สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๓๓ · ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๐

กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ พูดถึงการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ และองค์กรของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองและการดำเนินกิจการทางปกครอง และเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหานี้ให้ชัดเจนและแน่นอน

นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ กรรมาธิการนะคะ สำหรับบทบัญญัติในวรรคสอง ของมาตรา ๒๑๘ นี้นี่นะคะ เหตุที่จำต้องมีบัญญัติขึ้นไว้นี่เนื่องจากว่า ดิฉันจะขออนุญาต สรุปให้ท่านฟังเพียงสั้นๆ นะคะว่า การใช้อำนาจของหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรของรัฐ ต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้วางหลักการเอาไว้นี่ จะมีการใช้อํานาจหรือการดําเนินการ แบ่งเปึน ๓ ลักษณะใหญ่ ๆ ด้วยกันนะคะ ลักษณะที่ ๑ คือการใช้อำนาจโดยแท้ตาม รัฐธรรมนูญ เช่น อํานาจในการกําหนดการเลือกตั้ง หรือเพิกถอนการเลือกตั้งต่าง ๆ อำนาจในกรณีที่สอง คือการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ซึ่งเปึนเรื่องที่หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรของรัฐ หรือส่วนงานต่าง ๆ ที่ใช้อำนาจของรัฐ เปึ้นผู้ดำเนินการ หรือดำเนินกิจการดังกล่าว และในส่วนที่ ๓ เปึนเรื่องที่หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรของรัฐกระทำการหรือใช้อำนาจทำนองเดียวกับเอกชนหรือนิติบุคคลทั่วไป ซึ่งในทั้ง ๓ อำนาจนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางกลไกหรือหลักเกณฑ์ไว้ว่า ถ้าเปึนการใช้ อํานาจตามรัฐธรรมนูญมีปัญหาเกิดขึ้นให้ศาลรัฐธรรมนูญเปึ้นผู้มีอํานาจวินิจฉัย ถ้าเปึ้น การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองมีปัญหาในการใช้อำนาจ ให้ศาลปกครองเปึนผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย และถ้าเปึนการใช้อำนาจดังเช่นเอกชน หรือนิติบุคคลทั่วไป เช่น การทำสัญญาทางแพ่ง เปึ้นต้น เกิดปัญหาขึ้น ให้ศาลยุติธรรม เปึ้นผู้วินิจฉัย บทบัญญัตินี้เดิมในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้บัญญัติครอบคลุมเอาไว้ ไม่ครบถ้วน คือยังตกหล่นเรื่องการใช้อำนาจขององค์กรอื่น หรือองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญที่พวกเราคุ้นเคยกัน ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้ครอบคลุมเอาไว้ เฉพาะเพียง ๒ ส่วน คือการใช้อํานาจตามรัฐธรรมนูญ และการใช้อํานาจเหมือนเอกชน ทั่วไป ยังขาดเรื่องการใช้อำนาจทางปกครอง การดำเนินกิจการทางปกครอง เช่น เรื่องการ บริหารงานบุคคลขององค์กรเหล่านี้ เปึนต้น ดังนั้นบทบัญญัติมาตรา ๒๑๘ ใหม่นี้ จึงพยายามแก้ไขปัญหาหรืออุดช่องว่างที่เกิดขึ้น ซึ่งปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาหลายฉบับด้วยกัน แต่เมื่อการพยายามจะอุดช่องว่าง หรือแก้ไข ปัญหาในส่วนนี้นี่อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงตามหลัก หรือเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการบัญญัติให้มีศาลใน ๓ ส่วนที่จะต้องใช้อำนาจในการ วินิจฉัยชี้ขาด ด้วยเหตุนี้จึงเพิ่มบทบัญญัติในวรรคสองของมาตรา ๒๑๘ นี้ขึ้นมาเพื่อให้ เห็นชัดเจนว่า การใช้อํานาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ถ้าเปึนการใช้อํานาจวินิจฉัย ชี้ขาดโดยแท้ที่รัฐธรรมนูญกําหนดให้อํานาจไว้ เรื่องนั้นไม่อยู่ในอํานาจของศาลปกครอง จึงได้กำหนดไว้ให้ชัดเจนในลักษณะนี้ แต่ถ้าหากว่าเราใช้ข้อความหรือถ้อยคำในลักษณะ ที่ว่า เขตอำนาจของศาลให้เปึนไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติทั่วไปก็ตาม ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ จะทําให้เขตอํานาจของศาลที่ถูกจัดตั้งขึ้นนี้มีความไม่แน่นอน เพราะจะต้องไปออก พระราชบัญญัติใหม่ในภายหลัง มีความไม่ชัดเจนในเรื่องเขตอำนาจของศาลค่อนข้าง สูงมากนะคะ เพราะว่าจะทําให้กลายเปึนว่าเขตอํานาจของศาลที่เราวางหลักการเอาไว้ ทั้ง ๓ ส่วนนี้นี่ จะมีหรือไม่มี หรือจะมีแค่ไหนเพียงไรนี่ ต้องไปขึ้นอยู่กับ หรือต้องเปึนไปตามความผันแปร ในทางการเมืองในแต่ละยุคแต่ละสมัย เพราะว่าถ้าเรามอบอํานาจนี้ไปอยู่ที่ พระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้ว ฝ์ายการเมืองซึ่งเรา ไม่ทราบว่ายุคไหนสมัยไหนจะเปึนอย่างไร เปึนผู้มีอํานาจที่จะตรากฎหมายหรือออก กฎหมายขึ้นมาว่า ณ ยุคนี้ สมัยนี้ ศาลนี้ให้มีเขตอำนาจแค่นี้พอ อีกยุคหนึ่ง อีกสมัยหนึ่ง อาจจะขยายเขตอำนาจออกไปก็ได้ อีกยุคหนึ่ง อีกสมัยหนึ่ง อาจจะลดหรือตัดเขตอำนาจ ของศาลลงไปก็ได้ หรือที่ร้ายที่สุด อีกยุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง ไม่ตราพระราชบัญญัติเรื่องนี้ ขึ้นมาเลย ปล่อยให้ยังเปึนช่องว่างของกฎหมายต่อไปอีก ซึ่งเปึนปัญหาที่เราเคยประสบ มาแล้วในรอบ ๑๐ ป้ ที่ผ่านมา แล้วเรากำลังพยายามจะแก้ปัญหาเช่นนี้อยู่ คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่า ในเมื่อเราเห็นแล้วว่าเรื่องนี้มีปัญหาเกิดขึ้น เรามองเห็นแล้วว่า เราสามารถที่จะหาช่องทางแก้ไขหรืออุดช่องว่างของปัญหาดังกล่าวนี้ได้ ให้เกิดความ แน่นอนและชัดเจนขึ้นได้ เราไม่ควรจะให้เขตอำนาจของศาลอยู่บนความว่างเปล่า อยู่บน ความไม่ชัดเจนไม่แน่นอน หรืออยู่บนความต้องการของทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่า บทบัญญัติของมาตรา ๒๑๘ วรรคสองที่บัญญัตินี้ ได้เน้นย้ำ ให้เห็นถึงความชัดเจนของเขตอำนาจศาลในทั้ง ๓ กรณีที่กล่าวข้างต้นแล้วค่ะ ขอบพระคุณค่ะ