รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการลงไปเยี่ยมเยียนพื้นที่ที่มีการชุมนุมของพันธมิตร และเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ โดยมองว่าพฤติกรรมของรัฐบาลควรไม่มีลักษณะแยกพวกแยกข้าง และต้องปรับปรุงพฤติกรรมของตนเองให้มีจริยธรรม

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

คือดิฉันเอง มีประเด็นที่จะพูดถึงเรื่องที่มีการกล่าวอ้างถึงเรื่องของสมาชิกวุฒิสภา ที่ได้ลงไปเยี่ยม ในพื้นที่ โดยกล่าวอ้างว่าการลงไปของสมาชิกวุฒิสภานั้นเปึนสิ่งที่ไม่เหมาะสม แล้วก็ เปึนการไปถือหางฝ์ายพันธมิตร ดิฉันอยากจะขอชี้แจงว่า ในฐานะที่เปึนตัวแทนของ ปวงชนชาวไทย เรามีความจําเปึนที่ต้องลงไปดูเพื่อหาข้อมูล ไม่ได้ลงไปเพื่อที่จะถือหางใคร การที่เราได้ลงไปในพื้นที่เมื่อวันที่ ๒๖ เวลา ๐๓.๐๐ นาฬิกา จริง ๆ ก็คือวันที่ ๒๗ ปรากฏว่า มีความพยายามของฝ์ายกําลังตํารวจที่จะเข้าไปในทําเนียบรัฐบาลแล้วก็เกิดการปะทะกัน อันนี้เปึนสาเหตุที่ทําให้วันที่ ๒๗ ที่ผ่านมา คณะของวุฒิสมาชิกได้ลงไปดูเพื่อที่จะหา ข้อเท็จจริง วุฒิสมาชิกไม่เคยลงไปในเวทีของพันธมิตร เมื่อยังไม่ได้มีวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น เราลงไปเพื่อเยี่ยมเยียนประชาชน เพราะว่าเราเปึนตัวแทนของประชาชนทุกคน ดิฉัน ไม่อยากเห็นรัฐบาล หัวหน้ารัฐบาลพยายามแบ่งแยกประชาชน ประชาชนอย่างไรก็เปึน ประชาชนทั้งหมด การลงไปอีกครั้งหนึ่งคือวันที่ ๒๘ เพราะว่าในขณะที่เรามีการประชุม วุฒิสภาในช่วงเช้า ก็มีข่าวออกมาว่า มีการเข้าไปป่ดหมายแล้วก็มีการสลายการชุมนุม เกิดการบาดเจ็บ จึงมีความจําเปึนที่คณะของวุฒิสมาชิกจะได้ลงไปดูในพื้นที่ ดิฉันเอง ได้ขออนุญาตท่านประธานในเรื่องที่จะขอเป่ดดีวีดี (DVD) เพื่อประกอบการอภิปราย แต่ว่าท่านประธานไม่โปรดอนุญาต ท่านเขียนไว้ว่าภาพการตีกันไม่ควรเผยแพร่อีก ขอความกรุณาเพื่อความสมานฉันท์ สําหรับการประชุมขอความกรุณานะคะ ซึ่งดิฉันเอง คิดว่าก็ไม่ฉายภาพดีวีดีก็ได้ แต่อาจจะต้องขออนุญาตเอาภาพมาประกอบ ก็ขอประทาน อนุญาตท่านประธานด้วย เนื่องจากว่าภาพเหล่านั้น ถ้าเปึนภาพนิ่งก็คงจะไม่รุนแรง จนเกินไป เนื่องจากมีการพูดถึงว่าไม่มีการเข้าไปสลายการชุมชุม ไม่ได้มีการใช้แก๊สน้ําตา ท่านนายกรัฐมนตรีปฏิเสธว่าไม่มี ซึ่งตรงจุดนี้เมื่อเราลงไปในพื้นที่ เราลงไปตรวจสอบนั้น เราพบว่ามีการใช้แก๊สน้ําตา มีการตีกัน ภาพที่ขอแสดง อันนี้เปึนภาพที่ประชาชนไปล้อม บช.