อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องวิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการแก้ไขปัญหาและใช้เหตุผลในการบริหารประเทศ อ้างตัวอย่างจากประเทศฟิลิปปินส์และบังกลาเทศ และเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีจัดทำการปฏิรูปการเมืองให้สำเร็จเพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ถูกขนานนามว่า "ผู้ป่วยแห่งเอเชีย" และแถลงว่าไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการไม่ฟังเสียงประชาชนและการดำเนินการของนายกรัฐมนตรีที่ละเมิดรัฐธรรมนูญและเสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตยของชาติ
ท่านประธานรัฐสภา กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมหวังว่าการประชุมรัฐสภาในวันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะได้รับฟังข้อเท็จจริง เหตุผล ข้อเสนอแนะ และเก็บเกี่ยวประโยชน์ไปใช้ดุลยพินิจในการบริหารประเทศ การที่ทางรัฐบาลได้ขอให้ รัฐสภาได้มีการประชุมเพื่อขอความเห็นจากรัฐสภานั้น ผมถือว่าเปึนนิมิตหมายที่ดี อย่างน้อยที่สุดเมื่อสักครู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกว่า รัฐบาลเอาไว้ไม่อยู่แล้ว ศาลเอาไว้ไม่อยู่แล้ว นั่นเปึนการสะท้อนให้เห็นถึงดีกรีของวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ และเปึนการยอมรับว่ารัฐบาลนั้นมีอํานาจ แต่ปกครองไม่ได้ แน่นอนที่สุดว่า ทางออกของ ปัญหาในกรณีนี้นั้น เปึนเรื่องที่ประชาชนทั่วทั้งประเทศในทุกภาคส่วนกําลังจับตามอง การทําหน้าที่ของเรา ผมมีความประสงค์อย่างยิ่งในการที่จะเสนอข้อเท็จจริงและเหตุผล และหวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะฟังและได้ยินสิ่งที่กระผมได้พูด ต้องเรียนท่านประธานว่า โดยแท้ที่จริงสิ่งที่รัฐบาล โดยเฉพาะตัวท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องตระหนักแล้วก็สําเหนียก ก็คือว่าทําไมการบริหารราชการเพียงแค่ ๗ เดือนที่ผ่านมาจึงนําประเทศมาสู่วิกฤตการณ์ ทางการเมือง และเปึนวิกฤตการณ์การเมืองซึ่งล่อแหลมต่อการสูญเสียเลือดเนื้อและการ สูญเสียสถานะความเข้มแข็งของประเทศชาติของเรา ไม่กี่วันที่ผ่านมา สภาพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้จัดการสัมมนาประจําป้ ๒๕๕๑ ในหัวข้อเรื่อง อนาคต ประเทศไทยใน ๒๐ ป้ข้างหน้า ได้พูดกันถึงวิกฤตการณ์ของโลกซึ่งประเทศไทยจะต้อง ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของวิกฤติพลังงาน วิกฤติอาหาร วิกฤติประชากร และ วิกฤติโลกร้อน แล้วก็วิเคราะห์ถึงวิกฤตการณ์ภายในประเทศ ไม่ว่าจะเปึนวิกฤติ ทางเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องประชาชน ปัญหาความยากจน ปัญหาวิกฤติความมั่นคง และปัญหาอื่น ๆ แต่บัดนี้ระบบการเมืองซึ่งควรจะเปึนกลไกในการแก้ไขปัญหาเพื่อสร้าง อนาคตและความเข้มแข็งให้ประเทศไทยจากวันนี้ถึง ๒๐ ป้ข้างหน้านั้นกลับกลายเปึน ตัวปัญหา และรัฐบาลได้แปรโอกาสเปึนวิกฤติอย่างสิ้นเชิง ท่านประธานที่เคารพ ความจริงแล้วเรื่องของการมาขอข้อคิดเห็นจากสภานั้น ต้องการคําตอบสั้น ๆ เท่านั้นว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้จะจบลงเมื่อไร