จตุพร พรหมพันธุ์ เสนอแนวทางแก้ไขวิกฤติประเทศ โดยอ้างถึงพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปี ๒๕๓๕ ที่เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน แก้ไขปัญหา และไม่เผชิญหน้ากัน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ ด้วยความตั้งใจว่าวันนี้ต้องการ จะอภิปรายทั่วไป เพื่อหาทางออกวิกฤติของประเทศ แต่ว่าเมื่อฟังแล้วมันก็จะ เริ่มกลายเปึนทางเข้าของวิกฤติจากการนําเสนออะไรต่าง ๆ ขอกราบเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่า สิ่งที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่สมาชิกวุฒิสภาได้กล่าวอ้าง เหตุในการเดินทางไปที่กลุ่มพันธมิตร บอกว่านี่เปึนเหตุการณ์สร้างความรุนแรงนั้น ผมขอ กราบเรียนกับท่านประธานว่า ผมเองเปึนคนหนึ่งที่ผ่าน และได้เห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้น จากการชุมนุมต่างกรรมต่างวาระหลายครั้ง เหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ นี่ปรากฏการณ์ เปึนอย่างดี มีคนตาย ๔๐ สูญหาย ๔๐ แต่ว่าวันนั้นบ้านเมืองนั้น ท่านประธานที่เคารพ มันได้ผ่านวิกฤติไปได้นั้น เพราะพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เรียก คนทั้ง ๒ ฝ์ายได้ไปเข้าเฝัาฯ ผมเองได้เปึนแกนนําชุมนุมอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคําแหง เพื่อนที่เปึนวุฒิสมาชิกเวลานี้ ซึ่งความคิดเห็นไม่ต้องตรงกันก็อยู่บนเวทีพร้อมกัน อย่าง ส.ว. นครศรีธรรมราช นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ แม้กระทั่งคนเปึนเลขาธิการ พรรคประชาธิปัตย์เวลานี้ก็ได้เดินทางไปที่มหาวิทยาลัยรามคําแหงเช่นเดียวกัน ทุกคน ได้เข้าเฝัาฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสลงมานั้น ฝ์ายที่ชุมนุม ในมหาวิทยาลัยรามคําแหงนั้น เราได้ประกาศทันทียุติการชุมนุม ด้วยน้อมนํา ระราชดํารัส และวันนี้ประวัติศาสตร์มันไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม ขออนุญาตอ่าน พระราชดํารัสบางตอนว่า พระราชดํารัสนี้ได้พระราชทานแก่ พลเอก สุจินดา คราประยูร และ พลตรี จําลอง ศรีเมือง เมื่อวันพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕ มีความตอนหนึ่งว่าปัญหาของ วันนี้ไม่ใช่ปัญหาของการบัญญัติหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกวันนี้คือความปลอดภัย ขวัญดีของประชาชน ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปทุกแห่งหนมีความหวาดระแวงว่าจะเกิด อันตราย มีความหวาดระแวงว่าประเทศชาติจะล่มจม โดยที่จะแก้ไขลําบาก ตามข่าว ที่ทราบมาจากต่างประเทศ เพราะเหตุว่าในขณะนี้ทั้งลูกชายและทั้งลูกสาวก็อยู่ ต่างประเทศ ทั้งสองก็ทราบดีแล้ว ก็พยายามที่จะแจ้งให้กับคนที่อยู่ในประเทศเหล่านั้นว่า ประเทศไทยยังแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่ความรู้สึกว่าจะเปึนความคิดที่เปึนความคิด แบบหวังสูงไปหน่อย ถ้าหากว่าเราไม่ทําให้สถานการณ์อย่าง ๓ วันที่ผ่านมานี้สิ้นสุดไปได้ ฉะนั้นขอให้โดยเฉพาะ ๒ ท่าน คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าประเทศ ของเราไม่ใช่ประเทศของ ๑ คน ๒ คน เปึนประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากัน แก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ เวลาเกิดจะใช้คําว่า บ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรง มันลืมตัว ลงท้ายไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วจะแก้ไขปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้อง เอาชนะ แล้วใครจะชนะไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้า ก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเปึนประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ ประชาชนเฉพาะกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมุติว่าเฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหาย ประเทศก็เสียหาย แล้วก็จะมีประโยชน์ อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง นี่เปึนพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พวกผมชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยรามคําแหง ได้น้อมนํา พระราชดํารัส แล้วบอกพี่น้องประชาชนเราตอนเช้าจะทยอยกันกลับบ้าน บ้านเมืองจะ เปึนอย่างไรไม่ทราบ เมื่อเจ้าฟัาเจ้าแผ่นดินออกมาหย่าศึกกันแล้วนั้น แปลความกันว่าคน ไทยจะต้องยุติ หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีเวลานั้นก็ลาออก การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็น นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ประเด็นประธานรัฐสภาต้องมาจากประธานสภา ผู้แทนราษฎรนั้น ได้แก้ไขผ่านไปด้วยความรวดเร็ว นี่คือวิกฤติของประเทศครับ ท่านประธานที่เคารพ แต่ถามว่าหลังจากเหตุการณ์พฤษภา ๒๕๓๕ ความรุนแรงยังมี หรือเปล่า บอกว่ายังมีอยู่ครับท่านประธานที่เคารพ ไม่ว่าจะเปึนหนังสือพิมพ์มติชน ลงย้อนรอย ไม่ว่าจะกรณีการตีชาวนาตายที่จังหวัดกําแพงเพชร นั่นก็เปึนความรุนแรง หรือกรณีที่พี่น้องชาวเสิงสาง ครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ต้องการเรียกร้องให้ขึ้นค่าราคา มันสําปะหลัง จาก ๘๐ สตางค์ ขอมาเปึน ๑ บาท ได้หรือไม่ เขาก็เรียกร้องความสนใจ โดยการว่ายน้ําข้ามคลองเปรมประชากร เพื่อป้นเข้าไปในทําเนียบรัฐบาล เพื่อแสดง สัญลักษณ์เรียกร้องความสนใจ โดยไม่มีเจตนาที่จะยึดทําเนียบรัฐบาล รัฐบาลเวลานั้น ก็ใช้หมาหรือสุนัขตํารวจเข้าไปกัดพี่น้อง แล้วก็เปึนตราบาปจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ผมจึงบอกว่า เหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ แม้กระทั่งกรณีที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ที่ผม ต้องยกตัวอย่างก็คือว่า วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๐ นั้น ยังไม่มีหมายจับใครทั้ง ๙ คน ยังไม่มีการคุ้มครองในพื้นที่ ไม่มีแม้กระทั่งข้ามรั้วเข้าไปยังบ้านประธานองคมนตรี ตํารวจปราบปรามรุนแรงมากกว่านี้เปึนสิบเท่า แต่หน้าข่าวเวลานั้นแม้กระทั่งคนที่เปึน ส.