รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑ กันยายน ๒๕๕๑

จตุพร พรหมพันธุ์ หารือเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ่น โดยชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหานี้ควรใช้ความระมัดระวังและไม่ควรดำเนินการด้วยความเร่งรีบ และยังให้เหตุผลที่ว่า การตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบความตกลงนี้ไม่ได้ผลประโยชน์ใดๆ และเพียงแค่ไปรับรู้ข้อสงสัยเท่านั้น นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 305 และการปฏิบัติงานของรัฐบาลและข้าราชการในระยะเวลาที่กำหนด และแสดงความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการเจรจากับประเทศอื่น

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระบบ สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนกับท่านประธานว่า ผมอยากให้ทางรัฐมนตรีและรัฐบาลในฐานะผู้เสนอขอความเห็นชอบต่อรัฐสภานั้นได้ใช้ ความอดทนในการที่จะพิจารณาในเรื่องนี้ เหตุผลอย่างที่สมาชิกหลายคนได้เรียนกับ ท่านประธานว่า กรณีปราสาทพระวิหาร การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ วรรคสองนั้น และเปึนการวินิจฉัยที่ไม่มีอยู่ในบทบัญญัติ คือการเติมคําว่า อาจจะ วรรคสองบอกว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ปรากฏว่า ศาลรัฐธรรมนูญไปเติมในคําวินิจฉัยบอกว่า หนังสือสัญญาใดอาจมีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย เพราะฉะนั้นการวินิจฉัยข้อกฎหมายมาตรา ๑๙๐ นั้น ผมบอกว่ารัฐบาล ควรใช้บทเรียนด้วยความระมัดระวัง และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องดําเนินการ ด้วยความเร่งรีบ กรณีของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ์น คือคนไทยเรามี บทเรียนจากกรณีการเจรจาความเรื่องเอฟทีเอกับประเทศต่าง ๆ มันมีบทเรียนที่สะท้อน อย่างหนึ่งว่าถ้าการกระทําอะไรทุก ๆ อย่างนั้นไม่สามารถอธิบายให้กับพี่น้องประชาชนได้ ครบถ้วนก็จะมีปัญหาตามมา ท้ายที่สุดเมื่อมีปัญหาตามมาแล้วนั้น การแก้ไข ของกระบวนการจะกลายเปึนอุปสรรค ผมยกตัวอย่างกับท่านประธานว่า ถ้าเอาตามที่ ทางท่านผู้นําฝ์ายค้านได้ให้ความแนะนําว่าควรจะตั้งคณะกรรมาธิการ ถ้าในกรณีนี้ ไม่ได้ใช้มาตรา ๓๐๕ (๕) ที่งดเว้นวรรคสามของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แปลความว่า ในเรื่องเดียวที่จะมีการผ่านเข้าข่ายตามวรรคสองนี้จะต้องมีการประชุมรัฐสภาถึง ๓ ครั้ง เมื่อทางผู้นําฝ์ายค้านได้มีการเสนอว่าควรให้มีกฎหมายตามวรรคห้า ให้มีกฎหมาย ว่าด้วยการกําหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ปัญหาต่อมาก็คือว่า กฎหมายที่ออก ตามวรรคห้านั้น จะไปขัดกับวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ได้หรือไม่ เพราะ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มีทั้งหมด ๖ วรรคครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่าง กับท่านประธานว่า คนที่เขียนรัฐธรรมนูญอันมีเหตุจากกรณีที่มีปัญหาเรื่องเอฟทีเอ ผมอ่านให้ท่านประธานฟัง เอาวรรคสองว่า หนังสือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติ เพื่อให้มีการเปึนไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้อง พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันรับเรื่องดังกล่าว แต่ท่านประธานลองมาดู เถอะครับว่าในวรรคสาม เรื่องนี้ที่เกิดขึ้นมาก่อนที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ แต่ว่าเรื่องนี้ ถ้าเข้าข่ายตามวรรคสองจะต้องเลี้ยวเข้ามาที่วรรคสามก่อนครับท่านประธาน คือก่อน ดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน นี่ไม่ขัดข้อง และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย สรุปกันว่าเรื่อง ๑ เรื่องดังต่อไปนี้ที่เข้าข่ายตามวรรคสอง ๑. ต้องรับฟังความคิดเห็น ผมเห็นด้วย แต่ว่าจะเห็นได้ชัดว่าจะต้องผ่านที่ประชุมรัฐสภาถึง ๓ ครั้ง ครั้งแรก เมื่อเข้า คุณสมบัติตามวรรคสองจะต้องเข้ามาที่วรรคสามก่อน นั่นคือมาขอกรอบการเจรจา ต่อรัฐสภา รัฐสภาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจากับท่านอย่างไรท่านก็ไปเจรจาตาม กรอบนั้น แล้วท่านจึงกลับมาเสนอต่อรัฐสภาใหม่ นี่ครั้งที่ ๒ เหมือนวันนี้นะครับ นี่เข้าวรรคสอง เพราะท่านงดเว้นวรรคสาม ความจริงท่านต้องมาที่รัฐสภาแห่งนี้ตาม วรรคสามก่อน เข้ามาที่วรรคสองเหมือนกับวันนี้ แล้วก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการ เอาล่ะ อยู่ในกรอบระยะเวลา ๖๐ วัน จะ ๑๕ วัน ๓๐ วัน ๔๐ วันของคณะกรรมาธิการร่วมกัน เห็นไหมครับ ส่งกลับมาที่รัฐสภาใหม่อีกครั้งหนึ่งก็จะกลายเปึนว่าต้องมีการประชุม ในเรื่องเดียวกัน ๓ ครั้งของรัฐสภา ท่านประธานลองยกตัวอย่างว่ากรณีเรื่องเดียวเท่านั้น แล้วเรื่องที่มีผลผูกพันทางการค้า กระทบเศรษฐกิจและสังคม ความมั่นคงที่ต้องมี การเจรจาความกับต่างประเทศนี่เต็มหมด เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าการรับรู้ของ ประชาชนก็มีความจําเปึน แต่ในโลกแห่งความเปึนจริงในการปฏิบัตินั้นนะครับวันนี้ผมเอง ยังไม่ได้เห็นประโยชน์อะไรว่าการตั้งคณะกรรมาธิการ ณ วันนี้มีเพียงแค่ไปรับรู้เพิ่มเติมว่า มีอะไรที่เปึนข้อสงสัยบ้าง แล้วคนที่เปึนคณะกรรมาธิการก็มาบอกสภาว่าเราจะให้ ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกันอย่างไรเท่านั้น เพราะไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่ว่ากรณีนี้อย่างที่ผมบอกว่าจะต้องดําเนินการกันด้วยความอดทน เพราะว่ากรณี รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มันเปึนเส้นทางที่ค่อนข้างจะมีรายละเอียดอย่างมาก สมมุติว่า มีคณะกรรมาธิการ กลับมามีการประชุมรัฐสภาแล้วให้ความเห็นชอบ เมื่อพวกท่าน ไปเจรจาแล้วนะครับท่านประธาน คณะรัฐบาลไปลงนามเจรจาแล้ว ต่อไปก็เข้าตาม วรรคสี่แล้ว เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มี ผลผูกพันคณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของสัญญานั้น และในกรณีที่มีการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน คณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาให้ผู้กระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม