อัชพร จารุจินดา ชี้แจงแนวคิดการปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการสรรหา โดยเน้นการคัดเลือกบุคคลจากความรู้ความสามารถและภาวะเป็นกลาง แทนการเป็นตัวแทนองค์กร และเสนอแก้ไขเกณฑ์คะแนนเสียงให้ไม่น้อยกว่าสองในสามเพื่อถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสม
กราบเรียนท่านประธานที่ เคารพครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ เข้าใจว่ามีอยู่สองสามประเด็น นะครับ ในประเด็นแรก เรื่องวรรคสองของ (๑) ซึ่งให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๐๗ วรรคสอง มาใช้บังคับนั้น กระผมเองต้องขอประทานโทษท่านสมาชิก อาจจะง่วงไป ความจริง ๑๐๗ วรรคสอง มันตัดออกไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการนั้นก็ ยังคงยืนยันที่จะให้น้ำหลักการของมาตรา ๑๐๗ วรรคสอง นั้น ซึ่งตัดออกไปในเรื่องของ สรรหาวุฒิ มากําหนดลงไว้ในส่วนนี้ครับ เพราะเหตุว่า ในคณะกรรมการสรรหากรรมการ เลือกตั้งนั้นมีตุลาการเข้ามา โดยเฉพาะเปึนตุลาการในระดับท่านประธาน เข้ามาถึง ๓ ท่านแล้ว การเลือกบุคคลภายนอกก็ควรจะเลือก จุดประสงค์คือเลือกบุคคลที่มีความรู้ กว้างขวางในด้านอื่น ที่จะมาสรรหาบุคลากรที่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรที่จะไปเลือกจากผู้พิพากษา ตุลาการเข้า มาอีก ซึ่งจะทำให้องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหานั้นค่อนข้างเสียไป คือหนักไป ทางด้านตุลาการ เปึ้นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงกราบเรียนขออนุญาตท่านประธานครับว่า ในวรรคสองนั้น ในหลักการก็จะนำข้อความเดิมที่เคยบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๗ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง สูงสุดเลือกตามวรรคหนึ่ง ต้องมิใช่ผู้พิพากษาหรือตุลาการ และต้องไม่เปึนกรรมการ สรรหาผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกัน ย้ายข้อความจากอัน โน้นมาใส่ข้อความเต็มรูปแบบอยู่ในวรรคสองของ (๑) แทนนะครับ สำหรับในประเด็นที่ ๒ เรื่องจำนวนคะแนนเสียง ซึ่งเดิมกำหนดไว้สามในสี่นั้น กราบเรียนอย่างนี้ครับว่า และมี ข้อเสนอขึ้นมาระหว่างสองในสามกับกึ่งหนึ่ง ต้องกราบเรียนว่าคณะกรรมาธิการได้หารือ กันแล้วนะครับ ด้วยความตระหนักถึงเรื่องนี้ ก็ยังคงเห็นว่า การให้น้ำหนักในระดับที่สูง กว่ากึ่งหนึ่งนั้นน่าจะยังมีความจําเปึน เพราะจะทําให้การกลั่นกรองนั้นดีขึ้น แต่ก็เห็น ปัญหาของการกำหนดสามในสี่ว่ามีบางจุดจะทำไม่ได้ ก็อยากจะขออนุญาตใช้ แก้ไขเปึน ไม่น้อยกว่าสองในสาม แทนนะครับ เพื่อจะให้มีการถ่วงน้ำหนัก จริงอยู่บางกรณีนั้นเปึน ปัญหาอย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้กรุณายกขึ้น แต่ถ้ากึ่งหนึ่งนั้นกรรมาธิการคิดว่า น่าจะน้อยเกินไปในการที่จะถ่วงน้ําหนักในการเลือกหานะครับ สําหรับในประเด็นที่ ๓ เรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีผู้แปรญัตติเสนอเปึนอธิการบดี เพิ่มเข้ามานั้น ต้องกราบเรียนว่า สิ่งที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไขนั้นมิได้หมายถึงว่าในสิ่งที่ ผ่านมานั้นจะมีปัญหาในการดำเนินการจากคณะกรรมการสรรหาชุดเดิม ๆ ที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าการกำหนดโครงสร้างของคณะกรรมการสรรหาคราวนี้ในทุกองค์กรนั้นได้ เปลี่ยนแนวความคิดใหม่นะครับ นั่นก็คือ ๑. ก็คือ มีองค์กรจากสายงานด้านตุลาการ แล้วก็เชื่อมั่นในตำแหน่งระดับสูงสุด ก็คือ ท่านประธานทั้งหมดที่จะมาเปึนตัวแทนดูแล ด้านงานยุติธรรม แล้วก็เชื่อในความเปึนกลางอย่างแท้จริง มีทางสายนิติบัญญัติ ซึ่งเปึ้น ตัวแทนที่เชื่อมโยงกับประชาชนอยู่ ส่วนตัวแทนขององค์กรอื่น ๆ นั้น ทางคณะกรรมาธิการ เห็นว่าไม่ควรจะเข้ามาในรูปของตัวแทนองค์กรใด ๆ ทั้งสิ้น แต่หมายถึงว่า ควรจะดูจาก ตัวบุคคลซึ่งมีความรู้ความสามารถ หรือมีความเชี่ยวชาญ หรือมีความเหมาะสมที่จะมา หาคนในการเปึ้นองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้นแต่ละองค์กร เพราะฉะนั้นในสิ่งที่เขียนไว้ จึงเขียนไว้เป่ดกว้างว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครอง สูงสุดนั้น สามารถไปเลือกดูบุคคลที่เห็นเหมาะสม ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรใด ๆ ก็ตาม อาจจะอยู่ในองค์กรขององค์การวิชาชีพ วิชาการของสายอาจารย์ หรืออาจจะไม่ใช่ ก็สุดแล้วแต่ แต่เมื่อเป่ีดเผยชื่อนั้น ที่ประชุมใหญ่ทั้ง ๒ แห่งนั้นก็คงจะต้องรับผิดชอบ ในการเสนอชื่อบุคคลนั้นว่า ต้องเปึนบุคคลที่สังคมยอมรับว่าคนคนนี้นั้นมีความเปึนกลาง และก็มีความรู้จริงในการที่จะไปสรรหาบุคคลที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละองค์กร เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่า เมื่อโครงสร้างหรือแนวความคิดเปลี่ยนไปว่า ไม่ต้องการที่จะ เปึ้นบุคคลที่เปึนตัวแทนจากองค์กรต่าง ๆ ก็จำเปึ้นที่จะต้องเป่ดกว้างในลักษณะนี้ เพื่อจะ ได้ตัวบุคคล เปึนการพิจารณาตัวบุคคลจริง ๆ นะครับที่มีความเหมาะสม นั่นคือสิ่งที่ เปลี่ยนแปลงไปครับ ขออนุญาตกราบเรียน