อภิวัฒน์ เงินหมื่น หารือเรื่องนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้และความชำนาญในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสร้างหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมกับประเทศไทย และยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนานโยบายที่มีแนวทางในการส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับประเทศไทย โดยไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรเท่านั้น แต่ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมกับประเทศไทย
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิวัฒน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอํานาจเจริญ พรรคประชาธิปัตย์ สําหรับนโยบายทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ของรัฐบาลที่แถลงมา สาระสําคัญโดยสรุปคือ
ข้อที่ ๑ พัฒนาโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูง
ข้อที่ ๒ พัฒนาอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และบุคลากรคอมพิวเตอร์
ข้อที่ ๓ พัฒนาระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์และระบบจีไอเอส (GIS) และเทคโนโลยีอวกาศ
สําหรับนโยบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาและแก่นความคิด ของรัฐบาลชุดนี้หลายประการ กล่าวคือ
ประการแรก ไม่มีอะไรใหม่ รัฐบาลชุดนี้เลือกที่จะเปึนผู้ตามมากกว่า ที่จะเปึนผู้นํา เพราะการพัฒนาโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูงก็ดี การพัฒนาอุตสาหกรรม คอมพิวเตอร์และบุคลากรก็ดี หรือรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ก็ดี ล้วนแล้วแต่เปึนสิ่งที่รัฐบาล ชุดก่อน ๆ ได้ดําเนินการมาแล้วทั้งสิ้น สิ่งที่ใหม่มีเพียงข้อเดียวคือ เทคโนโลยีอวกาศ แต่ไม่แน่ใจว่าประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศแข่งขันกับต่างประเทศได้มากน้อย แค่ไหน และจะเปึนประโยชน์ต่อประชากรมากน้อยแค่ไหน ข้อสําคัญคือการพัฒนา ที่ผ่านมาล้วนแต่มีปัญหา โดยเฉพาะการแย่งชิงสัมปทานและผลประโยชน์ของ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ และวาระซ่อนเร้นในการดําเนินการนโยบาย ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลชุดนี้ประเมินผลและหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร อาทิ เช่น ระบบ จีไอเอสของท้องถิ่นที่มีการจ้างเหมาราคาแพง การหักเปอร์เซ็นต์กันมากและการตรวจรับงาน กันไปโดยที่มีประสิทธิภาพการทํางานน้อยมาก ท้องถิ่นต่าง ๆ ในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ มีระบบจีไอเอส แต่ใช้งานได้ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของเปัาหมายที่ได้ตั้งไว้
ประการที่ ๒ นอกจากรัฐบาลไม่ได้คิดนวัตกรรมใหม่แล้ว รัฐบาลยังมุ่ง มองแต่เฉพาะการรวมศูนย์อํานาจของภาครัฐ ในแนวนโยบายของรัฐบาลไม่มีคําว่า เอกชนหรือท้องถิ่นหรือภาคอื่น ทั้งที่นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศจะไม่มีวันพัฒนาได้ หากไม่มีหุ้นส่วนในภาคอื่นเลย โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้น ล้วนแล้วแต่เกิดจากภาคเอกชนในต่างประเทศโดยทั้งสิ้น ยิ่งเอกชนในประเทศไทยนั้น มีปัญหาว่าจะทําอย่างไรจึงจะทําให้เกิดการริเริ่มและการพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะสม สําหรับประเทศไทย ไม่ใช่ปล่อยให้ประเทศไทยทั้งประเทศทําหน้าที่เปึนเพียงนายหน้า นําเข้าเทคโนโลยีและเอามาขายต่อ ข้อสําคัญคือการขายยังมีการหักเปอร์เซ็นต์ หลาย ๆ ขั้นตอน รับซ้อน ทุกขั้นล้วนมีเงินงบประมาณของรัฐบาลหล่นหาย อย่างเช่นกรณี ซีทีเอ็กซ์ ๙๐๐๐ (CTX ๙๐๐๐) เปึนต้น
ประการที่ ๓ หัวใจของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ที่พีเพิล แวร์ (People ware) แต่รัฐบาลไม่ได้พูดถึงการพัฒนาคนเลย กล่าวสั้น ๆ คือการพัฒนาบุคลากร ให้มีศักยภาพได้มาตรฐานและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งแทนที่จะเปึน การรับใช้สังคม รับใช้ประเทศ หรือตอบสนองต่อความต้องการการพัฒนาระบบสารสนเทศ ในภาครัฐ กลับเขียนว่า สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งที่ความจริงแล้วตลาดเจริญไปมากแต่บุคลากรในภาครัฐและกฎหมายเท่านั้นที่ยัง ตามไม่ทันต้องไล่ตามความเจริญของตลาด เช่น กรณีความล้มเหลวของระบบโครงข่าย สายตรวจวิทยุตํารวจของสํานักงานตํารวจที่ขาดบุคลากรที่มีความรู้และความชํานาญ หรือความล้มเหลวของระบบบัญชี ๓ มิติ ที่เรียกว่า จีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) ซึ่งมีงานวิจัย มากมายระบุว่าคลังจังหวัดมีบุคลากรที่มีความรู้เรื่องระบบบัญชีนี้จริง ๆ ในจังหวัดเพียง ๒ – ๓ คน และส่วนใหญ่เปึนการรู้ระดับพื้นผิว นอกจากนี้รัฐบาลยังขาดแนวนโยบาย ที่จะพัฒนาและส่งเสริมมหาวิทยาลัยให้เปึนผู้นําทางเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างแท้จริง สภาพปัจจุบันจึงอาศัยการเรียนซอฟต์แวร์ (Software) จากต่างประเทศ รัฐบาลจึงให้ มหาวิทยาลัยและแหล่งผลิตบัณฑิตทางการศึกษามีความรู้เพียงขั้นพื้นฐานและปัอน เข้าสู่ตลาดและอุตสาหกรรมแต่ขาดการวิจัยและการพัฒนาชั้นสูง
ประการที่ ๔ รัฐบาลไม่ได้พูดถึงนโยบายและการส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ก้าวหน้า อาทิเช่น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ รัฐบาลในปัจจุบันนี้พัฒนาไปไกลถึงขั้นบูรณาการ และเอาระบบบริการภาคเอกชนมาไว้ด้วยกัน รวมถึงการใช้ออกเสียงและแสดงความคิดเห็น ซึ่งเปึนประชาธิปไตยทางตรง เช่น ระบบอีดีโมเครซี (e-Democracy) ของญี่ปุ์นหรือระบบ อีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Electronics) ของเยอรมันที่นําเอาอิเล็กทรอนิกส์ เข้าไปบริหารท้องถิ่น และเชื่อมความสัมพันธ์กับชุมชน รัฐบาลเพียงแต่พูดถึงการขยายเครือข่ายความเร็วสูง ซึ่งเปึนแนวนโยบายพื้น ๆ และเปึนสิ่งที่ทําอยู่แล้ว
ประการสุดท้าย รัฐบาลไม่ได้พูดถึงการกระจายทางอํานาจทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเปึนหัวใจสําคัญของระบบการปกครองสมัยใหม่ เพราะจะทําให้การกระจายอํานาจ ไปสู่ท้องถิ่นเกิดขึ้นเปึนรูปธรรมได้ เนื่องจากการกระจายอํานาจทางอิเล็กทรอนิกส์ จะสนับสนุนให้เกิดการกระจายอํานาจทางการคลัง และการกระจายอํานาจด้านข้อมูล ข่าวสาร การตัดสินใจและการบริหารงานในระดับท้องถิ่น และการพัฒนาสังคมท้องถิ่น ให้มีความรู้ นอกจากนี้แล้วรัฐบาลยังไม่ได้กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเปึนแนวทาง การพัฒนาประเทศไทยไปสู่สังคมความรู้ได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์ จากข้อมูลในการกําหนดนโยบายจากระดับล่าง
ข้อที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ รัฐบาลไม่ได้พูดเลยแม้แต่น้อยว่า เมื่อสังคมและสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปนั้น นโยบายทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเปลี่ยนไปได้อย่างไร เพราะโดยข้อเท็จจริงนั้นนโยบายสารสนเทศมีการแข่งขันที่ รวดเร็วมาก แต่รัฐบาลมักจะคิดเปึนสูตรสําเร็จนั่นคือการติดอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน การซื้อ คอมพิวเตอร์แจก หรือการซื้อโน้ตบุ๊ค (Notebook) แจกนักเรียน ซึ่งเปึนเพียงการแก้ไข ปัญหาในระยะสั้น ส่วนในระยะยาวแล้วก็จะไม่สามารถทําให้การพัฒนาทางด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยดําเนินไปสู่ความเจริญอย่างแท้จริง นั่นคือสิ่งที่ ผมอยากจะฝากไว้สําหรับรัฐบาล โดยสรุปแล้วผมขอตั้งข้อสังเกตว่านโยบายทางด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐบาลแล้วนอกจากไม่ได้มีการคิดอะไรใหม่ ๆ ยังเปึนการเอา เทคโนโลยีที่ล้าหลังมาใช้ซึ่งจะไม่สามารถก่อให้เกิดความเจริญที่ยั่งยืน และโดยเฉพาะ กระผมซึ่งเปึนผู้แทนราษฎรของจังหวัดอีสานและทางภาคอีสานแล้วแทบจะไม่ได้รับ ประโยชน์จากนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐบาลเลย ขอบคุณครับ