ว. แต่งตั้งวันนี้ วันนั้นเปึน สนช. ยังแสดงความคิดเห็นเวลานั้นบอกว่า ประชาชน เปึนผู้ทําร้ายตํารวจ สภาพมันกลับกันโดยสิ้นเชิง คนบาดเจ็บ ๔๐ กว่าชีวิต แต่ที่ผม ยกตัวอย่างวันนี้ก็คือว่า โดยส่วนตัวแล้วพวกเราทุกคนนี้เห็นใจเจ้าหน้าที่ตํารวจ เหตุการณ์ พฤษภา ๒๕๓๕ เชิงสะพานผ่านฟัา ลวดหนามตรงกลาง ประชาชนอยู่ข้างหนึ่ง ตํารวจ อยู่ข้างหนึ่ง เขวี้ยงกันไปตํารวจก็วิ่งไม่ได้ ทหารถือป๋นอยู่ข้างหลัง ทุกเหตุการณ์ตํารวจ ก็คือจําเลยในสถานการณ์ แต่เราได้ใช้กระบวนการทางกฎหมาย คดีตํารวจแจ้งความเรา เราก็สู้คดีแล้วเราก็มีการแจ้งความดําเนินคดีกับตํารวจ แปลความกันว่านี่คือกระบวนการ ทางกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงบอกว่าวันนี้เมื่อมีหมายจับ มีการคุ้มครอง โดยศาลแพ่ง แม้จะยกเลิกกันไปแล้วก็ตาม แต่ผมบอกว่าพวกเรานั้นถ้ายามเมื่อเปึน กลุ่มคนที่ต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการนั้น เมื่อยืนหยัดก็จะต้องต่อสู้ จับกุมคุมขังไม่มีปัญหา อะไร ว่ากันตามกระบวนการยุติธรรม ผมขอกราบเรียนกับท่านประธานว่า เมื่อมีการ ยกพูดคําว่า การเมืองภาคประชาชน บอกว่าประชาชนที่ชุมชนในทําเนียบรัฐบาล ประชาชนเปึนเรือนแสน ท่านประธานลองไปนั่งนับเอาพื้นที่ไปกางสิครับ เรือนแสนและ เรือนหลายแสนนี้ ขี่คอชุมนุม ๕ คนยังไม่ได้เลยครับท่านประธาน แต่เวลาพูดปลุกระดม กันเหมือนกับใช้ภาษาพันธมิตรมาบอกว่า วันนี้ ๓ แสน วันนี้ ๕ แสน วันนี้ ๑ ล้าน แล้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็มาอธิบายความ การเมืองภาคประชาชนที่ต้องพูดกันวันนี้ ว่ามันภาคประชาชนกันจริงหรือเปล่า ถ้าท่านประธานจําความเหมือนกับผมได้ ก็คือว่า วันที่ ๒๐ กันยายน ป้ ๒๕๔๙ กลุ่มพันธมิตรนัดประกาศชุมนุม ทหารไปยึดอํานาจ อ้างเหตุว่าวันที่ ๒๐ ปล่อยไปไม่ได้ เดี๋ยวจะเกิดการนองเลือด ท่านประธานที่เคารพ มีการ ยึดอํานาจวันที่ ๑๙ กันยายน ป้ ๒๕๔๙ วันที่ ๒๐ กันยายน ป้ ๒๕๔๙ พันธมิตรประกาศ ยุติบทบาทตัวเองโดยทันที แล้วพันธมิตรมาฟุ๋นชีวิตในวันไหนครับท่านประธานที่เคารพ ในวันที่ประเทศเปึนประชาธิปไตย ในวันแรกที่นายกรัฐมนตรีอภิปรายแถลงนโยบาย ในสภาเสร็จ ไปประชุมข้าราชการ เพื่อเอานโยบายไปบอกกล่าวกับราชการ นั่นคือ วันแถลงการณ์วันแรกของกลุ่มพันธมิตรเริ่มต้นฟุ๋นชีวิตขึ้นมา หลังจากนั้น ก็ออกแถลงการณ์แล้วก็บอกว่าจะต้องมีการเคลื่อนไหวถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเมืองภาคประชาชนลองไปดูเถอะครับว่า หลายคนบนเวทีพันธมิตร เมื่อเวลา การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรร่วมชุมนุมมีการยึดอํานาจ ไปรับตําแหน่งเปึน สนช. บ้าง เปึน สสร. บ้าง เปึนบอร์ด (Board) รัฐวิสาหกิจบ้าง เปึนรัฐมนตรีก็มี เมื่อมีการเลือกตั้ง รีบลาออกจาก สนช. ก่อน