และจบลงอย่างไร แน่นอนที่สุดว่า ในฐานะ ของสมาชิกรัฐสภา กระผมมีความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภามาโดยตลอด และเชื่อว่านี่คือ เวทีของการหาทางออกให้กับประเทศในยามคับขัน แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าท่านนายกรัฐมนตรี จะต้องใช้สติ ใช้ความสงบ ใช้ความใจเย็น ใช้เหตุใช้ผลในการรับฟัง และใช้ดุลยพินิจ ของท่านเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ความจริงทางออกของประเทศนั้น มีอยู่อย่างน้อย ๖ ประการ สําหรับทางออกของวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้
ประการที่ ๑ ก็คือว่า ท่านนายกรัฐมนตรีลาออกเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี คนใหม่
ประการที่ ๒ พรรคร่วมรัฐบาลลาออก เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ประการที่ ๓ จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ปัญหา ทั้งหลายแหล่ก่อนที่จะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
ประการที่ ๔ ยุบสภา เพื่อให้ประชาชนตัดสินในอนาคตของประเทศ อีกครั้งหนึ่ง
ประการที่ ๕ รัฐบาลอยู่ต่อไป และเสี่ยงต่อการนองเลือด
ประการที่ ๖ การปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งไม่เปึนที่พึงประสงค์
อาจจะกล่าวได้ว่า ทางออกสุดแล้วแต่ท่านนายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจ อย่างไร และการตัดสินใจนั้นจะผูกพันต่ออนาคตของประเทศชาติ ไม่ว่าวันนี้ วันหน้า ป้หน้า หรืออีก ๒๐ ป้ข้างหน้า สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือการเรียนรู้ถึงความผิดพลาดในอดีต อย่างน้อยการยอมรับความผิดพลาด และเริ่มต้นเพียงคิดถึงการแก้ไขปัญหา ความผิดพลาดนั้น นั่นคือการนับหนึ่งของความหวังว่าเราจะสามารถแก้ไขปัญหาของ ประเทศชาติได้ ท่านประธานครับ ความจริงเรามีตัวอย่าง ตัวอย่างของความผิดพลาด ในระบบการเมือง ทั้งของเราเองและต่างประเทศ ถ้าเราได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ ที่ผิดพลาดและเราไม่ลืมเลือนในการก้าวข้ามความผิดพลาดและอย่าให้ประวัติศาสตร์ ซ้ํารอยนั้น เราอาจจะเห็นแสงแห่งความหวังในการคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ประเทศฟ่ลิปป่นส์เปึนประเทศหนึ่งครับที่เมื่อ ๓๐ กว่าป้ก่อนนั้นมีระดับการพัฒนา ใกล้เคียงกับเรา เปึนระบอบประธานาธิบดี วันหนึ่งด้วยระบบการเมืองที่ฉ้อฉลมีการ คอร์รัปชัน นักการเมืองไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชน การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ในท้ายที่สุดได้ผู้นําและรัฐบาลที่ไม่สุจริต แล้วก็เกิดกระบวนการประชาชนในการโค่นล้ม รัฐบาล เหมือนอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ในประเทศไทยนี้ครับ แต่ว่าเราไม่สามารถ จะแก้ไขปัญหาวันนี้เพียงเพื่อแก้ผ้าเอาหน้ารอดเพื่อให้รัฐบาลนี้อยู่ต่อไป แต่ต้องคิดถึง อนาคตว่า แล้วต่อไปวันข้างหน้าประเทศจะอยู่ได้อย่างไร แต่ท้ายที่สุดแล้วการปฏิรูป ทางการเมืองที่ล้มเหลวในประเทศฟ่ลิปป่นส์ก็ทําให้เกิดปัญหาต่อการพัฒนาประเทศ ต่อการบริหารและการปกครองประเทศ จนกระทั่งกลายเปึนประเทศที่ถูกขนานนามว่า