วิชา มหาคุณ พูดถึงการแก้ไขปัญหาการเกษียณอายุของผู้พิพากษา โดยเสนอให้เปลี่ยนแปลงระบบการเกษียณอายุให้เป็นแบบขั้นบันได โดยเริ่มต้นจากอายุ 61 ปี แล้วแต่ละปีเพิ่มขึ้น 1 ปี จนถึงอายุ 70 ปี เพื่อให้ผู้พิพากษาสามารถเลือกที่จะเกษียณอายุเมื่อใดที่ต้องการ และยังสามารถดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสได้
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม วิชา มหาคุณ กรรมาธิการยกร่าง แม้ว่าผมจะไม่ได้เกี่ยวข้อง อะไรแล้ว ไม่มีผลประโยชน์อะไรทับซ้อนแล้ว แต่กระผมก็เคยเปึ้นตุลาการ แล้วก็ เกี่ยวข้องที่จะดูแลระบบนี้มาตั้งแต่สมัยเปึน กต. นะครับ กระผมขอกราบเรียนอย่างนี้ว่า ส่วนที่มีความสําคัญที่ว่าทําไมต้องใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้กำหนดในเรื่องของผู้พิพากษาอาวุโสเอาไว้ด้วยนะครับ เปึนครั้งแรกครับ ในประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญนะครับ ได้มีการกำหนดระบบของการเกษียณอายุ และการที่จะต้องมีการต่ออายุของผู้พิพากษาอาวุโสว่า จะต้องไปเขียนต่อยอด ในพระราชบัญญัตินะครับ ซึ่งเราเรียกว่า พระราชบัญญัติผู้พิพากษาอาวุโส นะครับ คือเป่ดช่องทางให้ โดยอย่างที่ท่านอาจารย์สุรชัยได้เอ่ยไว้แล้วนะครับว่า เพื่อเปึนหลักประกันของประชาชนที่จะได้รับความคุ้มครองจากองค์กรตุลาการ ได้ครบถ้วน พิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชน ตั้งแต่ศาลชั้นต้น เพราะฉะนั้น ในตอนนั้นจึงบัญญัติไว้ว่า ให้เปึ้นผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นนะครับ อันนี้ได้กำหนดไว้ ตรงนั้นเลย แล้วกระผมขอกราบเรียนว่า ในระบบเกษียณอายุของผู้พิพากษาหรือ การครบกําหนดอายุของผู้พิพากษามีอยู่ในรัฐธรรมนูญเกือบทุกประเทศ ไปเป่ดดูได้ เลยครับ เพราะองค์กรตุลาการเปึนองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และท่านจะเห็นได้เลยว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้กําหนดไว้เลยว่า ๗๐ ป้บริบูรณ์ อยู่ในรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ นะครับ กําหนดไว้เลย เพราะว่าเปึนครั้งแรกที่มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งเหล่านี้เองเปึ้นสิ่งที่เราเอามาดู แล้วก็เอารัฐธรรมนูญของต่างประเทศมาดูด้วยนะครับ ว่า องค์กรตุลาการของเรานี่ควรจะมีปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ บางประเทศเขียนไว้เลยว่า ให้อยู่ได้ตลอดชีวิต แต่กระผมกลัวว่าหากเปึ้นเช่นนั้นแล้วตุลาการศาลยุติธรรม ของเราคงจะเกษียณก่อนวัยอันสมควร ดังนั้นจึงเอาแค่ ๗๐ ป้เท่านั้นนะครับ เอาพอสมควร พอประมาณ เท่ากับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ในขณะเดียวกัน เราเห็นว่าการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในระดับศาลใด ๆ นี่มีความเสมอกัน ดังนั้นนี่ เราจึงเขียนไว้ว่า นอกเหนือจากการที่ให้ดำรงตำแหน่งจนครบ ๗๐ ป้บริบูรณ์แล้วนี่ อีกส่วนหนึ่งก็คือ ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมที่มีอายุครบ ๖๐ ป้บริบูรณ์ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ มาแล้วไม่น้อยกว่าอายุยี่สิบป้ ผ่านการประเมินสมรรถภาพ สามารถจะขอไปดำรง ตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสได้ คือยังคงระบบครึ่ง ๆ เอาไว้ได้นะครับ คือเปึนระบบ ทางเลือก ซึ่งกระผมได้สอบถามผู้พิพากษาทั้งหลายแล้วนี่ มีบางส่วนที่ยั่งยินดีที่จะอยู่ ในระดับศาลชั้นต้นอยู่ ยังต้องการเปึนผู้พิพากษาอาวุโสของศาลชั้นต้นอยู่ มีความ พึงพอใจอยู่ เพราะต้องการจะดูแลประชาชนในระดับศาลชั้นต้น และพึงพอใจที่จะ พิจารณาพิพากษาอรรถคดี ติดต่อกับประชาชน เห็นสภาพของประชาชนยิ่งกว่าการไป อยู่ห้องแคบ ๆ คนเดียว นั่งดูสำนวนคนเดียว ซึ่งอาจจะเกษียณก่อนวัยอันสมควร เช่นเดียวกันครับ ท่านมีความเบิกบ้านที่จะอยู่กับศาลชั้นต้น เพราะฉะนั้นเราจึงเป่ด ทางเลือกไว้ให้อย่างนี้ และในขณะเดียวกันเราก็รองรับว่า ไม่ใช่ ๗๐ ป้รวดทีเดียวนะ ทำเปึนขั้นบันได้นะ เปึนขั้นเปึนตอนนะ คือตั้งแต่ป้หน้านี่นะครับ เริ่มต้นนี่ ๖๑ ป้ แล้วก็ไป เปึ้นผู้พิพากษาอาวุโส ป้ถัดไป ๖๒ ป้ เปึนผู้พิพากษาอาวุโส ถัดไป ๖๓ ป้ เปึ้นผู้พิพากษา อาวุโส เพราะถ้าขยายรวดไป ๗๐ ป้นี่อาจจะทำให้ศาลชั้นต้นช็อก (Shock) ได้ครับ ไม่ยอมทํางานเลย เพราะอะไร เมื่อไรมันจึงจะไปเสียทีวะ นะครับ ขออภัยที่ต้องพูดคํา ไม่ไพเราะนะครับ เพราะเขานึกในใจเขาก็อาจจะพูดไม่ไพเราะได้นะครับ แต่พูดดัง ๆ ก็คง บอกว่า ใต้เท้าขอรับ เมื่อไรใต้เท้าจึงจะไปเสียที เพราะฉะนั้นจึงกําหนดไว้แบบเปึนขั้น นะครับ ๖๑ ป้ถัดไป ๖๒ จนกระทั่งครบ ๗๐ นะครับ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อ ๖๑ แล้ว เขา ก็ไปเปึนผู้พิพากษาอาวุโสได้อย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นเรารองรับระบบของตุลาการ ซึ่งใน ระบบปัจจุบันนี้ที่ให้ผู้พิพากษา ๖๐ ปุ็บ ไปเปึนผู้พิพากษาอาวุโสเลย แล้วต้องไปทำเฉพาะ ศาลชั้นต้นนี่ อันพระตุลาการหลายท่านได้บอกเอาไว้ พูดเอาไว้บอกว่า เราเอาไม้สักไปทำ ฟ๋น ไม่ได้เอาไปใช้สำหรับสิ่งที่มีคุณค่าเลยนะครับ ให้สมกับที่เปึนแอนที่ค (Antique) เลย นะครับ อย่างนี้นี่เราได้เอาไปทำสิ่งที่เหมาะสมแล้วสำหรับท่านนะครับ ขอบคุณครับ