จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หารือเรื่องพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีที่ก้าวร้าว ระรานองค์กรต่าง ๆ และเรียกร้องการยอมรับความจริงว่าพฤติกรรมนี้เป็นปัจจัยทำให้กลุ่มชุมนุมได้แนวร่วมมากขึ้น และเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกชุมนุม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการตั้งข้อหาผู้ชุมนุมว่าเป็นกบฏต่อแผ่นดิน และเรียกร้องให้ไม่ให้ตั้งข้อหานั้นเพราะเป็นไปไม่เป็นธรรม และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกมาเรียกร้องความสมานฉันท์ และไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อระงับสถานการณ์ และยังหารือเรื่องการไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และเรียกร้องให้เขาต้องพิจารณาตนเองว่าสมควรอยู่ในตำแหน่งหรือไม่
ท่านประธานครับ พฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรีที่มีลักษณะก้าวร้าว ระรานองค์กร ต่าง ๆ ตรงนี้แหละครับที่ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านว่าผิดวิสัยของคนที่ควรเปึน นายกรัฐมนตรี ประเด็นเหล่านี้ต้องยอมรับความจริงนะครับท่านประธาน ว่าประเด็นนี้คือ ประเด็นที่ทําให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้แนวร่วมในการชุมนุมมากขึ้นเปึนลําดับในช่วงระยะเวลา ที่ผ่านมา ความจริงตัวอย่างที่กระผมได้ยกมาต่อท่านประธาน ๕-๖ ประการ ว่าสาเหตุ แห่งการชุมนุมเกิดจากพฤติกรรมอะไรของรัฐบาลนั้น พรรคประชาธิปัตย์และผู้ที่มี ความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองจํานวนมากได้พยายามทักท้วง ตักเตือน ห้ามปรามรัฐบาล แต่ดูเหมือนระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้รับฟังความคิดเห็นอันเปึนประโยชน์เหล่านี้ ซึ่งเปึนเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ในที่สุดรัฐบาลก็ดึงดันที่จะดําเนินการ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งตัวอย่างที่ชัดเจนที่พวกกระผมได้ทักท้วงรัฐบาลก็คือว่า ถ้ารัฐบาลยังดึงดันที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ในที่สุดรัฐบาลจะเปึนชนวนแห่งการนําประเทศไปสู่วิกฤติ แล้วเปึน อย่างไรครับท่านประธานครับ วันนี้เหตุผลสําคัญประการหนึ่งของการชุมนุมและกําลัง จะบานปลายลุกลามไปใหญ่โตก็เพราะรัฐบาลยังยืนยันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์และผู้ปรารถนาดีในบ้านเมืองได้ท้วงติงไว้เปึนลําดับมา พฤติกรรม เหล่านี้จึงเปึนมูลเหตุแห่งการชุมนุมยืดยื้อที่ปฏิเสธไม่ได้ ท่านประธานครับ ความจริง พฤติกรรมที่ทําให้การชุมนุมมีผู้เข้าร่วมมากขึ้นนั้นไม่ได้ยุติเฉพาะที่ผมกราบเรียน ท่านประธานไปแล้วเท่านั้น พฤติกรรมของรัฐบาลและท่านนายกรัฐมนตรียังมีเพิ่มเติมที่ยิ่ง เพิ่มชนวนแห่งความขัดแย้งซ้ําเติมสถานการณ์ให้บานปลายไปสู่วิกฤติยิ่งขึ้นอีก หลายประการ เช่น
ประการที่ ๑ การตั้งข้อหากับผู้ชุมนุมเมื่อ ๓ – ๔ วันที่ผ่านมารุนแรง เกินกว่าเหตุ ถึงขั้นตั้งข้อหากลุ่มผู้ชุมนุมว่าเปึนกบฏต่อแผ่นดิน ตรงนี้ต้องยอมรับ ความจริงครับว่ายิ่งทําให้มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้น เพราะเห็นว่าการตั้งข้อหานั้น ไม่เปึนธรรมกับผู้ถูกตั้งข้อหา และไม่เปึนธรรม ไม่เปึนไปตามกฎหมาย เพราะในความ เปึนจริงถ้าท่านประธานจะได้ไปเป่ดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๐ วรรคสอง ท่านประธานจะเห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายนี้มีความประสงค์ที่ต้องการคุ้มครองผู้ที่ถูก กล่าวหาหรือตั้งข้อหา