เปึนผู้ป์วยแห่งเอเชีย ผมไม่พึงประสงค์ที่จะเห็นท่านนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ นําพา ประเทศแล้วทําให้วันหนึ่งประเทศไทยถูกเรียกว่า คนป์วยแห่งเอเชีย นั่นคือสิ่งที่เราวิตก กังวลอย่างยิ่ง อีกตัวอย่างหนึ่งเปึนตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นใกล้เคียงกับสถานการณ์ ในวันนี้ของประเทศไทย นั่นก็คือสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศบังกลาเทศ เปึนการเมือง ๒ ขั้วใหญ่ ๒ พรรคการเมืองใหญ่ พรรคการเมืองหนึ่งขึ้นมามีอํานาจชนะ การเลือกตั้ง แล้วก็ใช้อํานาจอย่างฉ้อฉล มีการคอรัปชั่น แวดวงบริวารครอบครัวได้ใช้ อํานาจที่ได้รับเลือกตั้งไปจากประชาชนนั้นในการคอรัปชั่น จนกระทั่งมีประชาชนออกมา เดินขบวนและก็ต่อต้าน และก็ล้มไป อีกพรรคการเมืองหนึ่งก้าวขึ้นมาสู่อํานาจ แต่เช่นกัน แทนที่จะใช้อํานาจเพื่อประชาชนก็ใช้อํานาจเพื่อตนเองและพวกพ้อง ท้ายที่สุดก็แพ้ การเลือกตั้ง อีกพรรคหนึ่งก็ขึ้นมาเปึนรัฐบาล วนเวียนไปมา ๑๕ ป้ จนกระทั่งเมื่อป้ที่แล้ว นี้ครับ ก็ต้องสูญเสียประชาธิปไตย ถูกคณะทหารยึดอํานาจ ยึดอํานาจแล้วก็มีรัฐบาล ชั่วคราวขึ้นมา แต่สิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกับประเทศของเราก็คือว่าขณะนี้กําลังสังคายนาปฏิรูประบบการ เลือกตั้ง เขามีคณะกรรมการการเลือกตั้งเหมือนอย่างประเทศไทย แต่รูปแบบซึ่งตรงข้าม กับเนื้อหาซึ่งควรจะดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้นก็กลับไม่เปึนเช่นนั้น ในที่สุด ก็ทําให้ระบบการเมืองกลายเปึนระบบที่เปึนปัญหาของประเทศและมีแต่การฉ้อฉล เขาต้องการที่จะปฏิรูปการเมืองและพูดถึงระบบการเมืองใหม่เหมือนอย่างวันนี้ครับที่มี การพูดถึงระบบการเมืองใหม่ เพราะเขาสิ้นหวังและท้อแท้ต่อระบบการเมืองเก่า ตัวอย่างเช่นนี้เปึนตัวอย่างหนึ่งซึ่งเราไม่สามารถที่จะละเลยมองข้ามไปได้ เพราะวันนี้ เรากําลังเผชิญในสิ่งที่อย่างน้อย ๒ ประเทศตัวอย่าง ที่อยู่ในเอเชียเหมือนกันนั้นกําลัง ประสบอยู่ ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปถึงทางรัฐบาลว่าเฉพาะในประวัติศาสตร์ การเมืองของเรา เราก็มีบทเรียน หลายครั้งที่ท่านนายกรัฐมนตรีโดยตัวท่านเอง แต่ต่างสถานะได้เข้าไปเกี่ยวข้องผูกพันและรู้ซึ้งถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของเหตุการณ์ ไม่ว่า จะเปึนเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ไม่ว่าจะเปึนเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ หรือ เหตุการณ์ระหว่างวันที่ ๑๗ ถึง ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕ จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๑ ถามบอกว่ารัฐบาลเมื่อป้ ๒๕๑๖ เปึนรัฐบาลตามกฎหมายและ รัฐธรรมนูญในขณะนั้นหรือไม่ ต้องตอบว่าใช่ ถามบอกว่ารัฐบาลในป้ ๒๕๓๕ ชนะ การเลือกตั้งมาอย่างถูกต้องใช่หรือไม่ และเปึนรัฐบาลตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ในขณะนั้นใช่หรือไม่ต้องตอบว่าใช่ แต่ทําไมประชาชนจึงออกมาต่อสู้เดินขบวนขับไล่ รัฐบาลเหล่านั้นและผู้นํารัฐบาลในขณะนั้น ยอมสูญเสียเลือดเนื้อ ใช้ความกล้าหาญ ในการต่อสู้จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลง และทําให้การพัฒนาประชาธิปไตยนั้นเดินหน้า มาถึงทุกวันนี้ มีการพูดกันว่าวันนี้โดยลักษณะท่าทีของท่านนายกรัฐมนตรีดูประหนึ่งว่า เราเกิดสงครามการเมือง ผมไม่ประสงค์ที่จะเห็นสงครามกลางเมืองจากการแปรจาก สงครามมาสู่สงครามการเมือง แต่การที่จะพูดถึงสาเหตุสําคัญ และถ้าท่านนายกรัฐมนตรี จะได้รับฟังและไตร่ตรองว่าสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาได้นําเสนอนั้นเปึนจริงหรือไม่ เพราะ การจะแก้ไขปัญหานั้น คนไข้จะต้องยอมรับสมมุติฐานการวินิจฉัยโรคของหมอเสียก่อน ท่านอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็สุดแล้วแต่ แต่เมื่อท่านมาขอความเห็นก็จะ ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา
ประการที่ ๑ เกิดจากความไม่ไว้วางใจ ไม่ไว้วางใจว่าท่านเปึน นายกรัฐมนตรีและเปึนรัฐบาลของประชาชน จึงถูกขนานนามว่าเปึนนายกรัฐมนตรีนอมินี (Nominee) ตั้งแต่เริ่มต้น นี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่กระผมมากล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี แต่นี่ คือข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่
ประการที่ ๒ ก็คือ ท่านได้พยายามดําเนินการในการเพิ่มความไม่ไว้วางใจ โดยการดําเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ๒ ประเด็นสําคัญ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเริ่มมี การชุมนุมและการเดินขบวน ความจริงผมเชื่อว่าประชาชนได้ให้โอกาสท่าน แต่ท่านกลับทําลายโอกาส และเราได้เตือนแล้วว่าจะก่อให้เกิดชนวนของวิกฤตการณ์ ทางการเมือง นําไปสู่ความขัดแย้ง แตกแยก แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่รับฟัง แต่นั่นก็คือ การเพิ่มความไม่ไว้วางใจ ความหวาดระแวงในการเปึนรัฐบาลนอมินีหรือเปึน นายกรัฐมนตรีนอมินี มิหนําซ้ํา
ประการที่ ๒ คือการบริหารที่ผิดพลาด ละเมิดรัฐธรรมนูญ สุ่มเสี่ยงต่อการ สูญเสียอธิปไตยของชาติในกรณีคดีประสาทพระวิหาร ถ้าท่านประธานจําได้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะในซีกฝ์ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาได้ติติง ตักเตือนว่า การดําเนินการอย่างรีบร้อน รวบรัด และส่อว่ามีวาระซ่อนเร้น ที่ไปรับรองสนับสนุน ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารฝ์ายเดียวนั้นอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสีย อธิปไตย และเสียเกียรติภูมิของประเทศไทย ท้ายที่สุดท่านก็ไม่ฟัง และผลของการ ดําเนินการของรัฐบาลของท่านจึงนํามาสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าท่านกระทํา การละเมิดต่อรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ การที่รัฐบาลกระทําการขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น ถือเปึนเรื่องร้ายแรง และนั่นคือการเพิ่มความล้มละลายในความไว้วางใจและ ความน่าเชื่อถือที่มีต่อรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี
