สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๐

การุณ ใสงาม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสรรหากรรมการศาลรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่าควรใช้หลักการสองในสามในการสรรหากรรมการเพื่อให้มีความสมดุลและไม่ให้นักการเมืองมีอิทธิพลในการเลือกตั้ง

นายการุณ ใสงาม

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม สสร. นะครับ ทางคณะนี้นะครับ แปรญัตติตัดมาตรา ๒๒๖ ออกทั้งหมด ด้วยเหตุที่ เปึ้นสภาเดียวในครั้งนั้น จึงไปเสนอตั้งกรรมาธิการในการสรรหาพิเศษอีกต่างหาก อีกชุดหนึ่งไปเลย และบัดนี้เรื่องนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่อยากเรียนท่านประธาน คือ ผมเห็นด้วยนะครับ ตอนนี้ที่ผมเองเปึนผู้เสนอในเรื่องกรรมการสรรหาของวุฒิสภา ในมาตรา ๑๐๗ วรรคสอง ที่ผมเสนอว่า ให้เปึนของศาล บัดนี้ได้แก้ไขปรับปรุง ๑๐๗ ไปหมดแล้วใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเปึนอย่างนี้ ผมก็เห็นด้วยในวรรคที่ ๒ นี้ที่เพิ่มเติม ข้อที่ ๒ นะครับ ที่ผมมาเห็นกรรมการสรรหาชุดนี้ จาก ๕ คน ที่เคยสรรหาตุลาการ รัฐธรรมนูญก็ตาม ตอนนี้มาเปึ้น ๗ กกต. ก็เหมาะสมแล้วล่ะครับ บุคลากรที่มาเข้าทําการ สรรหาก็มีทั้งศาลฎีกา มีทั้งศาลรัฐธรรมนูญ มีทั้งศาลปกครองสูงสุด ที่เปึ้นหลักให้กับเรา ๓ ท่าน แล้วมีผู้นำฝ์ายค้าน แล้วมีประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็เอาล่ะโดยชอบ ๒ เสียงนี้ เข้ามาถ่วงน้ําหนัก แล้วก็ที่สําคัญครับ ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด แล้วก็ที่ประชุม ใหญ่ศาลฎีกาอีกอย่างละท่าน เปึน ๗ มาอย่างนี้นะครับก็ตาม ซึ่งอันนี้สอดคล้องกับ ข้อเสนอเดิม ที่พวกเราเคยเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ตอนนั้นนะครับที่ กรรมการสรรหาไม่ครบ เกี่ยวกับเรื่อง ปปช. ด้วย อะไรด้วย คณะของท่าน พลตำรวจเอก ประทิน สันติประภพ ด้วยพวกเรานี่ล่ะครับ เสนอร่วมกันเลย มีความเห็นว่า จะให้ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ทั้งสำรับเลย ให้ท่านพิจารณาสรรหามาให้ด้วยซ้ำไป เพราะเรามีความ เชื่อถือทางฝัืงตุลาการ มากกว่าที่จะเอาคนอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองเข้าไปยุ่ง โดยเฉพาะเรื่อง กกต. นี้เปึนกรรมการกลางที่จะทําการเลือกตั้ง เลือกตั้งอะไรครับ ก็คือ เลือกตั้งนักการเมืองเข้ามาสู่ตำแหน่ง ตรงนี้ถ้าเรามีส่วนของนักการเมืองเข้าไปยุ่งมากนี่ นะครับ หรือเปึนถ่วงน้ำหนักมาก อย่างแต่ก่อนนั้นก็ตัวแทนพรรคการเมืองถึง ๔ คน ๕ คน