รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑ กันยายน ๒๕๕๑

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดถึงปัญหาการทําหนังสือสัญญาต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรากฎหมายเกี่ยวกับการทําหนังสือสัญญา เพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการนั้นเป็นไปอย่างเปึนธรรมและเป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรค ประชาธิปัตย์ ความจริงมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านซึ่งคงจะมีแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลง หรือความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ์น แต่ว่าเมื่อสักครู่บังเอิญมี เพื่อนสมาชิกจากซีกรัฐบาลก็ได้ให้ประเด็นที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการของ การดําเนินการการทําข้อตกลงระหว่างประเทศ กระผมเองอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ที่จริงแล้วก็อยากจะให้เราตั้งมั่นอยู่บนความพอดี คือถามว่าวันนี้รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ มีปัญหาหรือมีความยากในการปฏิบัติหรือไม่ ก็ต้องกราบเรียนตรงไปตรงมาว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกนี้ยากครับ เพราะว่ามันก็จะมีบทเฉพาะกาลอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งก็ไปเขียนเอาไว้ว่าอะไรที่ทํามาก่อนก็ถือว่าทําได้ อะไรที่ค้างอยู่ก็ให้ทําตามนี้ แต่ว่า แต่ละคนก็มองไม่ค่อยตรงกันครับเส้นแบ่งที่ว่าตรงไหนที่ถือว่าทําไปแล้วไม่ต้องทําตามนี้ ตรงไหนที่ถือว่ายังค้างอยู่ ก็เห็นใจผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดยเฉพาะกรณีของข้อตกลงต่าง ๆ ซึ่งได้มีการดําเนินการมาก่อนหน้าอย่างเช่นกรณีนี้ ซึ่งก็ต้องกราบเรียนว่าคงจะ ไม่เหมือนกับกรณีเขาพระวิหาร หรือกรณีการซื้ออาวุธซึ่งมันเปึนเรื่องของการตกลงที่มี ขั้นตอนค่อนข้างชัดเจนในตัวของมันเองว่าก่อนหรือหลังรัฐธรรมนูญ แต่ว่าอยากจะ กราบเรียนอย่างนี้ว่าความยากง่ายนี้ ที่จริงในที่สุดหรือวันข้างหน้าถ้าไม่หมดไปก็จะลดลง มาก ถ้าเราจะช่วยกันดําเนินการให้เปึนไปตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า นั่นก็คือเราจะต้อง มีการตรากฎหมายขึ้นมา ว่าด้วยการกําหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาตาม มาตรานี้ วันนี้ที่มันยุ่งก็เพราะว่ามันไม่มีกฎหมายฉบับนี้ครับที่จะเปึนเกณฑ์ ที่จะใช้อ้างอิงได้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าที่จริงวันนี้เสียดายว่ามีเฉพาะ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอีกหลาย กระทรวง ทั้งที่รับผิดชอบทางด้านการต่างประเทศ ทางด้านกฎหมาย น่าจะได้มารับฟัง พวกเราบ้าง แล้วก็อยากจะเรียกร้องว่ารัฐบาลควรเร่งการตรากฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาครับ มากกว่าที่จะไปตั้งชงว่าจะต้องแก้หรือไม่แก้ หรือจะยกเลิกมาตรา ๑๙๐ ประเด็นที่ผม อยากจะกราบเรียนต่อไปก็คือว่า ผมก็เข้าใจผู้ร่างมาตรา ๑๙๐ เราอาจจะมองในมุมหนึ่ง ผมก็ไม่โต้แย้งเพื่อนสมาชิกที่บอกว่า ประหนึ่งเปึนการเขียนไม่ไว้ใจคนทํางาน โดยเฉพาะ ฝ์ายบริหารหรือภาคราชการ แต่ว่าข้อเท็จจริงก็คือว่า วันนี้การทําหนังสือสัญญาข้อตกลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมหรือทางด้านอื่นใดย่อมจะต้องมีมากขึ้น เพราะโลกมีลักษณะไร้พรมแดน มากขึ้น และสิ่งสําคัญก็คือว่าผลกระทบจากการทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ มันก็จะมีลักษณะที่กว้างขวางแล้วลึกลงไปถึงความเปึนอยู่ของพี่น้องประชาชน ในระดับพื้นฐานมากขึ้น ผมจึงคิดว่าคุณธรรมสมมุติจะมีหรือไม่ก็ตาม แต่ว่ารูปธรรมจาก หนังสือสัญญาที่มีการทํามาก่อนหน้านี้แล้วมันปรากฏไปแล้วครับ แล้วก็เห็นได้ชัดเจนว่า หลาย ๆ เรื่องมันก็สะท้อนว่าเราไม่อาจดําเนินการปล่อยให้ฝ์ายบริหารทําสิ่งเหล่านี้ โดยลําพังแต่เพียงฝ์ายเดียวได้อีกต่อไป เพราะจะเกิดความไม่เปึนธรรมในหลาย ๆ ด้าน ผมไม่ปฏิเสธครับ ข้อตกลงในลักษณะที่เปึนการขยายการค้าการลงทุนมีประโยชน์ โดยหลักทั่วไปแล้วถ้าคู่เจรจาสมน้ําสมเนื้อกัน ให้ความเปึนธรรมซึ่งกันและกันก็ควรจะ เปึนประโยชน์กับทั้ง ๒ ฝ์าย และผมก็เชื่อว่าทุกข้อตกลงที่เราไปทํามาก็มีสิ่งที่เรา ได้ประโยชน์ แต่ว่าทุกข้อตกลงเวลาไปแลกเปลี่ยนกันมันก็ต้องมีสิ่งที่กระทบกับคน ในประเทศของเราที่จะต้องเสียประโยชน์ด้วย ซึ่งก็เปึนดุลพินิจของผู้บริหารว่ามันคุ้มค่า กันหรือไม่ แต่มันก็ตอบยากครับเพราะว่าจะเอาอะไรเปึนเกณฑ์วัด ลําพังเพียงแต่ว่า ตัวเลขการเกินดุล ขาดดุล ก็คงไม่ได้หรอกครับ เพราะสมมุติว่าบางอุตสาหกรรม ได้ประโยชน์เปึนตัวเลขมากแต่คนได้ประโยชน์มีหยิบมือเดียว ไปแลกกับการเสียประโยชน์ ซึ่งวัดเปึนจํานวนรวมน้อยกว่า แต่ปรากฏว่ากระทบกับคนจํานวนมากมายมหาศาล ผมยกตัวอย่างเช่นว่าผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรีที่เราทํากับจีนแล้วก็ภายหลังเปึน อาเซียน – จีน ที่กระทบกับพี่น้องเกษตรกรภาคเหนือ ก็เปึนเรื่องยากครับที่จะใช้ดุลพินิจว่า ตรงไหนคุ้มค่า ตรงไหนเปึนธรรม สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า ดังนั้นการทําหนังสือ สัญญาเหล่านี้มันก็แทบไม่แตกต่างอะไรกับเวลาที่รัฐบาลไปดําเนินโครงการขนาดใหญ่ จะไปสร้างเขื่อน จะไปทําโรงไฟฟัามันก็มีประโยชน์ของมัน แต่ก็มีคนที่ได้รับผลกระทบ เดือดร้อนอย่างชัดเจน ฉะนั้นตามหลักธรรมาภิบาลและก็การบริหารจัดการยุคใหม่เราถึง ต้องพูดกันมากเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และแน่นอนเมื่อจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ถ้าพวกเราที่อยู่ในห้องนี้ ถือเปึนผู้แทนปวงชนชาวไทยเราก็ต้องมีส่วนร่วมด้วย หลักคิดมีเท่านี้ครับ ไม่ใช่ว่าจะต้อง ไปหวาดระแวงทางฝ์ายบริหาร แต่ถือว่าในยุคสมัยนี้มันเปึนสิทธิของพลเมือง