แปลความกันว่ามันมี ๔ ขยักที่สําคัญ อนุมัติเห็นชอบไปแล้ว เซ็นกลับมาแล้วยังใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าวันนี้เรื่องนี้ต้องแยกเปึน ๒ ขั้นตอน ขั้นตอนหนึ่งเราต้องยอมรับ ความเปึนจริงว่าการไปทําเอฟทีเอหรือความตกลงร่วมหรือหุ้นส่วนอะไรก็ตาม ที่มีลักษณะ เปึนเอฟทีเอหรือการเจรจาความใด ๆ ก็ตามนั้นมันกระทบต่อผู้คน นี่เปึนการปฏิเสธเรื่องนี้ ไม่ได้

ประเด็นต่อมาก็คือว่าความกระทบที่เกิดขึ้นนั้นจะอยู่ในขั้นตอนไหน ที่จะต้องดําเนินการต่อไป แต่วิธีการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ ท่านประธานเปึน ประธานวุฒิสภา เปึนรองประธานรัฐสภา สภาประชุมสมัยหนึ่ง ๔ เดือนครับท่านประธาน ที่เคารพ เว้น ๒ เดือน ประชุม ๔ เดือนนะครับ แล้วแต่ละสภาก็มีวันประชุมของตัวเองกัน ครบถ้วนอยู่แล้ว การประชุมลักษณะรัฐสภา นี่ผมยกตัวอย่างแค่เรื่องเดียว ต้องประชุม ๓ ครั้ง เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่ากรณีการทําแต่ละเรื่องนั้นไม่ได้อยู่ในกรอบ ๖๐ วัน ๖๐ วันนี้อยู่ในวรรคสอง แต่ในวรรคสามนั้นไม่รู้ว่าอยู่ในระยะเวลาเท่าไร เพราะฉะนั้น ผมจึงบอกว่าเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญแต่ละเรื่องนั้นใช้เวลาเปึนร้อยวัน ถ้าว่าตามนี้นะครับ เพราะฉะนั้นก็คือว่าเมื่อยังมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้อยู่ การที่จะไปร่างข้อบังคับหรือ กฎหมายที่จะรับรองต่อไปนั้นก็มีความจําเปึน แต่ที่ผมบอกว่าถ้าไปขัดกับวรรคดังกล่าวมา มันจะปฏิบัติอย่างไรได้ต่อ แต่ว่าในส่วนของรัฐบาล ในส่วนของข้าราชการเองนั้นก็จะต้อง ปรับในการลําดับในแต่ละเรื่อง เพราะผมดูว่าในเอกสารการชี้แจงของหนังสือเล่มนี้ ก็เหมือนกัน เพราะก็ไม่มีความชัดเจนในมาตรา ๓๐๕ เพราะมาตรา ๓๐๕ บอกว่าในกรณี ที่ว่าได้มีการดําเนินการก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ มิให้นําบทบัญญัติ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม มาบังคับใช้ แต่ให้นําบทบัญญัติมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม มาบังคับใช้กับการดําเนินการที่ยังคงค้างอยู่ และต้องดําเนินการต่อไป จะเห็นได้ชัดว่าในส่วนท่านก็ระมัดระวัง ก็ยังไปวางกรอบการ เจรจา เพียงแต่ว่าไม่ได้ผ่านตามกระบวนการรัฐสภาเพราะว่ารัฐธรรมนูญมันคาบลูก คาบดอกเหลือเกิน เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าด้วยเวลาอันน้อยนิดก็คือว่าวันนี้ ๒ ส่วน ต้องไปคู่กัน และต้องยอมรับว่ามันเปึนอุปสรรคกันจริง ๆ เรื่องข้อเท็จจริง ผลกระทบ เจ้าของประเทศเขาต้องมีสิทธิรู้ เพียงแต่ว่ากระบวนการกันอย่างไร แต่ถ้าว่าตามทุกเรื่อง ต่อไปนี้ ๑๐๐ วันต่อเรื่อง ผมยังไม่เชื่อว่าประเทศไทยต่อไปนี้ เราสามารถจะเจรจาความ กับประเทศอื่นในเรื่องอื่น ๆ นอกจากกรณีอย่างนี้ได้ป้ละถึง ๓ ประเทศหรือไม่ บรรยากาศ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่เหมาะกับประเทศที่ต้องการเป่ดประเทศ มันเหมาะกับ ประเทศที่ต้องการป่ดประเทศเท่านั้น ขอขอบพระคุณท่านประธาน