วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ หารือเรื่องข้อสังเกตเกี่ยวกับกรอบการค้าความตกลงทางการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น และการเปิดตลาดอาเซียนกับญี่ปุ่น โดยกล่าวถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการดูแลคนไทยและผลกระทบต่อเกษตรกรไทย นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อตกลงบางส่วน ที่อาจไม่ส่งผลประโยชน์ให้กับประเทศไทย และเรียกร้องให้มีการเจรจาที่มีเทคนิคและความรู้ที่เหมาะสม
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกรัฐสภา ในประเด็นเรื่องของ กรอบการค้าความตกลงทางการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ์น ก็มีข้อสังเกตอยู่หลายประการ จริง ๆ แล้วอย่างที่ท่านได้พูดไปก็คือว่าเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากว่าได้มีการเจรจา กันมาในระดับหนึ่งแล้ว แล้วก็เปึนเรื่องกรอบของอาเซียน ขณะเดียวกันในข้อตกลงนั้น ในรายละเอียดเราคงจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่เปึนห่วงก็คือว่า การดูแลคนไทย เพราะว่าจากการที่อ่านเอกสารส่วนหนึ่งแล้วก็พยายามจะดูว่าอะไร จริง ๆ แล้วเปึนสิ่งที่เราได้ประโยชน์หรือว่าเสียประโยชน์ คงไม่ได้กังขาในเรื่องของส่วนที่ เปึนคณะเจรจาของฝ์ายไทย ในเรื่องของความรักชาติอะไรต่าง ๆ แต่สิ่งที่เปึนกังวล ก็คือว่าความรู้ที่ท่านพกไปในการเจรจานั้นท่านจะมีความรู้เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสินค้า เฉพาะตัวอย่างไร โดยกรอบรวมแล้วสิ่งซึ่งหลาย ๆ คนได้พูดถึงก็คือการเป่ดตลาดที่คิดว่า ประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์จากการทําสัญญาในครั้งนี้ เนื่องจากว่ามีสินค้าที่เพิ่มขึ้น อีกหลายรายการ แต่ขณะเดียวกันผมเองก็มองว่าที่จริงแล้วการขยายกรอบจากประเทศ ไทยกับญี่ปุ์นไปเปึนอาเซียนกับญี่ปุ์นนั้น ที่จริงแล้วเปึนการเพิ่มคู่แข่ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เราหวังว่าเราจะได้ประโยชน์นี้ผมเองอาจจะเกิดความสงสัยขึ้นมาแล้ว เพราะว่าอาเซียน ด้วยกันนี้แต่ละประเทศมีสภาพสินค้าที่ส่งออกคล้ายกันคือสินค้าเกษตร ฉะนั้นเมื่อ เป่ดตลาดขึ้นมาเราก็มีคู่แข่งมากขึ้น บางตัวที่เราเคยได้ประโยชน์อยู่แล้ว มันอาจจะ เสียประโยชน์ก็ได้ เนื่องจากมีคู่แข่งมากขึ้น ผมไม่แน่ใจว่าตรงนี้ได้มีการคิดคํานวณ หรือเปล่า ได้มีการลงไปในทางลึกหรือเปล่าว่าเราจะดูแลคนที่ได้รับผลกระทบ จริง ๆ แล้วเราคาดว่าจะได้ประโยชน์ แต่อาจจะเสียประโยชน์ อันนี้คือประเด็นที่หนึ่งที่มอง แล้วหลาย ๆ คนก็กังขาว่าการเป่ดตลาดกับญี่ปุ์น