ประการที่ ๓ ก็คือความไม่โปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินในหลาย โครงการ แม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในซีกของรัฐบาลเองก็ออกมาเป่ดโปง ต่อสาธารณชนโดยไม่หวั่นเกรงต่อวินัยภายในพรรครัฐบาล ว่าโครงการเช่ารถ ขสมก. ๖,๐๐๐ คันนั้นมีคนได้ประโยชน์ จะเปึนแก๊ง ออฟ โฟร์ (Gang of four) หรืออย่างไร ก็สุดแล้วแต่ แต่นั่นเปึนเพียงตัวอย่างหนึ่งของความไม่โปร่งใสไร้ธรรมาภิบาล รวมไปถึง การแต่งตั้งบุคคลที่มีรอยตําหนิ ทั้งที่ตําแหน่งที่เอาไปดํารงตําแหน่งนั้นเปึนตําแหน่ง ที่ระมัดระวังอย่างยิ่งยวดสูงสุดต่อคุณสมบัติของผู้ที่จะแต่งตั้ง แต่ท่านก็ไม่อินังขังขอบ ต่อข้อท้วงติง ท้ายที่สุดก็คือกรณีของการอ้างคําสั่งศาล ในการใช้กําลังต่อผู้ชุมนุม เพราะฉะนั้นจึงมีข้อเรียกร้องเกิดขึ้นจากกลุ่มพันธมิตร นั่นคือขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลลาออก ๒. คือไม่แก้รัฐธรรมนูญ และ ๓. เรียกร้องระบบการเมืองใหม่ ท่านนายกรัฐมนตรีคงจะเห็นว่าต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นและข้อเรียกร้อง ไม่ว่าเราจะ เห็นด้วยหรือไม่ก็ตามในสภาแห่งนี้ หรือในคณะรัฐมนตรี แต่ต้องยอมรับว่ามันเปึน เหตุการณ์ที่มาจากพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นการจะแก้ไขปัญหานี้ กระผมเชื่อ อย่างยิ่งว่าถ้ามุมมองของท่านนายกรัฐมนตรีได้เปลี่ยนไป การแก้ไขปัญหาจะง่ายขึ้น ถ้าท่านหยุดพฤติกรรมของการแบ่งฝักแบ่งฝ์าย แยกพวก หรือการตั้งปัอมมองคนเปึนศัตรู ปัญหาจะไม่เพิ่มเหมือนอย่างในทุกวันนี้ ท่านประธานครับ ประชาชนไม่ว่าอยู่ที่ทําเนียบ รัฐบาล อยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์อยู่ที่สนามหลวง หรือว่าอยู่ที่ไหน ล้วนแล้วแต่เปึน ประชาชนของเราทั้งสิ้น ประชาชนของเราในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีโอกาสที่จะคิด ต่างกันมีโอกาสที่คิดไม่เหมือนกัน มีโอกาสที่จะสนับสนุนรัฐบาล และมีโอกาสที่จะคัดค้าน รัฐบาล ประชาชนของเรามีโอกาสที่จะชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรี และมีโอกาสที่จะชิงชัง ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของเราก็เช่นเดียวกันครับ มีโอกาสที่จะบริหารงานได้สมความตั้งใจที่ประชาชน คาดหวัง และดูแลประเทศไม่สมหวังดังที่ประชาชนคาดหวัง และเราจะแก้ไขอย่างไร มุมมองเหล่านี้เปึนเรื่องปกติธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่วิธีการของรัฐบาล ในการแก้ไขและดูแลปัญหาเหล่านี้ท่านดูแลอย่างไร แต่ไม่ว่าท่านจะดูแลอย่างไร ท่านต้อง รับผิดชอบต่อผลของการกระทํา การปกครองบริหารประเทศไม่มีสูตรสําเร็จว่าจะใช้หลัก นิติศาสตร์หรือใช้หลักรัฐศาสตร์ และที่สําคัญคือต้องมีความเข้าใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดเวลา ๙๙ วัน ถ้าจําไม่ผิดที่มีการชุมนุมของประชาชนกลุ่มพันธมิตรเปึนต้นมา จนกระทั่งมาถึงการเข้าไปยึดทําเนียบรัฐบาล สถานที่ราชการ และจนกระทั่งเกิดการ บาดเจ็บเสียหายเกิดขึ้น ผมเข้าใจว่ารัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการที่จะใช้อํานาจของ ตุลาการ ที่ท่านบอกว่าศาลเอาไม่อยู่นั้นคงเปึนความเข้าใจผิด ถ้าบอกว่ารัฐบาลเอาไม่อยู่ อาจจะเปึนความเข้าใจถูก อย่างที่ผมได้เรียนไว้ว่ารัฐบาลอยู่ในภาวะมีอํานาจ แต่ปกครอง ประเทศไม่ได้ แต่ท่านได้ทําผิดซ้ําสอง เมื่อท่านได้ใช้อํานาจศาลโดยการที่ศาลอาญา