท่านั้น กระผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมานั้น ข้าราชการในกลุ่มระดับล่างที่กําลังจะไต่เต้าขึ้นไประดับบนนั้นก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการประเมินผลงาน ในเรื่องของการที่จะขึ้นไปสู่ตําแหน่งต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ก็จะมีระบบระเบียบของ กพร. ในการที่จะเข้าไปควบคุมกํากับตรงนั้น รวมทั้ง ในเรื่องการประเมินหน่วยงานของรัฐบาลด้วย เปึนภาระกับหน่วยงานราชการแล้วก็ ตัวบุคลากรของราชการเหลือเกินในการที่จะต้องประเมินผลงานขึ้นไปสู่ตําแหน่งต่าง ๆ รวมทั้งประเมินผลงานของหน่วยงานเพื่อที่จะรักษาองค์กรนั้นให้อยู่รอด เปึนภาระที่มี ความเปึนกังวลจนกระทั่งเข้าไปในส่วนของงานประจํา ที่ทําให้เกิดภาระในงานประจํา ขึ้นมาเปึนจํานวนมาก ตรงนี้ก็อยากจะให้รัฐบาลได้นําไปพิจารณาเพื่อไม่ให้เกิดแรงบีบคั้น หรือก่อภาระทุกข์ทรมานให้กับข้าราชการมาก กระบวนการในการประเมินนโยบาย หรือการทํางานของข้าราชการนั้น น่าจะมีวิธีการอื่น ๆ เข้ามาประกอบ เช่น ในยุคใหม่นั้นเราใช้การบริหารราชการแบบ ประชาชนมีส่วนร่วม น่าจะมีการรับฟังหรือนําผลความคิดเห็นของประชาชนเข้ามา ร่วมประเมินด้วย อย่างนี้เปึนต้น
ประเด็นที่ ๒ กระผมเข้าใจว่าในคณะรัฐบาลมีรัฐมนตรีจํานวนหนึ่งซึ่งเปึน คนหน้าใหม่แต่ว่าจะต้องมาดําเนินนโยบายในนโยบายเดิม ๆ หรือจะเรียกว่าเปึน สมองลูกเก่าซึ่งมีการปลูกฝังไว้ในนโยบายที่มีแต่เดิมอาจจะมาขยายต่อ กระผมเอง ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายออกไปทางสื่อบ้างว่าเปึนนโยบายที่ดีแล้วก็เห็นด้วยว่า การขยายต่อนโยบายบางอย่างนั้นก็เปึนสิ่งที่มีประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตามอยากจะให้ ความคิดเห็นเปึนข้อเสนอแนะในประเด็นนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการของ ข้าราชการเช่นเดียวกัน รัฐบาลจะต้องให้ความสําคัญกับการบริหารงานอย่างมีส่วนร่วม จากการที่ปรึกษาหารือกับข้าราชการอย่างรอบคอบพร้อมกับร่วมกับประชาชนในการที่จะ ดําเนินนโยบายต่าง ๆ เข้าใจว่าทุกท่านก็ได้ศึกษาในเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งมี บทบัญญัติในเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งตรงนี้เปึนการบริหารแนวใหม่ ที่รัฐบาลควรจะให้ความสําคัญเปึนอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามการบริหารงานของรัฐบาลนั้น จะต้องมีการระมัดระวังอยู่ใน ๒–๓ เรื่อง ผมอยากยกตัวอย่างว่าเมื่อนโยบายของรัฐบาล มอบหมายไปแล้วอาจจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบจากทางราชการในการที่อาจจะสนอง รวมทั้ง เสนอกลับมาซึ่งความคิดเห็นในประสบการณ์ของการทําหน้าที่สมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาตินั้น ผมเห็นว่าในเรื่องของการออกกฎหมายบางเรื่องมีการครอบงําทางความคิด ของระบบราชการเข้ามาในรัฐบาลค่อนข้างมาก อย่างเช่นตอนนี้เราไม่แน่ใจในเรื่องของ ระบบการค้าระหว่างประเทศที่อยู่ระหว่างการค้าเสรีกับการปกปัองความเข้มแข็ง ของการค้าในประเทศอย่างในเรื่องของโมเดิร์น เทรด (Modern trade) กับโชห่วย ซึ่งตรงนี้ ล่ะครับในการพิจารณากฎหมายของรัฐบาลเองโดยกระทรวงพาณิชย์ได้นําเสนอประเด็น ซึ่งในความเห็นส่วนตัวของกระผมนั้นมองว่าเปึนเรื่องที่ขัดต่อหลักการการค้าเสรี แล้วนอกจากนั้นยังเปึนเรื่องของการที่พยายามจะดึงประเทศไทยเข้าไปสู่ในระบบล้าหลัง หรือในเรื่องที่ ๒ ก็คือในเรื่องนโยบายประชานิยม กระผมอยากจะเรียนถามรัฐบาล ผ่านท่านประธานไปครับว่า ในการบริหารนโยบายทั้งหลายของด้านประชานิยมนี้จะมี วิธีการในการบริหารจัดการอย่างไร มีแง่คิดอย่างนี้ครับ ในเรื่องของการบริหารนโยบาย ประชานิยมนี้จะต้องระลึกว่าอาจจะมีการดําเนินการในการจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงาน ในการขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ออกมาเปึนพิเศษอย่างนี้ก็เปึนไปได้ หรือแม้กระทั่ง จะมีการดําเนินการในการจัดวางนโยบายนี้กระจายไปในกลุ่ม กระจายไปในพวกที่มี การจัดแจงแต่งตั้งกันไว้แล้วก็อาจจะเปึนได้ กระผมเห็นว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่ล่อแหลม เปึนเรื่องที่สื่อไปในลักษณะของการที่จะทําให้นโยบายนี้บิดเบือนไป คงจะไม่ใช่ ประชานิยมแล้วครับ แต่ก็คงจะเปึนในเรื่องรัฐบาลนิยมเพื่อให้รัฐบาลนั้นได้ประโยชน์ เปึนอย่างมากเท่านั้นเอง ในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน มีอีกเรื่องหนึ่งในเรื่องของระบบราชการ กับนโยบายรัฐบาล กระผมอยากจะพูดถึงหน่วยงานที่สําคัญเปึนต้นน้ําลําธารของ ระบบยุติธรรมอย่างตํารวจ ซึ่งเมื่อเช้านี้ต้องขอประทานโทษที่จะเอ่ยนามก็คือ ท่านอาจารย์สังศิตได้กล่าวไปบางส่วน กระผมเห็นว่าในเรื่องของตํารวจนั้นเปึนสิ่งที่ รัฐบาลทั้งหลายพยายามจะใช้ประโยชน์ค่อนข้างมาก แต่เมื่อในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา พยายามที่จะแยก ประโยชน์ของการเมืองออกจากประโยชน์ของตํารวจ ก็ปรากฏว่าถูกตํารวจนั่นเองคัดค้าน แล้วก็กลายเปึนประเด็นที่ยืดเยื้อไม่สามารถเสนอกฎหมายให้สําเร็จลุล่วงไปได้ทุกขั้นตอน อีกส่วนหนึ่งก็คือในเรื่องของกรมสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอ (DSI) กระผมเคยได้รับ ความกรุณาจากท่านอดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมในรัฐบาลชุดก่อนโน้นให้เข้าไปเปึน คณะกรรมการคดีพิเศษ สมัยนั้นคดี มีประมาณ ๒๒๐ คดีสามารถสําเร็จไปได้ราว ๑๔–๑๕ คดี ปัจจุบันมีคดีไม่น่าจะต่ํากว่า ๓๐๐–๔๐๐ คดีแล้วที่รับเปึนคดีพิเศษ ตรงนี้ ก็ไม่ทราบว่าได้ดําเนินการเปึนรูปธรรมสําเร็จไปอย่างไร น่าเปึนห่วงครับ องค์กรนี้ตั้งขึ้นมา หวังว่าจะสร้างความยุติธรรมให้ในคดีใหญ่ ๆ คดีนักการเมือง คดีผู้มีอิทธิพล คดีที่เกี่ยวข้อง กับผลประโยชน์ของประชาชนจํานวนมหาศาล เงินเปึนหลายร้อยล้านบาท สิบล้านบาท ที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ว่ากลายเปึนความอืดอาดล่าช้า เปึนองค์กรระบบราชการ ขนาดใหญ่ขึ้นมาซึ่งน่าเปึนห่วง