จริง ๆ แล้วสินค้าเกษตรตัวหนึ่งซึ่งเรา ไม่ได้อยู่ในรายการเลย แล้วก็เคยได้ข่าวจากคณะเจรจาว่าทางญี่ปุ์นเองต้องการจะให้เปึน เรื่องของทวิภาคีมากกว่าที่จะเปึนพหุภาคีอย่างกรณีของอาเซียนกับญี่ปุ์น ก็คือเรื่องข้าว จริง ๆ แล้วญี่ปุ์นเปึนตลาดที่บริโภคข้าวสูงสุดเปึนประเทศหนึ่งของโลก แล้วไทยเราเองก็ ผลิตข้าว ญี่ปุ์นเองก็ผลิตข้าวต้นทุนการผลิตข้าวสูงขั้นเรื่อย ๆ แต่เนื่องจากว่ารัฐบาล ญี่ปุ์นนั้นพยายามจะปกปัองเกษตรกรของตัวเอง โดยเฉพาะชาวนา เพราะฉะนั้นข้าวจึง ไม่ใช่เปึนสินค้าที่อยู่ในรายการ ผมคิดว่าถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในอาเซียนกับญี่ปุ์น ก็ฝาก ไปว่าถ้าในกรณีถ้าเราจะต้องหยิบยกประเด็นการทบทวนของเอฟทีเอ (FTA) ของไทย - ญี่ปุ์น น่าจะได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องข้าวขึ้นมาดูว่าเราจะเจาะตลาดเข้าไป อย่างไร
สิ่งที่เปึนกังวลในเรื่องต่อไปก็คือในเรื่องของถิ่นกําเนิดสินค้า ก็เปึนความ ได้เปรียบเรื่องของการเพิ่มแหล่งวัตถุดิบในอาเซียน ทีนี้มันมีบางส่วนที่จริงแล้วน่าจะ ได้ประโยชน์ แต่ก็ยังไม่มั่นใจก็คือเรื่องของสินค้าประมง เพราะว่าในเรื่องของแหล่งกําเนิด วัตถุดิบของสินค้าประมงนั้นหลาย ๆ ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปลาทูน่า เปึนปลาที่เราไม่ได้ จับในน่านน้ําไทย แล้วคนไทยเองก็ไม่ได้เปึนชาวประมงที่จะจับ ฉะนั้นในการไปเจรจานี้ เห็นมีเงื่อนไขหนึ่งก็ไปเชื่อมโยงกับเปอร์เซ็นต์ของลูกเรือ จํานวนของลูกเรือที่อยู่บนเรือ ในการทําการประมง ผมว่าในข้อเหล่านี้ที่เปึนเงื่อนไขนี้ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย นั่นสะท้อนถึงว่าในวิธีการเจรจา ความรู้ที่ไปในเรื่องของเทคนิคทั้งที่เกี่ยวข้องกับ การประมงนั้น คณะเจรจาอาจจะมีน้อย จึงไม่ได้หยิบยกในประเด็นที่ควรจะเจรจา ขึ้นมาแล้วก็พอทางญี่ปุ์นอาจจะยกเรื่องอื่นขึ้นมา เราก็ไม่เข้าใจแล้วก็เข้าไปในช่องทาง ที่เขาเป่ดขึ้นมา ฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะฝากว่าในการเจรจา ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคเฉพาะของภาคเกษตร ของภาคอุตสาหกรรมนี้มันควรจะมี คณะเจรจาที่มาจากภาคนั้นโดยตรงเข้าไปช่วยในการที่จะให้ข้อมูลทางเทคนิคที่จะเปึน ประโยชน์ในการเจรจาช่วยเหลือในการที่จะรักษาประโยชน์ได้มากขึ้น