ไม่ให้สิทธิกับผู้ถืออํานาจรัฐตั้งข้อกล่าวหาเกินกว่าความเปึนจริง หรือรุนแรงเกินกว่าความเปึนจริง ถ้าท่านตั้งข้อกล่าวหาเกินกว่าความเปึนจริง รุนแรงกว่า ความเปึนจริง วันหนึ่งคดีความคงไม่หมดอายุง่าย ๆ ท่านจะต้องรับผลแห่งการกลั่นแกล้ง ตั้งข้อกล่าวหาเกินกว่าความเปึนจริง เพราะโทษถึงจําคุกตลอดชีวิต แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในกรณีทางกฎหมายก็เปึนเรื่องทางกฎหมาย แต่ในเรื่องทางการเมือง การตั้งข้อกล่าวหารุนแรงเกินกว่าความเปึนจริง ในที่สุดทําให้ การชุมนุมได้รับแนวร่วมมากขึ้นเปึนลําดับ จนกระทั่งคนเรือนหลายแสนเข้ามาร่วม การชุมนุม นี่ก็คืออีกประการหนึ่งที่เปึนการซ้ําเติมสถานการณ์ให้บานปลายยิ่งขึ้น
ประการที่ ๒ พฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรีที่บังคับให้คนเลือกข้าง ตรงนี้แหละครับท่านประธาน มันไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์เดินไปสู่ความสงบเลย แทนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีจะออกมาเรียกร้องความสมานฉันท์ ความสมัครสมานสามัคคี แต่ท่านนายกรัฐมนตรีกลับออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ์ายเลือกข้าง เพื่อประเทศจะได้ แตกแยกออกเปึน ๒ ซีก แล้วความสมานฉันท์มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ ตรงนี้สะท้อน ชัดเจนถึงการไร้ภาวะผู้นําของนายกรัฐมนตรี และตรงนี้คือประเด็นที่ชี้ให้เห็นได้อย่าง ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีคือสาเหตุหนึ่งของความสับสนวุ่นวายและวิกฤติของสถานการณ์ ในปัจจุบัน
ประการที่ ๓ การใช้ความรุนแรงกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ตรงนี้ก็เปึนสาเหตุ หนึ่งที่กระผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า ก็จะยิ่งทําให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย ใหญ่โต และยากแก่การที่จะเดินหน้าไปสู่ความสงบได้ การทุบตี การใช้แก๊สน้ําตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเช้าผมมีโอกาสได้ดูรายการสนทนาประสาท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า แก๊สน้ําตาไม่มีครับ ท่านบอกว่าแก๊สน้ําตาไม่รู้ไอ้บ้าที่ไหน เปึนคนทํา เปึนสิทธิของท่านนายกรัฐมนตรีที่จะชี้แจงนะครับ ผมไม่ล่วงล้ําก้ําเกินสิทธิ ในทางการเมืองของท่าน แต่ผมกราบเรียนกับท่านนายกรัฐมนตรีว่า ยิ่งชี้แจงไม่ตรง ข้อเท็จจริงเท่าไร ตรงนั้นยิ่งเปึนเชื้อไฟที่จะนําไปสู่การชุมนุมและเปึนเชื้อไฟที่จะนําไปสู่ ความขัดแย้งและรุนแรงมากยิ่งขึ้นในบ้านเมือง และจะทําให้ยิ่งยากต่อการเยียวยาแก้ไข มากยิ่งขึ้น ตรงนี้คือสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนต่อท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธาน พฤติกรรมเหล่านี้ละครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นํามาซึ่งการชุมนุมของประชาชน และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ดังกระหึ่มมากขึ้นเปึนลําดับ จนกระทั่งนําไปสู่ การเข้าร่วมกระบวนการของพนักงานรัฐวิสาหกิจ และดูเหมือนยากที่จะเยียวยาแก้ไข มากขึ้นทุกที กระผมขอกราบเรียนกับท่านประธานว่า ทางออกต่อสถานการณ์ที่จะต้องทํา โดยเร่งด่วน ผมไม่เสนอมากหรอกครับ มี ๒ ประการ
ประการที่ ๑ รัฐบาลและท่านนายกรัฐมนตรีต้องไม่ใช้ความรุนแรง ทุกรูปแบบ อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อระงับยับยั้งไม่ให้สถานการณ์ในปัจจุบันบานปลายออกไป ยิ่งขึ้น เลวร้ายลงกว่าที่เปึนอยู่ในขณะนี้