แล้วก็ไปลงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางพรรค แล้วเมื่อแพ้ การเลือกตั้งก็ไปชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นี่หรือครับการเมือง ภาคประชาชน ท่านประธานที่เคารพ มีตัวอย่างครบกันทุกคน ผมบอกกับท่านประธาน เลยว่า ในกลุ่มพันธมิตรตรงนั้นทุกคน รู้จักมักคุ้นกับผมโดยส่วนตัวเกือบทุกคน เพราะเคย ร่วมต่อสู้กันมาก่อน ยกเว้น นายสนธิ ลิ้มทองกุล เพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นผมจึง บอกว่านี่ไม่ใช่การเมืองภาคประชาชน แต่การเมืองที่ไม่ยอมรับกติการะบอบ ประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยบอกว่าให้ยึดเสียงข้างมาก แต่ให้ฟังเสียงข้างน้อย แต่วันนี้ประเทศนี้กําลังจะกลายเปึนเผด็จการเสียงข้างน้อย บอกว่าเสียงข้างมาก ต้องทําตาม ๑ ๒ ๓ ๔ อย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ถูกยกมาเปึนข้ออ้าง ๑ ข้อ บวกกับกรณีของจักรภพ เพ็ญแข จักรภพตัดสินใจลาออก ไปสู้ตามกระบวนการยุติธรรม เรื่องรัฐธรรมนูญมีการกล่าวอ้างว่า การจะแก้ไข เพื่อประโยชน์ส่วนตัวมาตรา ๒๓๗ ผมบอกว่า ถ้าเอาตามรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ใบแดงใบแรกของรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ แล้วสุดท้ายเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ของ ๓ ศาล แล้วตัดสิทธิทางการเมือง ๑๐ ป้ พรรคการเมืองบางพรรคจะถูกยุบ ถ้าใช้กติการัฐธรรมนูญแบบนี้ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ แล้ว ขอกราบเรียนกับท่านประธานว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมันเปึนนโยบายของพรรคพลังประชาชน นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ไปปราศรัยเลือกตั้ง บอกนโยบายสั้น ๆ ๒ ข้อเลยว่า ใครไม่เห็นด้วย กับการรัฐประหารเลือกพรรคพลังประชาชน ใครต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เลือก พรรคพลังประชาชน นายสมัครมาเปึนนายกรัฐมนตรีไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเลยละครับ จะมีปัญหา ท่านประธานที่เคารพ พอ ๒ หัวข้อมันตกไป มี ส.ว. ไปถอนชื่อ รัฐธรรมนูญ ก็ตกไป พันธมิตรบอกว่าถ้าอย่างนั้นเรายกระดับไปแล้ว เรายกระดับไปเรียบร้อย นายกรัฐมนตรีลาออก ถ้าท่านประธานจําความกับผมได้ว่า มีการปล่อยข่าวกันสนุกเวลา ต่อมาว่า ในพรรคพลังประชาชนจะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี พันธมิตรเชื่อทันทีเลย ร บอกว่าได้มีการยึดสถานีเอ็นบีทีเปึนที่เรียบร้อย นี่ก่อนที่ผู้ชุมนุมชุดใหญ่จะตามเข้าไป นี่เปึนเพียงแค่ ๘๕ คน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตํารวจไปจับกุม พบอาวุธ ๑๑ ม.ม. ป๋นไทย ประดิษฐ์ มีดสปาตา กระท่อม ท่านประธานที่เคารพผมขอกราบเรียนกับท่านประธานว่า การจัดฉากหรือเปล่า อย่างที่ผมบอกกับท่านประธานครับ ผมรู้จักกับกลุ่มคนพันธมิตรดี ส.ว. อย่างคุณรสนาหรือคุณวรินทร์ ที่ขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้จะปฏิเสธกับผมไม่ได้เลยว่า ๒ คน ที่ไปขอประกันตัวก่อนนั้นเขามีบทบาทอยู่เบื้องหลังเวทีอยู่ในกลุ่มพันธมิตร คนหนึ่ง เปึนรุ่นพี่สุริยะใส คนหนึ่งเปึนเพื่อน และก็สนิทกัน รู้จักกันเปึนกลุ่มพันธมิตรอย่างหนีตัว กันไม่ออก เพราะฉะนั้นเมื่อเขาบอกว่าไม่รู้จัก แต่ว่าท้ายที่สุดก็ไปเรียกร้องให้มีการ ปล่อยตัว แต่ว่าถ้าผมเปึนกลุ่มพันธมิตร ผมจะไม่มีวันบอกว่าคนเหล่านั้นผมไม่รู้จัก แกนนําอย่างคุณสนธิก็บอกว่าไม่ใช่กลุ่มคนพันธมิตร ผมบอกว่า ๒ คนนั้นในจํานวน ๘๕ คน ที่ไปจะสลัดอย่างไรก็ไม่ออก เพราะปรากฏภาพชัดเจน ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่า แกนนําเขาก็บอกเสร็จสรรพว่ายึดเอ็นบีที เพราะต้องการจะเอา เอ็นบีทีนั้น ถ่ายช่องเอาเอเอสทีวีเผยแพร่ภาพให้กับทั่วประเทศอีกที นี่มันเหมือนกับ การรัฐประหารยึดอํานาจทุกประการครับท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงบอกว่านี่แหละครับการเมืองภาคประชาชน นี่คือการชุมนุมตาม มาตรา ๖๓ บอกว่า ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธหรือไม่ ป๋นเถื่อน ป๋น ๑๑ ม.ม. มีดดาบ ยาเสพติด ท่านประธานที่เคารพ นั่นไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ นี่เปึนการชุมนุมไม่สงบ และก็มีอาวุธครับท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าวันนี้ครับท่านประธาน ที่เคารพ สิ่งที่ผมจะต้องพูดกันด้วยความรู้สึกก็คือว่า ผมอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อเช้า ด้วยความไม่สบายใจ หนังสือพิมพ์มติชนพาดหัวว่า ถวายรายงานในหลวง สมัครไม่ออก ล่องหนไม่ร่วมถกแกนนํา พรรคร่วมยันให้ทํางานต่อ สนธิประกาศหนุนประชาธิปัตย์จับขั้ว ตั้งรัฐบาล อันนี้แหละครับท่านประธานที่เคารพ เพราะในอดีตนั้นมีกรณีขอนายกรัฐมนตรี พระราชทาน มาตรา ๗ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่ามั่ว และไม่เปึน ประชาธิปไตย นี่นายสนธิพูดสัมภาษณ์เมื่อวานนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ บอกชัดเจน ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเปึนจุดเริ่มต้นที่ดีสําหรับการปฏิรูปการเมือง โดยให้ พรรคร่วมรัฐบาลเปลี่ยนข้างมาจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาล แปลความกันว่านายสมัครลาออกก็ไม่มีผลอะไร ถ้าตราบใดคนในสภานั้นไม่ไปทําตามกับ กลุ่มพันธมิตรก็ไม่จบ คือต้องไปยกมือให้พรรคประชาธิปัตย์เปึนรัฐบาล นี่คือ การสัมภาษณ์ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนําของพันธมิตร ท่านประธานที่เคารพ ผมบอกว่าเวลาที่กลุ่มพันธมิตรต้องการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อไปเล่นงานคนอื่น นั้น ก็จะพูดคําว่าประเทศนี้จะต้องมีตุลาการภิวัตน์ ตุลาการภิวัตน์ เมื่อตัวเองถูกหมายจับ จากถ้อยคํา จากเนื้อหารุนแรงนั้นต้องไปสู้คดีกัน ถ้าไม่จริงก็หลุด จริงก็ต้องถูกติดคุก แต่เมื่อไม่ยอมปฏิบัติตามหมายจับนะครับ ไม่พูดตุลาการภิวัตน์กันอีกแล้ว บอกวันนี้ต้อง ประชาภิวัตน์ แปลกันว่าถ้าเอากฎหมายไปเล่นงานกับคนอื่นบอกว่าตุลาการภิวัตน์ เวลา เจอกับตัวเองไม่ตุลาการภิวัตน์แล้ว ขอประชาภิวัตน์แทน ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ ส.