น. เมื่อตอนหัวค่ําของวันที่ ๒๘ นะคะ ก็มีการยิง แก๊สน้ําตาออกมา จะเห็นภาพประชาชนที่หมอบอยู่นะคะ ภาพต่อมาเราจะเห็นว่าคนโดน แก๊สน้ําตาแน่นอน อันนี้ก็เปึนหลักฐานนะคะ มีคนบาดเจ็บ ภาพถัดมาก็เปึนภาพของคนที่ บาดเจ็บจากการเข้าไปป่ดหมายของตํารวจ ซึ่งอันที่จริงดิฉันอยากจะขอกราบเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่านนะคะว่า การที่พวกเราเข้าไปนั้นเราไม่ได้เข้าไปที่ เวทีของพันธมิตรเท่านั้น เราได้ลงไปเยี่ยมเยียนตํารวจชั้นผู้น้อยซึ่งอยู่ในระหว่างการปฏิบัติ หน้าที่ เพื่อให้กําลังใจ เราเข้าใจว่าตํารวจชั้นผู้น้อยนั้นมีความเหน็ดเหนื่อยมีความเครียด อาจจะเกิดการปะทะกันได้ เราก็ไปขอร้องว่าอย่าใช้ความรุนแรง แล้วหลังจากนั้นเราก็ได้ เดินทางไปที่ บช.น. เพื่อพบกับผู้บริหารที่นั่น และก็ได้มีโอกาสพบกับท่าน ผบ.ตร. นะคะ ซึ่งที่จริงท่านก็ได้พูดให้ฟังว่า การเข้าไปป่ดหมายแล้วทําให้เกิดการบาดเจ็บขึ้นมานั้น ท่านก็จะไม่ทําอีกต่อไป เพราะว่าการเข้าไปป่ดหมายหรือเข้าไปบังคับรื้อพื้นที่ตรงจุดนั้น ทําให้ประชาชนเดือดร้อน ท่านก็จะงดเว้นไม่ทํา จะถอนกําลังออก ซึ่งเราก็ดีใจนะคะ ที่ทาง ผบ.ตร. ท่านได้พูดเช่นนั้นนะคะ แต่ปรากฏว่าพอตอนเย็นก็ปรากฏว่ามีการใช้ แก๊สน้ําตากัน ซึ่งกรณีนี้ดิฉันคิดว่าอยากจะขอให้ทางรัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้ การที่เราได้เข้าไปในพื้นที่ทําให้เราได้พบสิ่งที่เปึนจริง แล้วก็ได้ มีโอกาสพบกับผู้อํานวยการของกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรมที่เอาหมายมาป่ด เนื่องจากว่าทางสมาชิกวุฒิสภาได้เข้าไปหลายท่าน หลาย ๆ ท่านเปึนนักกฎหมาย เราจึง ได้เห็นเอกสารที่ได้มีการพูดว่า ได้มีการระบุว่า หมายที่ทางศาลได้ส่งมาให้นั้นให้แจ้งแก่ จําเลยทั้ง ๖ จําเลยทั้ง ๖ มี พลตรี จําลอง มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เปึนต้น ให้เปึนผู้รื้อถอน สิ่งต่าง ๆ ออกไป และเนื่องจากว่าหมายอันนั้นเปึนการคุ้มครองชั่วคราว ไม่ใช่การคุ้มครอง ฉุกเฉิน เมื่อจําเลยนั้นได้รับ เขามีเวลา ๑๕ วันในการปฏิบัติตาม หลังจาก ๑๕ วันแล้ว ถ้าเขาไม่ปฏิบัติตามจึงจะมีการดําเนินการต่อไป แต่ปรากฏว่าเมื่อนําหมายเข้ามาแล้ว ทางตํารวจก็ได้เข้าไปรื้อเวที ทําลายข้าวของต่าง ๆ จนเกิดการปะทะกัน ซึ่งสิ่งนี้ถือว่า เปึนการทําเกินกว่าหน้าที่ เปึนการทําเกินกว่าเหตุ ส่วนนี้ดิฉันคิดว่า ก็สมควรที่จะต้อง มีการตรวจสอบกันนะคะ แล้วการที่ทางสมาชิกวุฒิสภาได้เข้าไปนั้น นอกจากการเปึน ตัวแทนปวงชนชาวไทยแล้ว เราก็มีประธานจากคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ยุติธรรม ตํารวจ แล้วก็ธรรมาภิบาล และตรวจสอบเรื่องทุจริตทั้งหลายนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉัน คิดว่า การที่เราได้ลงไปดูในพื้นที่ เราจึงได้พบว่าบางครั้งสิ่งที่เราได้พบคือรัฐบาลได้ใช้ หมายศาลนั้นในลักษณะที่จะเข้าไปใช้ความรุนแรง ซึ่งสิ่งนี้เปึนสิ่งที่ทําให้เกิดปัญหา สิ่งที่ เรามีความเปึนห่วงเปึนอย่างยิ่งก็คือว่า เราไม่ต้องการให้เกิดน้ําผึ้งหยดเดียว แล้วเกิด เหตุการณ์แบบวันที่ ๑๔ ตุลาคมขึ้นมาอีกนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันเองไม่อยากจะ กล่าวโทษตํารวจที่ปฏิบัติงาน แต่นโยบายทางการเมืองคือตัวปัญหา นโยบายทางการเมืองในการสั่งให้ตํารวจผู้ปฏิบัติงานเข้าไปลุย อันนี้เปึนสิ่งที่ดิฉันคิดว่า ไม่ถูกต้อง เปึนสิ่งที่จะต้องแก้ไข พันธมิตรเองเมื่อเข้ามายึดพื้นที่นั้น ดิฉันคิดว่าการชุมนุม ของประชาชนนั้นเปึนสิทธิขั้นพื้นฐานที่มีมาก่อนรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าหากว่าการชุมนุมนั้น มีการกระทําความรุนแรงหรือทําผิดกฎหมายก็ให้ดําเนินการไปตามกฎหมาย แต่ว่า การดําเนินการตามกฎหมายนั้นก็ควรจะดําเนินให้พอเหมาะแก่กรณี การที่กล่าวหาว่า กลุ่มที่ชุมนุมนั้นเปึนกบฏ ดิฉันคิดว่าอันนี้เปึนการเสริมความรุนแรงให้เกิดขึ้น เปึนการ สร้างความเคืองแค้นในการที่จะตอบโต้มากขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการที่รัฐบาลเอง พยายามใช้หมายศาลนั้น เปึนการรับรองความชอบธรรม แต่ที่จริงแล้วคําสั่งของศาลนั้น มุ่งหมายที่จะให้เกิดความสันติ แต่รัฐบาลใช้หมายศาลนั้นเพื่อรับรองความชอบธรรม ในการเข้าไปลุยประชาชน อันนั้นเปึนสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ศาลจึงมีเมตตาที่จะให้มี การทุเลาการบังคับคดี เพราะว่ารัฐบาลได้ใช้หมายศาลไปในทางที่ไม่ถูกต้อง การชุมนุม ของประชาชน ดิฉันคิดว่ามันเปึนปัญหาปลายเหตุ ปัญหาต้นเหตุนั้นเกิดขึ้นจาก การบริหารงานของรัฐบาลที่ขาดธรรมาภิบาล ดิฉันเห็นว่าการที่รัฐบาลและสมาชิก สภานิติบัญญัติในฟากของรัฐบาลกล่าวอ้างอยู่เสมอว่าท่านมาจากการเลือกตั้ง ย่อมที่จะ มีความชอบธรรม อันนั้นก็จริงอยู่ แต่ที่จริงแล้ว นอกเหนือจากการมาโดยการเลือกตั้งที่จะ มีความชอบธรรมแล้ว การบริหารงานนั้นต้องมีธรรมาภิบาลด้วย เมื่อไรก็ตามที่รัฐบาล บริหารงานโดยขาดธรรมาภิบาล ดิฉันคิดว่าสิ่งนั้นก็จะทําให้ประชาชนลุกขึ้นมาชุมนุม คัดค้าน การที่รัฐบาลกล่าวถึงคนเหล่านั้นว่าเปึนกบฏ ก็ทําให้ยิ่งเสริมให้กบฏนั้นมีมากขึ้น ดิฉันคิดว่ารัฐบาลจะต้องพิจารณาตรงนี้ให้มากขึ้นว่าการกระทําของรัฐบาลนั้นเปึน การเพิ่มปริมาณของคนที่เปึนกบฏมากขึ้นหรือไม่ ถ้าหากว่าการกระทําอันนั้นเปึนการเพิ่ม กบฏให้มากขึ้น ดิฉันคิดว่าย่อมเปึนสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และยังคิดว่ารัฐบาลเรียกร้องให้ คนเหล่านั้นเคารพกฎหมาย รัฐบาลก็จะต้องไม่ทําตัวเปึนรัฐบาลแม่ปู เพราะว่ารัฐบาล แม่ปูก็คือว่าท่านเองได้มีการเคารพในกฎหมายหรือในรัฐธรรมนูญที่เราทุกคนได้กล่าว ปฏิญาณก่อนเข้ารับตําแหน่งหรือไม่เพียงไร