อะไรอย่างนี้นะครับ จะทําให้ถ่วงน้ําหนักไปมาก แล้วบวกด้วยคะแนนเสียงที่สามในสี่ ก็เจอปัญหาเลยทันที ถูกล็อกหมด พอถูกล็อกปัูบมันก็จะกลายเปึนการสรรหามา แม้แต่ ๒ เท่าก็กลายเปึน ๒ เท่าที่เปึนแต่สีดำ พวกเรา สว. เลือก เลือก ๒ เท่านั้น ไม่ว่าจับไปที่ ตัวไหน ลูกไหนมาดําหมด ดําหมดเปึนส่วนใหญ่ อย่างนี้เปึนต้นนะครับ ข้อที่ ๓ นะครับ ที่ข้อเสนอของผมเมื่อวานนี้ เกี่ยวกับเรื่องกรรมการสรรหาตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่เสนอ บอกว่า สามในสี่นั้นผมไม่เห็นด้วย เพราะทำให้เสียงข้างน้อยเพียงเสียงเดียวล็อกหมดเลย อย่ากระนั้นเลยครับ ปลดล็อกเสียทีเดียวพร้อมกัน อันนี้ก็ใช้หลักเดิม ผมเสนอ ก็คือ สอง ในสาม ถ้าตัวเลขแล้วนี่นะครับ ก็พอเปึนไปได้ เกินกึ่งหนึ่งนี่ผมเห็นว่ามันจะดูเหมือนมันจะ นั่นไปครับ มันจะเบาไป ถ่วงน้ำหนักก็ให้มันมีหนักนิดหน่อย ถ้าดูตัวเลขนะครับ ระหว่าง สามในสี่ของคน ๗ คนนะครับ แล้วก็สองในสามของคน ๗ คน แล้วก็เกินกึ่งหนึ่งของคน ๗ คนนะครับ เลขถ่วงน้ำหนักที่ดีที่สุดอยู่ที่สองในสามครับท่านครับ พอสามในสี่ปัูบนี่ นะครับ จาก ๗ คน ลดต่ําลงมาตามเงื่อนไขนี้นะครับ คือ กรรมการเหลือเกินกึ่งหนึ่งก็ ทำงานได้ เกินกึ่งหนึ่งของ ๗ คน คือ ๔ คน ท่าน พอ ๔ คนปัูบนี่นะครับ ตัวเลขมันจะ ออกมาที่เลข ๑ นะครับ เลข ๑ ขวางคนได้หมดเลย ๖ ต่อ ๑ ๕ ต่อ ๑ ๔ ต่อ ๑ ๓ ต่อ ๑ โอย นี่ถ่วงหนักเลยครับท่านประธาน ขวางโลกเลยคน ๑ คน แต่ถ้าพอมาเปึนสองในสาม ปัูบนี่นะครับ ก็จะกลายเปึน ๕ ต่อ ๒ ๔ ต่อ ๒ ๔ ต่อ ๒ แล้วก็ ๓ ต่อ ๑ ทําไมจึงบอกว่า ดี พอเกินกึ่งหนึ่ง ท่านประธานดูตัวเลข พอเกินกึ่งหนึ่งปัูบนี่นะครับ ๗ คนนี่ ๔ ต่อ ๓ ๔ ต่อ ๒ ๓ ต่อ ๒ แล้วก็ ๓ ต่อ ๑ ท่านประธานเห็นที่เลข ๔ กรรมการสรรหาเหลือ ๔ คน ไหม กรรมการสรรหาเหลือ ๔ คนทั้ง ๒ แบบ คือ แบบสองในสาม กับแบบเกินกึ่งหนึ่ง อย่างเดียวกันเลย เพราะว่า ๔ คนนี่จะต้องเกินกึ่งหนึ่ง เกินกึ่งหนึ่ง ก็คือ ต้อง ๓ ต่อ ๑ อันนี้ก็เหมือนกันครับ เกินกึ่งหนึ่งก็ต้อง ๓ ต่อ ๑ เหมือนกัน ท่านประธานดูสิ พอมาที่ กรรมการสรรหา หากเหลือ ๖ หรือหากเหลือ ๕ ก็ตามนะ จะเหมือนกันเลยครับ ระหว่าง สองในสามกับเกินกึ่งหนึ่ง ท่านประธาน คือ ๔ ต่อ ๒ ๓ ต่อ ๒ เหมือนกันเปู้ยะเลย เหมือน กันเปู้ยะเลย มีแตกต่างกันตรงที่ ๗ คน เท่านั้นเองครับที่สองในสาม ก็คือ ๕ ต่อ ๒ ก็พอจะ ถ่วงดุลได้ อันนี้นะครับ พอจะเปึนน้ำหนักที่จะถ่วงไว้ได้ ข้อเสนอของผมยั่งยืนยันที่ ถ้าหาก กรรมการสรรหาอยู่เพียงที่ ๕ คน ก็ตาม หรือ ๗ คน ก็ตามนะครับ ยั่งยืนยันข้อเสนอ สองในสามอยู่ครับ ขอบพระคุณครับ