ในประเด็นต่อไปก็คือในเรื่องของสิ่งที่กังวลมาก ก็คือเรื่องของมาตรการ ที่ไม่ใช่ภาษีหรือเรื่องสุขอนามัยก็ดี เรื่องของคุณภาพมาตรฐานสินค้าก็ดี สิ่งเหล่านี้ ประเทศกําลังพัฒนาทั้งหลายจะมีปัญหากับประเทศที่พัฒนาแล้ว การเป่ดทําเอฟทีเอกับ ประเทศต่าง ๆ สิ่งซึ่งหลาย ๆ คนมองก็คือเรื่องของมาตรการภาษี แต่ประเด็นปัญหา ที่เรามักประสบก็คือเรื่องของมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี แล้วก็ในเรื่องสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันมีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่มากมายทีเดียว ฉะนั้นเรื่องในทางเทคนิคก็คือสิ่งที่เปึน ข้อกังวลว่าทําอย่างไร การเป่ดตลาดมันควรจะเปึนตลาดที่ยุติธรรมหรือภาษาฝรั่งบอกว่า แฟร์ เทรด (Fair - Trade) มากกว่าควรจะเปึน ฟรี เทรด (Free - Trade) แล้วสุดท้าย ที่อยากจะเรียนถามก็คือ อยากจะเรียนประเด็นที่เปึนข้อกังวลในเรื่องผลกระทบ คือผมคิดว่าจากการที่ข้อมูลที่มีการศึกษานั้น บางครั้งอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ เพราะยกตัวอย่างในเอกสารที่ส่งมาเปึนเรื่องประกอบการพิจารณา หน้า ๑๓ ที่บอก สินค้าไทยเราได้ประโยชน์ พอไปดูในรายการบอกว่าในเรื่องประมง เนื้อปลาแซลมอน แบบฟ่ลเล แห้งใส่เกลือ ปลาแซลมอนรมควัน ไม่รมควัน หอยนางรม คืออ่านดูแล้ว ปรากฏว่าไม่ใช่เปึนปลาไทยสักตัวหนึ่ง แล้วบอกว่าเปึนสินค้าที่ไทยได้ประโยชน์ ก็เลยงง ว่าตกลงมันได้ประโยชน์จริงหรือเปล่า แล้วบางตัวในหน้า ๑๔ ที่เปึนตอนท้ายบอกว่า อยู่ในคอลัมน์ (Column) เดียวกันก็คือได้ประโยชน์จากการตกลงอาเซียนมากกว่า ทวิภาคี ก็มีมะเขือยาว ปลาหมึกยักษ์ แต่ถามว่ามีข้อมูลเข้าไหมในป้ ๒๕๔๘ ไม่มีข้อมูล การนําเข้าเลย แล้วก็บอกว่าอันนี้เปึนสิ่งที่เราได้ประโยชน์ ก็เลยกังวลว่า ในการดูลึกลงไป ในรายสินค้านั้น มันน่าจะมีการดูลึกลงไปมากกว่านั้น ที่จะใส่แค่ประเด็นชนิดของสินค้า มันน่าจะดูลึกลงไปถึงผู้ประกอบการด้วยว่าจริง ๆ แล้วผู้ประกอบการเราได้ประโยชน์ จริงหรือเปล่า ในทํานองกลับกันผมว่าส่วนหนึ่งของการได้ประโยชน์ ตรงนี้เราต้อง ยอมรับว่าญี่ปุ์นเองคงจะได้ประโยชน์มากขึ้น แล้วก็จะเปึนสิ่งที่กังวลของเราก็คือว่า การขยายไปสู่อาเซียนนั้น แสดงว่าญี่ปุ์นเองในประเทศที่ยังไม่ได้ทําทวิภาคี ก็สามารถ ที่จะเข้าไปลงทุนแล้วก็ส่งสินค้ากลับไปถึงญี่ปุ์น โดยใช้เงื่อนไขสิ่งเหล่านี้ได้ ก็อาจจะเปึนคู่แข่งของเราในอนาคตด้วย แล้วเรื่องการเยียวยานั้น สิ่งที่เปึนความกังวล เมื่อสักครู่นี้เห็นมีบางท่านได้พูดถึงเรื่องกองทุนว่ามีกองทุนที่เกิดขึ้นในการเยียวยา โดยส่วนตัวเคยมีประสบการณ์การในการตั้งกองทุนของกระทรวงพาณิชย์ก็คือว่า ในจุดเริ่มต้นมีการตั้งกองทุนขึ้นมาจริง มีกรณีของปลาป์นที่ผ่านมาเมื่อ ๑๐ กว่าป้ที่แล้ว ชาวประมงก็ไม่ต้องการให้มีการนําเข้าปลาป์น เนื่องจากว่าการนําเข้ามา มันก็ทําให้ราคา