อีกประการหนึ่ง คือการปฏิบัติงานของรัฐบาลนั้นจะต้องไม่มีลักษณะ ของการแยกพวกแยกข้างหรือมีหลายมาตรฐาน หรือการเข้าไปแทรกแซงต่าง ๆ ดิฉัน จะไม่พูดถึง เพราะว่ามีหลายท่านพูดมาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการเลือกตั้ง เข้ามานั้น ไม่สามารถที่จะเปึนความชอบธรรมเพียงประการเดียว ในหลายประเทศ รัฐบาลเขาลาออกได้ แม้แต่รัฐบาลของรัฐบาลเกาหลีที่ได้กระทําผิดโดยการนําเข้าเนื้อวัว จากอเมริกา ประชาชนลุกขึ้นต่อต้าน รัฐมนตรีทั้งคณะลาออก รัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ์น ก็เช่นเดียวกัน ลาออกทั้งคณะเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา นายนิกสัน ซึ่งมีคดี วอเตอร์เกท (Watergate) เพียงแค่ไปดักฟัง ก็ต้องลาออก ซึ่งถ้าหากว่า ไม่ลาออก หรือเราขาดมารยาททางการเมือง ขาดจริยธรรมทางการเมือง เราก็ต้องเจอกับ ปัญหาคนที่จะต้องชุมนุมกันมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่ารัฐบาลก็ควรจะต้องพิจารณา ดิฉันเองเห็นว่าการปรับเปลี่ยน ครม. ปรับเปลี่ยนผู้นํารัฐบาลนั้นเปึนสิ่งปกติธรรมดา ในระบอบการปกครองที่เปึนประชาธิปไตย ไม่ใช่เปึนเรื่องของการเสียหน้าแต่อย่างใด สิ่งที่สําคัญที่สุดคือถ้าหากว่ารัฐบาลยังใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะโดยวาจา โดยการกระทํานั้นก็ย่อมจะทําให้ปัญหาต่าง ๆ นั้นหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น อย่างภาษิตไทย ที่เขาว่า น้ําร้อนปลาเปึน น้ําเย็นปลาตาย นะคะ ดิฉันเองก็อยากจะฝากให้ท่านรัฐมนตรี ทั้งหลายในรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีโปรดเอาไปพิจารณาด้วย ดิฉันคิดว่าคนที่เปึน ผู้บริหารนั้นจะต้องมีราชธรรมนะคะ และราชธรรมที่สําคัญสําหรับนักปกครอง ดิฉันเอง ไม่ยกทั้ง ๑๐ นะคะ ดิฉันคิดว่านอกจากศีล คือการควบคุม กาย วาจา ใจ แล้ว รัฐบาลหรือ ผู้ปกครองจะต้องมีสิ่งที่เราเรียกว่า ตบะ ตบะคือการที่เราจะต้องมีความอดทน อดกลั้น อย่างถึงที่สุด เราจะต้องมีอโกรธะ คือความไม่โกรธ เราจะต้องมีอวิหิงสา คือความ ไม่เคืองแค้นหรือแสดงการแก้แค้น แสดงการอาฆาตมาดร้าย นอกจากนั้นจะต้องมีมัทวะ คือความอ่อนโยน สิ่งเหล่านี้เปึนสิ่งที่สอนกับผู้บริหารหรือนักปกครองนะคะ ราชธรรม เหล่านี้ไม่ได้สอนกับประชาชนทั่วไป ประชาชนทั่วไปให้มีศีลก็พอแล้ว เพราะฉะนั้นดิฉัน คิดว่าคนที่จะมาบริหารบ้านเมืองนั้นก็จะต้องปรับปรุงตัวเอง ดิฉันเองเห็นว่า นอกเหนือ จากการที่รัฐบาลนั้นจะปรับปรุงตัวเองหรือปรับปรุงคณะรัฐบาล ปรับปรุงผู้บริหาร หัวหน้า รัฐบาล ถ้าเพียงแค่ปรับ ครม. เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ปรับปรุงพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ทําให้ ประชาชนมีความรู้สึกว่ารัฐบาลนั้นขาดความเปึนธรรม รัฐบาลนั้นไม่ใช่เปึนรัฐบาลของ ประชาชนทั้งประเทศ แต่รัฐบาลกลายเปึนเพียงหัวหน้าของพรรคการเมืองบางพรรค เท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้ย่อมทําให้ประชาชนซึ่งเขาได้เสียภาษีให้กับประเทศนั้นเขาสามารถและเขา มีสิทธิที่เขาจะต่อต้านได้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ารัฐบาลเอง