เปึนสิทธิ ของผู้แทนปวงชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วม และบทบัญญัติที่เปึนหลักการตรงนี้ไม่ได้ สลับซับซ้อนเลยครับ หลายประเทศเขาก็ใช้กัน พูดง่าย ๆ ก็คือจะไปเจรจาอะไร บอกผู้แทนประชาชนหน่อยเอากรอบมาให้ดู แล้วหลังจากได้กรอบไปแล้วก็ไปเจรจา เมื่อจะลงนามในสัญญาหรือจะไปแสดงเจตนาผูกพันก็มาให้ความเห็นชอบ พร้อมทั้ง ได้มีการกําหนดชัดเจนว่าจะมีการชดเชยเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบในเชิงลบอย่างไร ผมว่าหลักการนี้มันไม่ผิดหรอกครับ เพียงแต่ว่าขลุกขลักเพราะมันเปึนเรื่องใหม่ และถ้าต่อมาเราจะมีกฎหมายมีกฎเกณฑ์ผมก็คิดว่าเปึนหลักการที่ดี ผมเองกราบเรียน ท่านประธานว่ารู้สึกสะท้อนใจที่สุดวันที่รัฐบาลในอดีตไปเจรจาที่จะทําข้อตกลงการค้าเสรี กับสหรัฐอเมริกา ที่สะท้อนใจก็คือว่าไม่มีโอกาสที่จะได้มีส่วนร่วมอะไรในช่วงของการ เจรจาเลย แม้แต่การขอข้อมูลข้อเท็จจริง ฝ์ายนโยบายก็ไปถือว่าเปึนเรื่องของความลับ บอกรู้ไม่ได้ ท่านประธานเชื่อไหมครับ ผมได้ รู้เรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย - สหรัฐจากใคร ผู้แทนราษฎรสหรัฐเดินทางมา ประเทศไทย เขาทําหน้าที่เขาในการติดตามเรื่องของการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย - สหรัฐ เขามาขอฟังความคิดเห็นของฝ์ายค้านประเทศไทย แปลกไหมครับ รัฐบาลของ ผมเองบอกว่าผมไม่มีสิทธิรู้ เปึนฝ์ายค้าน แต่รัฐบาลประเทศคู่ค้าเอามาเป่ดเผยให้หมด อยากจะรู้ว่าคนไทยคิดอย่างไร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าหลักการนี้เราอย่าไปปฏิเสธ มันเลยครับ แล้วก็ควรจะพยายามทําให้ถูกต้อง เพียงแต่ผมเห็นใจว่าในช่วงรอยต่อตรงนี้ ตีความกันไปก็อาจจะเปึนปัญหาได้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามข้อตกลงอาเซียน - ญี่ปุ์นก็เปึน ข้อตกลงซึ่งมันมีประเด็นทางเทคนิคที่เปึนข้อสังเกตอยู่หลายส่วนด้วยกัน จริง ๆ กรณีนี้ เปึนข้อตกลงที่มีความซับซ้อนยิ่งกว่าข้อตกลงทวิภาคีที่เราในฐานะประเทศไทย ทําทั่วไปด้วย เช่น เรามีความตกลงไทย - ญี่ปุ์นอยู่แล้ว วันนี้ก็เหมือนกับจะต้องสวมเข้าไป อยู่ในกรอบนี้ ขณะที่อาเซียนก็ยังไม่ได้สามารถพัฒนาตัวเองให้ไปเปึนกลุ่มประชาคม หรือกลุ่มเศรษฐกิจที่เปึนหนึ่งเดียว เพราะกฎบัตรของอาเซียนก็ยังไม่เรียบร้อย รอเรา รออินโดนีเซีย รอฟ่ลิปป่นส์ และในระหว่างที่ยังไม่เปึนเช่นนั้น ก็กลายเปึนว่าความตกลง อาเซียน – ญี่ปุ์น แต่ละประเทศก็ดําเนินการของตัวเองไป ใครอยากได้ประโยชน์ก็เข้าร่วม ผูกมัดอย่างที่ว่า พอแสดงเจตนารับรองแล้ว ๒ เดือนต่อมาก็จะมีผลบังคับ แต่ก็จะพ่วงไป กับประเทศที่ไปก่อนหน้า มันก็มีความซับซ้อน ข้อตกลงอาเซียน - ญี่ปุ์นถ้าหากว่า เหมือนกับไทย - ญี่ปุ์นเองมีประเด็นเยอะนะครับ ซึ่งจริง ๆ ก็อาจจะต้องสอบถามกันว่า มีทั้งเรื่องข้อห่วงใยก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเรื่องขยะพิษ เกี่ยวกับเรื่องของสิทธิบัตร ถ้าผมใช้คํา ไม่ผิดก็จุลชีพนะครับ มีเรื่องของกรณีปัญหากระบวนการทางกฎหมาย กรณีเกิดการ พิพาทกับผู้ลงทุนที่เปึนชาวต่างประเทศ มีกรณีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์เอง ซึ่งก็เปึนรูปธรรมเหมือนกันว่า ก่อนที่ไปทําข้อตกลงไทย - ญี่ปุ์น พอเปึนอุตสาหกรรม ยานยนต์ ผู้ได้รับผลกระทบ เขามีการรวมตัวกัน มีเสียงดังพอสมควรก็สามารถร้องเรียนได้ ไม่เหมือนกับกรณีของเกษตรกรหรือกลุ่มอื่น ๆ ทั่วไป อย่างนี้เปึนต้น แต่ว่าทั้งหมดนี้ครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า อยากจะขอปรึกษาท่านรัฐมนตรีคือ ถ้าวันนี้ท่านจะให้พวกเรา อภิปรายนะครับไล่เปึนประเด็นที่ข้องใจ สงสัย ผมไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่ชั่วโมง ที่สําคัญ ก็คือว่า เราลองมาทําให้มันเปึนแบบแผนได้หรือไม่ จะสอบถามท่านว่า จะมีข้อขัดข้อง อะไรในทางการบริหารไหมครับ ผมว่าสิ่งที่จะเปึนประโยชน์ที่สุดสําหรับกระบวนการของ รัฐสภาก็คือว่า เราตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา แต่ว่าไม่ใช่กรรมาธิการเหมือนพิจารณา กฎหมาย นะครับเพราะไปแก้ไขอะไรไม่ได้หรอกครับ อันนี้ข้อตกลงอาเซียน เราจะไปเซ็น ไม่เหมือนกับประเทศอื่นในอาเซียนก็คงไม่ได้ ไม่มีการแก้ไขครับ แต่ว่ากรรมาธิการชุดนี้ จะไปศึกษาแล้วสรุปเปึนข้อเสนอกลับมายังรัฐสภาว่า เห็นว่ารัฐสภาควรหรือไม่ควร ให้ความเห็นชอบกับข้อตกลงนี้ ที่สําคัญที่สุดก็คือว่า ผมเชื่อนะครับว่าแนวโน้มก็คือว่า พวกเราส่วนใหญ่ก็คงอยากให้ความเห็นชอบ แต่กระบวนการกรรมาธิการตรงนี้นอกจาก จะทําให้เกิดความรอบคอบแล้วนี่ครับ มันจะสมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อีกประการหนึ่งก็คือว่า เขาควรจะไปตั้งข้อสังเกตล่วงหน้าเลยว่า ใครได้รับผลกระทบ ในทางลบหรือแม้กระทั่งในทางบวกจากข้อตกลงนี้ในประเทศของเรา ใครได้ประโยชน์ก็จะ ได้สามารถเตรียมตัวได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่ที่สําคัญกว่าก็คือว่าคนที่พูดง่าย ๆ คือต้องเสียสละให้ส่วนรวม เพราะเรื่องนี้ดีกับ เศรษฐกิจส่วนรวม แต่ว่าตัวเขาต้องยอมสูญเสียเพื่อไปแลกกับข้อตกลงนี้ เราจะได้มีการ กําหนดเตรียมการล่วงหน้าในเรื่องของมาตรการที่จะไปชดเชยหรือเยียวยาความเสียหาย ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาแถลงว่าที่จริงเรามีกลไกตรงนี้อยู่คือกองทุนอยู่แล้ว เข้าใจว่า มีทั้ง ๒ กระทรวงนะครับ มีทั้งกระทรวงพาณิชย์ มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีการ แต่งตั้งกองทุนลักษณะนี้ขึ้นมา แต่ว่าผมเชื่อว่าถ้าท่านประธานได้ติดตามจะพบว่า การเบิกจ่ายกองทุนเหล่านี้น้อย แล้วก็เทียบไม่ได้เลยกับความเดือดร้อนที่บางครั้งเกิดขึ้น จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี เพราะอะไรครับ เพราะที่ผ่านมาเราไปลงนามข้อตกลง เขตการค้าเสรีเสร็จ ผลกระทบตามมาพอเดือดร้อนก็ร้องเรียนกัน