ว. บางท่านได้อภิปรายนั้น เมื่อวานนี้ผมอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐด้วยมีความรู้สึกที่มี ความรู้สึกขมขื่น นายกสมาคมท่องเที่ยวเขาแถลงด้วยน้ําตานองหน้าว่า ปรากฏการณ์ การป่ดสนามบินนั้นมันทําลายการท่องเที่ยวไม่ใช่เฉพาะเที่ยวบินที่เกิดขึ้น แต่ไปกระทบ การท่องเที่ยวในป้นี้การหยุดรถไฟหรือจะหยุดใด ๆ ก็ตามในประเทศนี้ การจับประชาชน กับประเทศเปึนตัวประกันนั้นใครจะรับผิดชอบ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ถึงขนาดจะพูด กันถึงขนาดที่ว่าจะทําอย่างไรกันต่อ ท่านประธานที่เคารพ ผมเองอยู่กลุ่มคนที่ร่วมในการ ต่อสู้กับเผด็จการที่ผ่านมา ที่ผ่านมาผมก็มีความอดทนกับรัฐบาล ด้วยความรู้สึกว่า ต้องการให้รัฐบาลปกปัองระบอบประชาธิปไตย ใช้กระบวนการทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหา คนที่เปึนเพื่อนมิตรในการร่วมต่อสู้ บอกว่าอย่าออกมา ให้รัฐบาลได้แก้ไขปัญหา อย่าซ้ําเติมสถานการณ์ แต่การยึดเอ็นบีที ยึดกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และทําเนียบ รัฐบาล คนไทยจํานวนมากโทรศัพท์มาหาผมว่า ประเทศนี้เรายกแผ่นดินให้กับ กลุ่มพันธมิตรไปแล้วหรือครับท่านประธาน ทําไมรัฐบาลไม่ใช้ผลบังคับในการแก้ไขปัญหา ผมขอกราบเรียนกับท่านประธานว่าเราจะบริหารประเทศกันไปแบบนี้หรือไม่ เพราะฉะนั้น เมื่อต้องการทางออกของวิกฤติ ผมขอกราบเรียนกับท่านประธานว่ามันก็ต้องเอาทางเข้า ของวิกฤติมาแก้ไขปัญหา นั่นหมายความว่าแต่ละฝ์ายนั้นก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อวันนี้มีหมายจับ เจ้าหน้าที่ตํารวจก็มีหน้าที่ในการดําเนินการทางหมายจับ และผม บอกกล่าวและก็ไม่ได้กลัวอะไรด้วยซ้ําไป เมื่อเวลาที่ผมเจอเรื่อง พรรคพวกเพื่อนผมเจอ เรื่อง ไม่เคยใช้เด็ก สตรี คนแก่ จะมาเปึนเกราะกําบังเพื่อคุ้มครองชีวิต พร้อมจะยืนหยัด ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่ไหวหวั่น แต่ด้วยความเปึนห่วงกับสถานการณ์ครับ ท่านประธานที่เคารพ ระยะเวลาเมื่อ ๓ เดือนก่อนหน้านี้จนกระทั่งถึงวันนี้ที่ท่านบอกนั้น ว่ารายการความจริงวันนี้เปึนรายการความจริงข้างเดียว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจง กันแล้วว่าจัดกันมาเพียงแค่ ๑ เดือนการชุมนุมล่วงหน้ามา ๓ เดือน พาดพิงใครเกิด ความเสียหายสามารถฟัองร้องดําเนินคดีได้ และมีความประสงค์ที่ต้องการจะชี้แจง เหมือน ป.ป.ช. บอกว่าพูดฝ์ายเดียว เราก็เชิญ ป.ป.ช. เลยก็มาชี้แจงสิ ว่าทําไม จึงยังสามารถทําหน้าที่ได้ต่อทั้งที่ไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ทั้งหมดนั้น ก็ว่ากันแฟร์ ๆ (Fair) พรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถ