เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม เสนอ 5 ประเด็นสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพัฒนาประเทศไทยและประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีคุณภาพของประชากร โดยเฉพาะสุขภาพพลานามัย ความรู้ความสามารถ และระเบียบวินัย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการศึกษา สุขภาพพลานามัย ระเบียบวินัย คุณธรรม ความดี จริยธรรม และสวัสดิการแก่ประชาชนที่อยู่ในวัยชรา และการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินและเงินที่ไม่อยู่ในงบประมาณแผ่นดิน โดยเรียกร้องให้มีการควบคุมอำนาจในการจัดสรรงบประมาณเพื่อป้องกันการได้เปรียบทางการเมืองและทำลายการแข่งขันทางการเมือง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม ทีนี้ในช่วงบ่ายวันนี้เดิมที่ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะ อภิปรายเพิ่มเติม ทีนี้เมื่อท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้เสนอความเห็นในเรื่องเกี่ยวกับการ ร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ กระผมเองก็อยู่ในคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ได้ปรึกษาหารือกัน ในหลาย ๆ ประเด็น เพราะฉะนั้นระหว่างที่เปึนกรรมาธิการยกร่างฯ นั้นก็พยายามพูดแต่น้อย และก็ฟังให้มาก ทีนี้อย่างไรก็ตาม มันมีประเด็นบางประเด็นที่ผมอยากจะพูดไว้ในสภาแห่งนี้ เพื่อให้บันทึกในการพูดถึงว่าแนวทางที่เราจะร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นสำคัญของการที่ ประเทศเราจะพัฒนาไปได้ไกลมากน้อยแค่ไหน ประชาธิปไตยจะเข้มแข็งมากน้อยเพียงใดนี่ ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของประชากร ในประเด็นคุณภาพของประชากรนี่ ผมคิดว่ามีเรื่องสำคัญอยู่ ๓ เรื่อง มองในแบบนักเศรษฐศาสตร์ เรื่องแรกก็คือเรื่องสุขภาพพลานามัย เรื่องที่ ๒ ก็คือ เรื่องความรู้ความสามารถของประชากร เรื่องที่ ๓ ก็คือในเรื่องระเบียบวินัย คุณธรรมความดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าประชาชนคนไทยทุกคนควรจะได้รับสิ่งเหล่านี้ หรือได้รับการส่งเสริม ให้ปฏิบัติตน หรือทํางานในกรอบของการเปึ้นพลเมืองที่ดีของประเทศ ในเรื่องนี้ผมคิดว่า ถ้าเราจะมองในเรื่องของรัฐธรรมนูญนี่ ถ้าเราสามารถบรรจุสิ่งเหล่านี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ และก็กําหนดให้รัฐบาลทุกรัฐบาลไม่ว่าจะเปึ้นพรรคไหนหรือใครก็แล้วแต่จะต้องทําให้ได้ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในประเด็นดังกล่าวนี้ผมขออนุญาตเสนอท่านประธาน ใน ๕ ประเด็นด้วยกัน
ในประเด็นแรก ก็คือในเรื่องการศึกษา ในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ นี่ได้ กําหนดให้เปึนหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนเปึ้นเวลา ๑๒ ป้ โดยไม่คิด มูลค่าหรือไม่เสียเงิน อันนี้ผมคิดว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนี่ได้ทําไปถึงจุดหนึ่งคือ ทําให้ว่าเปึนภาระหน้าที่ของรัฐบาลทุกรัฐบาลที่มาเปึ้นรัฐบาลบริหารประเทศนั้นจะต้อง ให้บริการการศึกษาแก่ประชาชนอย่างน้อย ๑๒ ป้ และทั่วถึงกัน โดยมีมาตรฐานคุณภาพ ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ในประเด็นดังกล่าวนี้ในข้อเท็จจริงเราก็พบว่ามันไม่ได้เปึนไป ตามเจตนารมณ์ เหตุที่ไม่เปึ้นอย่างนั้นก็เพราะว่าเรื่องเงิน เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังจะร่างนี้ ผมคิดว่าควรจะได้มีมาตรการที่บังคับว่าจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ แล้วก็จัดสรรเงิน ให้เพียงพอเพื่อจะได้ทำงานบรรลุเปัาหมาย และรัฐบาลถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมีบทที่แซงค์ชั่น (Sanction) ก็คือรัฐบาลจะต้องลาออก อันนี้เปึนประเด็นข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ เรื่องสุขภาพพลานามัย ผมคิดว่าประชาชนคนไทยนั้นมีสิทธิที่จะได้รับ การดูแลรักษาในด้านต่าง ๆ เพราะฉะนั้นน่าจะกำหนดเปึนนโยบายแห่งชาติว่าประชาชน คนไทยทุกคนควรจะได้รับบริการทางด้านสุขภาพพลานามัยที่ดีตามสมควรจากรัฐบาล ซึ่งรายละเอียดจะเปึนอย่างไรก็คงต้องฝากกรรมาธิการยกร่างฯ ไปพูดกัน เรื่องนี้ทํานองเดียวกัน ก็คือต้องให้เกิดเปึ้นจริงให้ได้ ด้วยการที่จะต้องกำหนดมีกองทุนหรือมีเงินต่าง ๆ ผมอยาก ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าในการบริหารราชการแผ่นดินทุกรัฐบาลมีงบประมาณ จำกัด แต่ถ้าเรากำหนดว่าอะไรคือสิ่งต้องทำ เช่น เรื่องการศึกษา การรักษาพยาบาลนี้ รัฐบาล ต้องจัดสรรให้งบประมาณเหล่านี้ก่อน แล้วที่เหลือจึงไปจัดสรรอย่างอื่น จะเปึ้นเรื่องทหาร เรื่องอะไรต่าง ๆ ก็ว่ากันไป แต่ว่าถ้าเราเห็นพ้องต้องกันว่าอะไรคือสิ่งสำคัญต้องมีสำหรับ ประชาชนคนไทยเปึนเรื่องที่งบประมาณจะต้องจัดให้ก่อน