เรื่องต่อไปก็คือ ในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของข้าราชการ กระผมอยากจะ กราบเรียนว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องของแม่ปูกับลูกปู เปึนเรื่องที่น่าจะเริ่มต้นจากทางฝ์ายการเมือง ที่จะต้องทําตัวเปึนแบบอย่างที่ดีด้วย เพราะฉะนั้นกระผมได้ทราบจากท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้กล่าวในการแถลงนโยบายว่าท่านจะเน้นย้ําในเรื่องนี้ก็รู้สึกสบายใจก็หวังว่าในการ ดําเนินการของรัฐบาลจะทําตัวเปึนแบบอย่างที่ดีแล้วก็จะทําตัวควบคุมลูกปูคือ ข้าราชการนั้นให้อยู่ในแนวทางที่ดีด้วย กระผมเห็นว่าในเรื่องของการทํางานเพื่อให้ไปสู่ คุณธรรมจริยธรรมที่ดีนั้น ระบบการตรวจสอบของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ดี รวมทั้ง ภาคประชาชนที่กําลังเข้มแข็งเติบโตขึ้นมาก็ดี ล้วนแต่เปึนสิ่งที่อาจจะส่งเสริมโดยที่รัฐบาล ต้องเข้าไปใช้ประโยชน์แล้วก็นํามาตระหนักใคร่ครวญเพื่อที่จะให้ภาคประชาชน รวมทั้ง ใช้องค์กรต่าง ๆ เข้ามาร่วมในการเสริมสร้างจริยธรรมให้แก่ระบบราชการด้วย ผมอยากจะ เล่าเรื่องการทํางานของคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ ซึ่งกระผมเปึนอยู่ใน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทราบว่าขณะนี้ก็เปึนกรรมาธิการที่ทั้งฝ์ายค้านแล้วก็ฝ์ายรัฐบาล กําลังจ้องมองแล้วก็หวังจะเข้าไปมีบทบาทในคณะกรรมาธิการชุดนี้ กระผมอยากจะเห็น ความร่วมมือร่วมใจกันของทั้ง ๒ ฝ์าย ในการที่จะใช้กรรมาธิการนี้ดําเนินการสร้าง ความโปร่งใสสร้างประสิทธิภาพของการบริหารราชการ กระผมมีเรื่องค้างคาติดไว้ ๒–๓ เรื่องจากการทํางานของคณะกรรมาธิการนี้ เช่น การตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญ ๒๐ ล้านฉบับ ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ที่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็อยากให้ ท่านประธานฝากไปให้รัฐบาลผู้เกี่ยวข้องได้ดําเนินการต่อไปด้วย นอกจากนั้นก็ยังมี ในเรื่องของการตรวจสอบกรณีทุจริตต่าง ๆ อยู่อีกบ้าง ๒–๓ เรื่อง ซึ่งกระผมไม่มีเวลา ที่จะเสนอรายละเอียดที่นี้ได้นําเสนอไปสู่รัฐบาลแล้ว จากผลการตรวจสอบ ๒๔ เรื่อง ได้รับคําตอบจากรัฐบาลเพียง ๒ เรื่อง เพราะฉะนั้นกรรมาธิการเราจะมีความศักดิ์สิทธิ์ หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการติดตามการบริหารที่รัฐบาลจะดําเนินการต่อไปด้วย
ประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของการพัฒนาระบบราชการ กระผมอยากจะเห็นว่า ในการที่เราจะพัฒนาระบบราชการนั้นจะต้องดําเนินการไปอย่างเปึนระบบ โดยที่จะต้องมี นโยบายที่แน่ชัด ผมยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยในกํากับในรัฐบาลที่ผ่านมาของ พลเอก สุรยุทธ์ ก็ได้ดําเนินการผลักดันไปบางส่วนแล้วก็ยังเหลืออีกบางส่วนที่ยังต้องดําเนินการต่อไป ก็อยากทราบนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลด้วยว่าจะดําเนินการอย่างไรในเรื่องนี้ อีกอย่างหนึ่ง ก็คือในเรื่องของอนาคตของระบบราชการ ผมได้ฟังท่านสมาชิกรัฐสภาอภิปรายเมื่อวาน หลายท่านพูดถึงว่าระบบราชการของเรามีความซ้ําซ้อน ขาดเจ้าภาพในนโยบายต่าง ๆ กระผมก็อยากจะมีความเห็นว่าที่จริงแล้วเราอาจจะไปปรับแก้โครงสร้างไม่ได้เพราะเรา อาจจะไม่มีผู้นําที่เด็ดขาด เข้มแข็งมาฟันธงเปลี่ยนแปลงได้จากหน้ามือเปึนหลังมือ อย่างยุคก่อน แต่เราก็อาจจะใช้ลักษณะของการประสานประโยชน์ร่วมกันระหว่างองค์กร หน่วยงานรัฐบาลเหล่านั้นที่สามารถจะเปึนศูนย์กลางแล้วก็กระจายความร่วมมือเข้าไปด้วย กระผมเรียกว่าเปึนการบีบสมองแต่คลายมือ หมายถึงว่าช่วยกันคิดแต่ว่าต้องกระจาย อํานาจและผ่อนคลายอํานาจ หน่วยราชการจะต้องไปสู่การอํานวยการ การประสานงาน มากกว่าการควบคุมหรือการกํากับดูแล