ท่านนายกรัฐมนตรีเคยกล่าว ในสมัยแรกว่า ครม. ของท่านขี้เหร่ เมื่อรู้ว่าขี้เหร่ดิฉันคิดว่าก็เปึนสิ่งที่ดี แต่การ ปรับเปลี่ยน ครม. นั้นดิฉันคิดว่าจะต้องไปให้พ้นจากระบบโควตานะคะ เพราะว่าสิ่งที่ ประชาชนที่เขาชุมนุม ที่เขาไม่พอใจก็คือการเมืองแบบเดิม ๆ ที่ใช้เงิน ใช้ระบบโควตา (Quota) มาเปึนตัวตัดสิน ปรับไปเท่าไรมันก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ รัฐมนตรีขี้เหร่แล้ว ปรับใหม่อย่าให้เหลือแค่พยางค์เดียวนะคะ ดิฉันคิดว่าการปรับเปลี่ยน ครม. ปรับเปลี่ยน หัวหน้า เปึนสิ่งที่ทําได้ เมื่อวิธีการที่เราได้เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดความรุนแรงนั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เหมือนกับหมอไม่สามารถรักษาโรคได้ เราก็เปลี่ยนหมอใหม่ได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ไม่ควรจะมีทิฐิ แต่สิ่งที่สําคัญก็คือว่า การเปลี่ยน ครม. หรือเปลี่ยน หัวหน้า ครม. นั้นก็อาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงพฤติการณ์ พฤติการณ์ที่พยายามแบ่งแยกประชาชนออกเปึนฝักฝ์าย อันนี้เปึนสิ่งที่ผู้นํารัฐบาลไม่ควร กระทํานะคะ ดิฉันเองก่อนจะจบก็อยากจะขอฝากพุทธพจน์ที่ว่า อัตตานัง โจทยัตตานัง คือจงเตือนตนด้วยตนเองนะคะ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็เปึนสัพพัญ็ูทางการเมือง อยู่แล้ว ท่านสนใจในเรื่องของพุทธศาสนาอยู่แล้ว ดิฉันเองก็ขอฝากด้วยความอ่อนน้อม ถ่อมตนว่า เราทุกคนควรเตือนตนด้วยตนเองว่า ปัญหาที่แท้จริงนั้นมาจากไหน ปัญหา ที่แท้จริงนั้นมาจากคนเพียง ๕ – ๖ คน ซึ่งเวลานี้ขยายไปเปึนหลายหมื่นหลายแสนคนนั้น หรือว่าปัญหาทั้งหลายเกิดขึ้นจากตัวเราเอง ถ้าหากว่าเราไม่สามารถมองกลับมาที่ตัว เราเอง แล้วแก้ไขปรับปรุงพฤติการณ์ต่าง ๆ แล้ว ดิฉันคิดว่าปัญหาก็ไม่มีทางจบนะคะ วิกฤตการณ์มันจะลุกลามไปเรื่อย ๆ ดิฉันเองไม่อยากเห็นการเสียเลือดเนื้ออีกแล้ว ในประเทศนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันเองก็ยินดีนะคะที่เราจะใช้สภาแห่งนี้ในการปรึกษาหารือ แล้วก็ฝากถึงท่านจตุพร พรหมพันธุ์ แล้วก็รวมทั้ง ส.ส. ท่านอื่น ๆ นะคะที่จะมาพูดกัน ต่อไปว่า อย่าพยายามใช้วาจาเสียดสี เพราะว่าเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาเป่ดให้มี การปรึกษาหารือ ก็ควรจะตั้งใจฟังอย่างจริงใจ ไม่ใช่ใช้เทคนิคในทางการเมือง เพราะว่าเทคนิคทางการเมืองเหล่านั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้ค่ะ แล้วก็การชุมนุมนั้น เปึนเพียงยอดภูเขาน้ําแข็งเท่านั้นเอง เปึนเพียงปลายเหตุ แต่ต้นเหตุอยู่ที่ไหนท่านต้อง พยายามกลับไปค้นคว้านะคะ และสิ่งเหล่านี้คนทั้งประเทศเขาเห็นและเขาจะเห็นมากขึ้น เรื่อย ๆ ถ้าท่านยังไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการ ขอบพระคุณค่ะ