ปลาป์นตกต่ําในประเทศ ทางกระทรวงพาณิชย์บอกไม่เปึนไรนําเข้ามาเดี๋ยวไปตั้ง เอาภาษี เอาเซอร์ชาร์จ (Surcharge) ที่เก็บมา ที่จะมาดูแล ที่จะมาเยียวยาชาวประมง พอหลังจากนั้นไปได้ ๒ ป้ เก็บเงินเข้ากองทุนไปเยอะแยะ พอชาวประมงจะใช้ ไม่ได้ใช้ แล้ววันนี้กองทุนนั้นก็เปลี่ยนเปึนกองทุนส่งเสริมการส่งออก ซึ่งไม่เกี่ยวกับประมงเลย มันหายวับไปกับตา โดยที่ชาวประมงไม่ได้ใช้ประโยชน์จากกองทุนนั้นเลย ก็เลยกังวลว่า ถ้าเปึนลักษณะเดียวกัน เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ากองทุนเหล่านี้ที่เราจะตั้งขึ้นมาเพื่อดูแล ผู้ได้รับผลกระทบจากการเจรจาทวิภาคีก็ดี พหุภาคีก็ดี มันจะใช้ไปจริง ๆ แล้ว เพื่อประโยชน์ในการดูแลผู้รับผลกระทบจากการเป่ดตลาด ไม่ใช่ในจุดเริ่มต้นมันก็ เปึนอย่างนั้น แต่พอในท้ายที่สุดก็มีการเปลี่ยนแปลงไป สุดท้ายมีข้อสังเกตอีกนิดหนึ่ง ก็คือในหนังสือเล่มเล็กที่เปึนสรุปสาระสําคัญ ก็ด้วยความเคารพว่า ท่านได้เขียนไว้ ค่อนข้างจะดี แต่ประเด็นก็คือว่าท่านเขียนให้คนที่รู้เรื่องมาก่อนแล้วอ่าน คือผมคิดว่าในเล่มเล็กที่จริง แล้วน่าจะเขียนให้คนที่ไม่รู้เรื่องเลยทําอย่างไรไม่รู้เรื่องจะรู้เรื่อง เพราะว่าอย่าลืมว่าไม่ใช่ เฉพาะเราที่อยู่ที่นี่เท่านั้นที่จะอ่าน เกษตรกรที่อยู่ต่างจังหวัดเขาก็มีส่วนที่จะได้รับ ผลกระทบหรือได้ผลประโยชน์จากการเจรจาตรงนี้ แต่เอกสารเหล่านี้ไม่ได้ให้คําตอบเขา ว่าความเปึนมาเปึนไปมันเปึนอย่างไร แล้วทําไมเราต้องทําและมันมีความต่างอะไร อย่างไรบ้างที่จะไปเห็นลึก ๆ ว่าจริง ๆ แล้วเขาจะได้ประโยชน์หรือเขาจะได้รับผลกระทบ แล้วมันควรจะมีตามต่อไปคือว่าถ้าได้รับผลกระทบเขาจะต้องทําอย่างไร จะดูแลเขา ได้อย่างไร มีใครบ้างที่จะดูแลเขา มันควรจะมีความชัดเจนตรงนี้ด้วย เพราะว่าจริง ๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้เราใส่เข้าไปได้เนื่องจากว่าวันนี้ประเทศไทยมีข้อตกลงทางการค้ากับ ต่างประเทศอยู่หลากหลายอยู่แล้ว มันน่าจะได้มีการรวบรวมว่ามีใครที่มีหน้าที่เหล่านี้ ในการที่จะดูแลปกปัองคุ้มครองหรือรักษาผลประโยชน์ของเขาหรือว่าเยียวยาเขา ก็ขออนุญาตฝาก และก็ในสิ่งรายละเอียดที่เรียนมานี้ผมคิดว่าท่านประธานที่เคารพ ผมใคร่ขอเสนอว่าให้มีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อจะลงไปดูในรายละเอียดเพื่อจะให้ช่วย ในการที่จะให้ดูแลผลกระทบหรือผลประโยชน์ของชาติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความตกลง ระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ์นให้เกิดประโยชน์ในทางที่ส่งผลสะท้อนกับผู้ประกอบการหรือ ประชาชนโดยตรง ขอบพระคุณครับ