ท่านประธานครับ กระผมมีประเด็นที่ทางข้าราชการฝากมาอีกประเด็นหนึ่ง ท่านสมาชิกทั้งหลายอย่างวันนี้เราประชุมนโยบาย และประมาณเดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคมก็จะประชุมงบประมาณ ข้าราชการจํานวนมากมาอัดกันแน่นอยู่ในสภา เปึนสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะสิ้นเปลืองในหลาย ๆ เรื่อง อาจจะเปึนเรื่องเล็ก ๆ แต่มันแสดงถึง ความไม่ศิวิไลซ์ (Civilize) ในระบบงานของรัฐบาล ในการที่เราน่าจะมีการประสาน โดยเทคโนโลยีบ้าง หรือในรูปแบบของการใช้คนให้น้อยแต่ได้งานมีประสิทธิภาพให้มาก อันนี้ก็อยากจะฝากเปึนเรื่องที่ดําเนินการ อย่างเรื่องการพิจารณางบประมาณนั้นก็มี อีกส่วนหนึ่ง จะพบว่าเวลาที่เราทําข้อสังเกตมีข้อเสนอแนะอะไรไปก็มักจะถูกเพิกเฉย อย่างเช่นในเรื่องของการที่ให้หน่วยงานราชการปรับปรุงนโยบาย รวมทั้งการใช้จ่ายเงิน ต่าง ๆ ตรงนี้ก็อยากจะฝากทางรัฐบาลได้ไปดูแลกํากับให้เกิดขึ้นด้วย กระผมอยากจะพูดว่า ในการบริหารราชการนั้นเราจะต้องทําให้ระบบอํามาตยาธิปไตยนั้นผ่อนคลาย อํามาตยาธิปไตย คือเรื่องของข้าราชการเปึนใหญ่ เมื่ออํามาตยาธิปไตยผ่อนคลายประชาธิปไตยก็จะเติบโต กระผมขอกราบเรียนว่าในเรื่องของการที่พวกเราซึ่งเปึนฝ์ายการเมือง แล้วก็จะต้องไป กํากับดูแลข้าราชการนั้นก็คงจะต้องมีหลักเกณฑ์หลักการ มีอะไรที่น่าสนใจในการที่จะ ดําเนินการให้ถูกต้อง ผมเห็นอย่างหนึ่งที่ยังเปึนข้อบกพร่องตั้งแต่รัฐธรรมนูญนี้ แล้วก็ ในข้อบังคับของสภาด้วย รัฐธรรมนูญนี้ในมาตรา ๑๗๖ พูดว่าเมื่อรัฐบาลรับหน้าที่แล้ว ภายในสิบห้าวันต้องแถลงนโยบายต่อสภานี้ใช่ไหมครับ แล้วก็ต้องจัดทําแผนการบริหาร ราชการแผ่นดินตามมา แต่ในข้อบังคับ ข้อ ๑๐๓ บอกว่า ในการซักถามนโยบาย ของรัฐบาลนั้นสมาชิกสภาอาจจะซักถามและอภิปรายแผนการปฏิบัติและวิธีการที่จะ ปฏิบัติตามนโยบายนั้น ๆ ด้วยก็ได้ นี่เราไม่มีแผนการไม่เห็นแผนของรัฐบาล ถ้าเปึนไปได้ ฝากท่านประธานไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ เมื่อรัฐบาลมีนโยบายควรจะมีแผน การบริหารราชการแนบพร้อมมาด้วยเพื่อให้เกิดการพิจารณาซักถามในแผนการปฏิบัติ และวิธีการ กระผมได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลไปว่าเหมือนกับเปึนแผนที่ ท่องเที่ยว คือเห็นแต่ภาพที่สวยงาม แต่ผมอยากจะเห็นนโยบายของรัฐบาลเปึนแผนที่ ขุมทรัพย์ เปึนลายแทงขุมทรัพย์ที่เราจะได้เห็นผลหรือสิ่งที่เปึนความมั่งคั่ง ความรุ่งเรือง ได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ก็อยากจะให้รัฐบาลนี้ได้ดําเนินการที่จะสร้างความหวัง ให้เกิดขึ้นเปึนจริง กระผมได้วิพากษ์วิจารณ์ตัวท่านประธานแล้วก็ตัวท่านนายกรัฐมนตรี ในหลักการในเรื่องของคุณสมบัติมาครั้งหนึ่ง ตรงนี้ก็ขอเรียนย้ําว่าบ้านเมืองเราก็ควรจะ มีหลักมีการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมทําไปมิได้มีความขัดเคืองในส่วนตัว ก็ขอกราบเรียนครับ ขอบคุณท่านประธานครับ