ประเด็นที่ ๓ เรื่องระเบียบวินัย คุณธรรม ความดี ผมคิดว่าได้มีการพูดกันมาก ในเรื่องจริยธรรมอะไรต่าง ๆ ในสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าได้มีการพูดถึงว่าให้มีกรรมาธิการที่จะ กำหนดมาตรฐานจริยธรรมต่าง ๆ ของนักการเมือง ในขณะเดียวกันนี้ผมก็คิดว่ามันน่าจะ มีอะไรต่าง ๆ สำหรับประชาชน ซึ่งเปึนหน้าที่ที่จะต้องทำเพื่อส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนร่วมที่มีจิตใจสาธารณะ ผมว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องสร้างขึ้นมา สิ่งเหล่านี้มันอาจจะบังคับไม่ได้ แต่ว่าเราสามารถที่จะทำให้มันเกิดขึ้นมาได้ อันนี้คือประเด็น ที่ ๓ ผมอยากจะฝากไว้
ประเด็นที่ ๔ คือในเรื่องของการดูแลให้สวัสดิการแก่ประชาชนที่อยู่ ในวัยชรา ท่านประธานคงทราบว่าในปัจจุบันนี้คนที่เข้าสู่วัยชรามันมีมากขึ้น และคนจำนวน ไม่น้อยประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของคนชราในประเทศไทย ไม่มีหลักประกันที่จะดูแลเมื่อเขา แก่ชรา ที่จริงบุคคลเหล่านี้ได้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติเปึ้นจำนวนมาก ผมคิดว่า จะต้องมีการกําหนดว่าเปึนหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้เงินสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุที่มีความจำเปึน ที่เดือดร้อนให้เขาสามารถอยู่ได้ จะเปึนเงินเท่าไรก็ว่ากันในรายละเอียด อายุเท่าไรถึงจะ เปึ้นผู้ชรา ก็คงจะนับได้ว่า ๖๐ ป้ หรือ ๖๕ ป้ อันนี้ผมคิดว่าในหลักสากลทุกประเทศเขามี ประชาธิปไตยมันจะอยู่ได้ก็จะต้องดูแลประชาชนคนระดับล่าง คนที่อำนาจการต่อรองต่ำ ให้อยู่ได้ ในระบบทุนนิยมถ้าปราศจากในเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ แล้วระบบทุนนิยมไปไม่รอด อันนี้ผมคิดว่าเปึนโอกาสอันดีที่เราจะได้มองถึงประเด็นเหล่านี้
ประการสุดท้ายเลยที่อยากจะฝากถึง ก็คือว่าบทบัญญัติในการควบคุมอำนาจ ในการใช้จ่ายของรัฐบาลและของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน และเงินที่ไม่อยู่ในงบประมาณแผ่นดิน ดังที่เปึนข่าวที่ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล ที่ได้เปรียบทางการเมืองใช้อำนาจทางการเมืองในการจัดสรรงบประมาณเพื่อผลประโยชน์ ทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านงบกลาง ซึ่งเปึนการที่วางแผนการใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง อันนี้เปึนการได้เปรียบ เสียเปรียบทางการเมือง และก็ยังเปึน การทําลายการแข่งขันทางการเมือง เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมคิดว่าคงจะต้อง มาดูเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับอำนาจการใช้จ่ายของนายกรัฐมนตรีหรือของรัฐบาล ในเรื่องนี้ ที่ต่อเนื่องกันก็คือว่าการใช้หน่วยงานของรัฐที่จะไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ คือไม่ผ่าน งบประมาณ อย่างใช้ธนาคารออมสิน ธนาคารของรัฐต่าง ๆ ดำเนินโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล ในโครงการเหล่านั้นตามปกติจะต้องเสนอผ่านในรูปของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งทางรัฐสภา ก็ได้มีโอกาสตรวจสอบ แต่ว่าเท่าที่ผ่านมาอันนี้เปึ้นจุดโหว่ เท่าที่ผมดูตัวเลขคร่าว ๆ ในประมาณ ๔ ถึง ๕ ป้นี้รัฐบาลจัดโครงการที่ผ่านการใช้เงินโดยไม่ผ่านการตรวจสอบของ รัฐสภาประมาณ ๑.๒ ล้านล้านบาท ในเงินจำนวนดังกล่าวถ้าเกิดความเสียหายคำถามว่า ใครรับผิดชอบ ผลสุดท้ายรัฐบาลหรือว่าประชาชนที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีจะต้องเปึน ผู้รับผิดชอบ ซึ่งในลักษณะนี้ผมคิดว่าไม่เปึนธรรมต่อประชาชนที่ทำงานและก็เสียภาษี ในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าควรจะบันทึกไว้ในการประชุมของ สสร. ของเราในการร่าง รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานเสนอที่ประชุม ณ แห่งนี้ เพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