ชรินทร์ หาญสืบสาย หารือเรื่องการเปิดการค้าเสรี โดยชี้ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องศึกษาก่อน แต่ควรเชิญผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นเกี่ยวกับอุปสรรคและผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดตาก ก่อนอื่นผมก็ต้องขอแสดงความเห็นอกเห็นใจข้าราชการ จากกระทรวงพาณิชย์ที่ใช้เวลาการเจรจามาหลายป้กว่าจะตกผลึกเรียบร้อย แล้วก็ จะต้องมาผ่านด่านพระอรหันต์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอันนี้ก็เปึนไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในฐานะที่ผมเองเปึนข้าราชการเก่ากระทรวงพาณิชย์ ก็มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับเรื่อง เอฟทีเอหลายป้ แล้วในสมัยเรียนหนังสือก็สนใจวิชาเศรษฐกิจระหว่างประเทศหรือการค้า ระหว่างประเทศค่อนข้างจะมาก จึงซาบซึ้งถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการทําเขตการค้า เสรีหรือเอฟทีเอ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเปึนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่เบาบางที่สุด แล้วก็ ซิมเป่ล (Simple) ที่สุด ขอโทษที่ใช้ภาษาอังกฤษ เทียบกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่มัน ลึกซึ้งขึ้นไปอีก เช่น สหภาพศุลกากรหรือคัสตอม ยูเนียน (Custom Union) ตลาดร่วมหรือ คอมมอน มาร์เก็ต (Common Market) แล้วก็สหภาพเศรษฐกิจ หรืออีคอนอมิคส์ ยูเนียน (Economics Union) เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นในความเห็นส่วนตัว ของผมจริง ๆ แล้วคิดว่าถ้าในแค่ระดับการทําเอฟทีเอหรือหุ้นส่วนเศรษฐกิจแบบไทยกับ ญี่ปุ์น เจเทปา หรือไทย - อินเดีย ผมว่าไม่น่าจะมาถึงสภาเลย เพราะว่าตามทฤษฎี เศรษฐศาสตร์ที่เราเคยเรียนกันมาแล้วในมหาวิทยาลัย มันชัดเจนเลยว่าการค้าเสรีนั้น จะทําให้เกิดประโยชน์มหาศาลแก่ประเทศที่เกี่ยวข้องที่ค้าขายซึ่งกันและกัน เพราะว่า เมื่อเปึนเขตการค้าเสรีก็หมายความว่าอุปสรรคในทางการค้ามันจะหมดไป ภาษีมันจะ เหลือศูนย์เท่านั้น เมื่อภาษีเหลือศูนย์ ประเทศที่ค้าขายกันนั้นก็จะส่งออกนําเข้าได้มากขึ้น ตามลําดับ ต่างกับการที่จะเปึนประชาคมตลาดร่วม อย่างกรณีตลาดร่วมยุโรป ซึ่งขณะนี้ อาเซียนเองก็มีเปัาหมายที่ชัดเจนว่าเราจะรวมกันเปึนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อีกประมาณ ๗ - ๘ ป้ข้างหน้า ตรงนั้นที่จะเกี่ยวข้องกับจะต้องเสียอํานาจอธิปไตย บางอย่างไป เราจําเปึนจะต้องให้สภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาให้ความเห็นชอบ เมื่อไหน ๆ มาตรา ๑๙๐ บอกว่าจะต้องเข้าสภา กระผมก็เห็นว่าในกระบวนการศึกษานั้น ผมก็ยังสงสัยว่าจะศึกษาอะไร ไม่ทราบว่าท่านทราบหรือเปล่าว่าก่อนที่กระทรวงพาณิชย์ จริง ๆ ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์กระทรวงเดียว กระบวนการเขตการค้าเสรีหรือว่าการ รวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ กระทรวงที่เกี่ยวข้องทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเปึนกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม บีโอไอ (BOI) ทั้งหลายล้วนแล้วแต่เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาทั้งสิ้นเลย นอกจากนี้หน่วยงาน เอกชนไม่ว่าจะเปึนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทยก็มีผู้แทนเข้ามาร่วมในการเจรจาปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด ผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ แล้วในแง่ของผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมที่ขีด ความสามารถอาจจะด้อยกว่าคู่แข่งในต่างประเทศ เพราะฉะนั้นก็จําเปึนที่จะต้องขอให้ ทางภาคราชการว่า สินค้าบางตัวขอให้อย่าเพิ่งรีบลดภาษีเลย ผู้เจรจาเองก็ไม่ใช่คนโง่ มาจากไหน ผมกล้ายืนยัน ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ก็ดี กระทรวงการคลัง กระทรวง อุตสาหกรรม แต่ละคนระดับพระกาฬทั้งนั้น โดยเฉพาะอธิบดีท่านนี้ เชี่ยวชาญเรื่องการ เจรจามาหลายป้แล้วก็รู้เลยว่าอะไรเราควรจะยอม อะไรเรายอมได้ อะไรที่เรายอมไม่ได้ แม้ในขั้นตอนการเจรจาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะทําเอฟทีเอกับประเทศไหนก็ตาม ผมคิดว่า กระทรวงพาณิชย์และคณะเจรจาทั้งหลายได้ผ่านขั้นตอนการดําเนินการที่ควรจะทํามา โดยตลอดแล้ว โดยอันแรกจะต้องส่งให้สถาบันการศึกษาที่เชื่อถือได้ อาจจะเปึน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า (NIDA) หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้ศึกษาถึงผลกระทบ ผลดี ผลเสีย มีอะไรบ้าง กว่าจะออกมาได้ก็ขั้นแรกแล้ว ต่อไปภาคเอกชนก็ต้องมาให้ความร่วมมือ ให้ข้อคิดเห็น ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในแง่ว่าผลดีผลเสียผมเองมีความเชื่อมั่นว่าผลการเจรจา ที่หน่วยราชการไปดําเนินการเจรจากับต่างประเทศกับคู่กรณี อย่างกรณีของหุ้นส่วน เศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ์นนั้นก็ถือว่าเปึนการเจรจาระดับภูมิภาค ผลประโยชน์ที่ได้รับคือ อาเซียนกับญี่ปุ์นนั้นปริมาณการค้าจะต้องเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว ตรงนี้ท่านไม่ต้องสงสัย มันเปึนทฤษฎีที่มันชัดเจนเลยว่าถ้า ๒ กลุ่มนี้ ญี่ปุ์นข้างหนึ่ง อาเซียนข้างหนึ่งลดอุปสรรค ทางการค้าระหว่างกันแล้วปริมาณการค้าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่นั่นแหละครับ ท่านที่เคารพครับว่ามันจะต้องมีอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากผล ของความร่วมมือตรงนี้ ตรงนี้ที่เปึนเรื่องสําคัญที่ผ่านมานั้นกระทรวงพาณิชย์ก็ดี กระทรวง อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พูดน้อยมากเลยกลายเปึนจุดอ่อนให้ถูกโจมตีว่า เมื่อไปลงนามใน เอฟทีเอเรียบร้อยแล้ว ทําให้ชาวสวน ชาวไร่ ที่ปลูกกระเทียมหรือผลไม้บางชนิด ต้องสูญเสียอาชีพไป กลับไปบอกว่าถ้าทําไม่ได้ก็ไปทําอย่างอื่นเสีย ผมก็เห็นด้วยว่า เปึนสิ่งที่ไม่ควรจะพูดเปึนอย่างยิ่ง แต่ก็สงสัยว่ามีคนพูดหรือเปล่า แต่ถ้าพูดจริงก็เปึนสิ่งที่ ไม่ควรจะพูดเปึนอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นถ้ามองว่าระหว่างก่อนเจรจาได้มีการศึกษา ระหว่างการเจรจาได้มีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเปึน ผู้ประกอบการก็ดี หรือข้าราชการจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะมีความรู้ใกล้ชิด กับเกษตรกรอย่างมาก จากสถาบันเอกชนคือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งทั้ง ๒ สถาบันหลักตรงนี้เขามีนักวิชาการที่เชี่ยวชาญ เรื่องการรวมกลุ่มเศรษฐกิจหรือเอฟทีเอเปึนอย่างดีเลย หลายท่านที่อยู่ในคณะกรรมาธิการ การเศรษฐกิจก็รู้จักดีว่าเขาเหล่านั้นได้ศึกษาอย่างใกล้ชิด ได้ติดตามเรื่องราวต่าง ๆ ของ การเจรจาอย่างใกล้ชิดแล้วก็มีความรักชาติ มีความห่วงใยในผลประโยชน์ของเกษตรกร และผู้ประกอบการเปึนอย่างดี ถ้าระหว่างการเจรจาได้มีการดูแลอย่างดีแล้วและได้มี มาตรการที่เขาเรียกว่า เซฟการ์ด (Safeguard) นั่นก็คือถ้าเกิดสินค้าจากญี่ปุ์นหรือ จากประเทศใดก็ตาม ที่เราเจรจาการค้าด้วยเกิดสินค้าทะลักเข้ามา เรามีมาตรการ เซฟการ์ดหรือไม่ มาตรการเซฟการ์ดก็คือเราสามารถที่จะของดเว้นการลดภาษีชั่วคราว หรือว่าเก็บเซอร์ชาร์จ เก็บภาษีพิเศษขึ้นมาก็จะทําให้อุตสาหกรรมที่เราจะได้รับ ผลกระทบนั้นคลี่คลายลงไปได้ เมื่อเจรจาเสร็จเรียบร้อยแล้ว แน่นอนที่ผมได้เรียนตั้งแต่แรกแล้วว่ามันจะต้องมีบางกลุ่ม อุตสาหกรรมสินค้าบางตัวเขาได้รับผลกระทบ แน่นอนครับเจรจาเอฟทีเอนั้นไม่มีใคร ประเทศไหนเขาจะเสียประโยชน์ทุกอย่าง เขาจะได้ประโยชน์บางส่วน แล้วเราก็ได้ ประโยชน์หลายส่วน คนที่เสียประโยชน์นั้นก็จําเปึนจะต้องเสียสละ นั่นคือยอมให้เอฟทีเอ เกิดขึ้นได้โดยที่ตัวเองได้รับผลกระทบ แต่เราจะต้องให้ความโอบอุ้มดูแลเขา ต้องมี มาตรการเยียวยาให้เขา เพราะฉะนั้นที่ว่ากองทุนฟุ๋นฟู กองทุนเพื่อการปรับตัวก็ดี หรือว่า มาตรการเยียวยานั้นจะต้องไม่ใช่เปึนแค่ตัวอักษรสละสลวย จะต้องมีผลเปึนรูปธรรม นั่นก็คือสามารถให้ความช่วยเหลือเกษตรกรก็ดี หรือว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่เขาจะต้อง ยกเลิกไปเขาจะต้องได้รับผลกระทบ เขาจะต้องได้รับการชดเชยที่คุ้มค่า นอกจากนี้ ที่กระผมอยากจะฝากก็คือว่าในการทําข้อตกลงในปัจจุบันก็ตามหรือใด ๆ ก็ตามนั้น ผู้ที่ ได้รับประโยชน์นั้นมีมากมายเลย เพราะจากการที่สามารถส่งสินค้าไปประเทศญี่ปุ์นได้ มากขึ้น ท่านได้รับประโยชน์มากมายนั้นเขาจะต้องเสียสละจ่ายเงินให้กองทุนที่ว่านี้บ้าง หรือเปล่า คือไม่ใช่เอาเงินมาจากภาษีราษฎรอย่างเดียว ไม่พอ เงินควรจะมาจาก อุตสาหกรรมที่เขาได้รับผลประโยชน์เต็ม ๆ จากการเป่ดเสรีตรงนี้
ฉะนั้นโดยสรุปผมก็คิดว่าเรื่องการเป่ดการค้าเสรีเปึนหน้าที่ที่ทางสภาเรา ควรจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะผมมีความเชื่อมั่นในหน่วยราชการไทยว่าเรามี บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีความรักชาติแล้วก็ตั้งใจปฏิบัติงานมาด้วยความ อุตสาหะมาตลอด แต่ว่าเพื่อความรอบคอบถ้าหากว่าทางสภาเห็นควรตั้งกรรมาธิการ ขึ้นมาศึกษา กระผมก็เห็นว่าไม่มีความจําเปึนใด ๆ เลยที่จะต้องศึกษาแบบลึกซึ้ง เพราะว่าจะเปึนการซ้ําซ้อน เราได้ให้สถาบันที่เรายอมรับ ไม่ว่าจะเปึนจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ศึกษา เรื่องต่าง ๆ เขาศึกษามาแล้วครับ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าควรจะทําเปึนอย่างมากก็คือว่า เชิญผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ เราตั้งที่ปรึกษา กิตติมศักดิ์มากมาย ล้วนแล้วแต่มีความรู้มากมายก่ายกอง เราเชิญท่านเหล่านั้นมาให้ ความเห็นว่าอุปสรรคบางอย่างหรือข้อติติงบางอย่างที่สังคมก็ดี หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบ เขาเปึนห่วงเปึนใยว่าเขาจะได้รับความเสียหายนั้น ในความเปึนจริงนั้นสามารถ จะเยียวยาได้หรือไม่ แล้วความเห็นโดยรวมแล้วประเทศไทยจะได้รับ ผลประโยชน์จริงอย่างที่เขาว่าหรือเปล่า ผมก็คงจะขอใช้เวลาเพียงเท่านี้ โดยสรุปคือ เห็นด้วย แต่ว่าถ้าใช้เวลาศึกษาก็อย่าให้เกิน ๓ สัปดาห์เลย หรือ ๑ เดือน เพราะว่า ไม่อย่างนั้นจะเกินกําหนดที่ข้อตกลงกําหนดไว้ว่า ๖ ตุลาคม ขอบคุณครับ