และในประการที่ ๒ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้อง หันมาทบทวนบทบาทพฤติกรรมอย่างจริงจัง และต้องถามตัวเองดัง ๆ ว่า ท่านยังสมควร ที่จะดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ต่อไปหรือไม่ ถ้าคิดจะอยู่ ผมเชื่อครับว่าท่านคงจะอยู่ ต่อไปได้อีกสักระยะ ที่เปึนเช่นนั้นเพราะว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังหลับตากอดคอกันอยู่แน่น ทั้ง ๖ พรรคการเมือง แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนกับท่านประธานตรงนี้ก็คือว่า แม้ท่านนายกรัฐมนตรียังอยู่ได้ แต่ผมเชื่อว่า อาจจะยากที่จะบริหารราชการแผ่นดินต่อไป ได้ เพราะท่านเริ่มสั่งรถเมล์ไม่ได้แล้วครับ ท่านเริ่มสั่งรถไฟไม่ได้แล้วครับ ท่านเริ่มสั่งให้ เป่ดสนามบินไม่ได้แล้วครับ และมีแนวโน้มว่า รัฐวิสาหกิจจะเข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้น เปึนลําดับ เพราะการกระทําอันมาแต่เหตุที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมของรัฐบาลที่สั่งสมมา ในช่วงระยะเวลา ๖ - ๗ เดือนที่ผ่านมา ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่า ผมเปึนผู้หนึ่งที่ลงชื่อในญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนมิถุนายน ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านพ้นมา ผมเปึนผู้หนึ่งที่มี ความเห็นว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่สมควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป จากพฤติกรรมเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านพ้นมา แต่มาถึงวันนี้ มาถึงเดือนสิงหาคม ระยะเวลาอีก ๑ เดือนเศษที่ผ่านพ้นมา ผมคิดว่าพฤติกรรมอันไม่สมควรดํารงตําแหน่ง นายกรัฐมนตรีของท่านนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติมสะสมมากขึ้นเปึนลําดับ เพราะฉะนั้น ผมจึงเห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีสมควรที่จะถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาตนเอง วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาว่า ท่านยิ่งอยู่บ้านเมืองจะยิ่งสุ่มเสี่ยงกับ ความเสียหายถึงขั้นสูญเสียเลือดเนื้อหรือไม่ วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องพิจารณา ให้ชัดเจนรอบคอบว่าท่านยิ่งอยู่บ้านเมืองจะยิ่งสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียประชาธิปไตย หรือไม่ และวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่า ท่านยิ่งอยู่ท่านยิ่งขาด ความชอบธรรมในฐานะผู้นํารัฐบาลหรือไม่ ผมเห็นใจท่านนายกรัฐมนตรีครับ กว่าจะมา เปึนนายกรัฐมนตรีได้ ผมเข้าใจ ท่านต้องใช้เวลาในการสั่งสมชีวิตประสบการณ์ มายาวนานกว่าพอสมควร แล้วนี่ท่านเพิ่งดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีได้แค่เพียง ๗ เดือน ผมเข้าใจที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าท่านมาจากการเลือกตั้ง ผมเข้าใจที่ท่านบอกว่า ท่านมาตามกติกาประชาธิปไตย แต่การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวครับ ยิ่งท่านมาจากการเลือกตั้งท่านยิ่งต้องฟังประชาชนมากขึ้น ท่านยิ่งต้องอนาทรร้อนใจกับประชาชนมากยิ่งขึ้น ถึงเวลาที่ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องพิจารณาตัวเอง ท่านอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะท่านบอกแล้วเมื่อเช้าความกลัว ทําให้เสื่อม ผมเชื่อว่าทางออกต่อสถานการณ์จึงอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าท่าน ตัดสินใจพิจารณาตัวเองโดยใช้วิถีทางประชาธิปไตย ไม่ว่าท่านจะใช้วิธีทางไหนก็ตาม ตรงนี้คือจุดเริ่มต้นที่จะนําประเทศออกจากวิกฤติโดยมีท่านนายกรัฐมนตรีเปึนผู้นํา ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