ได้ออกหมายจับ ๙ แกนนํา การเข้าจับหรือแกนนําจะมามอบตัวก็เปึนเรื่องของการที่ทาง เจ้าหน้าที่ พนักงานสอบสวนจะไปดําเนินการ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายในประเทศนี้ ถ้าสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไปร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้มีการไต่สวนฉุกเฉินเพื่อขอ การคุ้มครอง และศาลแพ่งก็ได้มีคําสั่งให้ผู้ชุนนุมออกจากสถานที่ราชการและทําเนียบ รัฐบาล ตั้งพนักงานบังคับคดี แล้วก็ไปป่ดหมาย ซึ่งเปึนเรื่องปกติธรรมดา แต่มัน ไม่ธรรมดาเมื่อคนชื่อ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศ เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ว่าจะไม่มีการใช้กําลังความรุนแรงในการสลายการชุมนุม แต่เพียงแค่การเข้าไปป่ดหมาย ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ได้ใช้ความรุนแรง และต่อนั้นมาจนกระทั่งถึงเหตุที่เกิดขึ้นหน้า บช.น. แล้วบานปลายจนกระทั่งประชาชนได้เข้าไปยึดสนามบิน พนักงานรัฐวิสาหกิจได้หยุด ปฏิบัติงานทําให้การขนส่งทางรถไฟเปึนอัมพาตเสียส่วนใหญ่ ผมได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ และคนในรัฐบาลพูดค่อนข้างจะตรงกันว่าการเข้าไปดําเนินการดังกล่าวนั้น เปึนไปตามอํานาจของศาล ซึ่งผมต้องเรียนท่านประธานว่าการเข้าไปใช้อํานาจศาล ดังกล่าวนั้น เขาไม่ได้ให้อํานาจในการที่จะเข้าไปใช้กําลัง ไม่ว่าเราจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อย่างไรต่อการกระทําดังกล่าว และผมเรียนยืนยันว่าไม่มีใครเห็นด้วยต่อการกระทํา ละเมิดกฎหมาย แต่เรายอมรับไม่ได้ต่อการที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงต่อประชาชนของเรา ท่านนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ นั่นคือการแก้ไขปัญหาและก็ทางออกต่อวิกฤตการณ์ ในการเมืองที่เกิดขึ้น ทําไมท่านนายกรัฐมนตรีไม่คิดเสียบ้างว่า ท่านกลายเปึนรัฐบาลแรก และนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ถูกกลุ่มประชาชนเข้าไปยึดทําเนียบ ถ้าท่านจะได้ยอมรับและ สํารวจตรวจสอบถึงต้นเหตุของปัญหา ซึ่งผมได้เรียนท่านไว้ใน ๔ – ๕ ประการ ท่านก็คงจะทราบว่า ต้นเหตุของปัญหาไม่ได้อยู่ ที่ไหน แต่อยู่ที่ตัวท่านนายกรัฐมนตรี ความไว้วางใจของรัฐบาลล้มละลายได้ แต่อย่าให้ ประเทศนี้ล้มละลายไปด้วยในความเชื่อมั่นทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รัฐบาลมาแล้ว ก็พ้นไป แต่ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสของวันนี้และวันหน้าไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรี ถูกมองว่าท่านเปึนผลไม้พิษ เพราะเกิดจากต้นไม้ที่เปึนพิษ จากสารที่เปึนพิษ นั่นคือ ระบอบทักษิณ ถ้าจะย้อนกลับไปดูกระบวนการของประชาชนในการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ เกิดขึ้นวันนี้พรุ่งนี้ แต่เกิดขึ้นมายาวนานตั้งแต่ต้นป้ ๒๕๔๙ การต่อต้านระบอบที่ฉ้อฉล ใช้อํานาจอย่างฉ้อฉล คอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง มีการแทรกแซงองค์กรอิสระและ สื่อมวลชน ไม่ได้สะท้อนว่าเปึนรัฐบาลหรือระบอบของประชาชน การสืบทอดสารพิษ ดังกล่าวในทางการเมือง