อาจจะมีการมาพูดกัน เปึนประเด็นทางการเมืองอยู่บ้าง แล้วเราก็บอกมีกองทุนนี้ แต่ผมถามว่าพี่น้องคนไทย จํานวนมากครับเขาไม่รู้หรอกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวเขามันเปึนผลโดยตรงหรือไม่ จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี เพราะเขาไม่ได้รู้ล่วงหน้านี่ครับ วันหนึ่งฝ์ายบริหารไปเซ็น กลับมา พอเกิดเรื่องก็มีการร้องเรียนกัน ผู้แทนราษฎรก็มาพูดเหมือนเวลามาพูดเรื่อง พืชผลตกต่ํา ภัยแล้ง น้ําท่วม เสร็จแล้วก็เถียงกันได้ว่าตกลงที่ราคาตกเปึนเพราะข้อตกลง หรือเปล่า หรือเปึนเพราะฤดูกาล หรือเปึนเพราะดิน ฟัา อากาศ หรือเปึนเพราะสภาพ ตลาดโลก แต่ถ้าเรามีกระบวนการอย่างเช่น กรรมาธิการศึกษาเสร็จตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่า กลุ่มนั้นกลุ่มนี้คือกลุ่มเสี่ยงก็ได้ครับที่จะได้รับผลกระทบ มันก็จะได้มีข้อสังเกตไปยัง ฝ์ายบริหารทันทีว่าการมีกองทุนกลไกชดเชย เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบมีหลักเกณฑ์ อย่างไร สร้างความเข้าใจประชาสัมพันธ์ให้เขาอย่างไร เราก็จะได้ดูแลคนเหล่านั้นได้ ในฐานะที่เขาเสียสละให้กับส่วนรวมไม่ต่างจากพี่น้องที่เวลามีการก่อสร้างโครงการ ขนาดใหญ่แล้วอาจจะต้องสูญเสียที่ดิน ทรัพย์สินหรืออะไรก็แล้วแต่ ดังนั้นอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่ากระผมเปึนคนหนึ่งที่สนับสนุนเรื่องของการขยายความร่วมมือ ทางการค้า การลงทุน หลักการในเรื่องของการมีความตกลงกับญี่ปุ์นในนามของไทย หรืออาเซียน ผมสนับสนุนครับ แต่ว่าเราอยากจะรู้ผลกระทบ เราอยากจะเปึนผู้แทนของ ปวงชนชาวไทยที่ดีที่จะได้ช่วยเตรียมการให้กับคนของเราที่ต้องเสียสละเพื่อให้ส่วนรวม ได้ประโยชน์ เปึนไปได้ไหมครับ ขอเวลากรรมาธิการของรัฐสภาสัก ๓๐ วัน ๔๕ วัน แล้วก็ เอาเรื่องเหล่านี้ไปศึกษานํากลับมาเปึนข้อเสนอที่เปึนรูปธรรมว่าสภาควรเห็นชอบ มีข้อสังเกตไปให้ฝ์ายบริหารว่าถ้าไปทําความตกลงนี้แล้วมีกลุ่มใดบ้างประเด็นใดบ้าง ที่ต้องไปดูแลเปึนพิเศษเพื่อไม่ให้ผลเสียนั้นเปึนสิ่งที่เรามาเสียใจภายหลังว่าไม่ได้ คาดการณ์ ไม่ได้เตรียมตัวที่จะดูแลมาก่อน ถ้าท่านรัฐมนตรีจะกรุณาให้คําตอบตรงนี้ได้ แล้วก็ขอความเห็นใจว่าจริง ๆ แล้วผมอยากให้เห็นใจทุกฝ์ายนะครับ คือฝ์ายท่านเอง ก็ทํางาน ผมทราบเวลามันเพิ่มขั้นตอน เวลามันเพิ่มระยะเวลาก็มีความกังวล แต่ผมอยาก เห็นว่าไม่อยากให้ความตกลงเหล่านี้ในที่สุดมันจะกลายเปึนเรื่องที่เปึนประเด็นปัญหา ทางการเมืองตลอดเวลา เพราะเราไม่มีกระบวนการที่ดีที่รองรับ เราเอาสะดวกวันนี้ แต่วันข้างหน้าเราจะทําอะไรได้ยากขึ้น ๆ เรียนตรง ๆ ว่ามาตรา ๑๙๐ ก็มาเพราะเปึน ปฏิกิริยากับการรวบรัดตัดตอนการทําหนังสือสัญญาหลายฉบับก่อนหน้านี้ในอดีตนะครับ ก็กราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้ แล้วก็ถ้าเปึนไปได้อยากได้คําตอบจากท่านรัฐมนตรี ด้วยครับ