เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง อภิปรายเรื่องการดำเนินการของตนเองในฐานะประธานกรรมาธิการ โดยหารือเรื่องการแต่งตั้งผู้พิพากษาและกรณีเลือกตั้งอธิการบดีในมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาและความแตกแยก นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของตุลาการศาลชั้นต้นและระบบการเลือกตั้งผู้พิพากษาที่ไม่เหมาะสม
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ ผมได้แปรไว้มี ๒ วงเล็บ (๒) กับ (๓) (๓) นี่ไม่ได้ ติดใจ เพราะว่าอันนั้นเปึนเรื่องสภาเดียว กลับมาถึง (๒) ที่แปรไว้ โดยตัด ๖ คน ๔ คน ๒ คน ออก ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ผมเองมีความลําบากใจที่จะอภิปรายตรงนี้ ก็ต้อง ขอความกรุณาท่านตุลาการทั้งหลายที่อยู่ในห้องนี้นี่ กรุณาเข้าใจผมด้วย ท่านกรุณา เข้าใจผมด้วยนะครับ ท่านตุลาการทั้งหลาย อย่าเพิ่งคุยกันตอนนี้ กรุณานิดหนึ่งเถอะครับ คือไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเข้าใจกันผิด ผมเองนี่ ได้รับหนังสือในฐานะที่เปึนประธาน กรรมาธิการประสานการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมจำเปึนต้องประสานความเห็นของ หลาย ๆ ฝ์าย เพื่อที่จะเป่ดรับฟังความคิดเห็น แล้วผมก็ได้รับหนังสือพร้อมกับบรรดา ตุลาการศาลชั้นต้นได้มาหาที่ห้องทำงาน ผมก็ขอให้ พลตำรวจโท ธรรมนิตย์ ได้นั่งฟังอยู่ด้วย เมื่อผมฟังแล้วนี่ ผมเองอาจจะ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่ แต่ก็เช่นเดียวกันกับเรื่อง ท่านจําได้ไหม ผมเคยอภิปราย เรื่องมีองค์กรหนึ่ง หรือองค์กรเฉย ๆ ที่เรื่อง กสช. และ กทช. ท่านจำได้ใช่ไหมครับ นั่นผม อยู่ในวงการสื่อ สมาคมสื่อทั้งหลายทำหนังสือแล้วก็ยกขบวนมาหาผมเหมือนกันเลย กับศาล ผมก็รับมา แล้ววันนั้นผมก็อภิปรายทั้งความเห็นของเขา เพราะว่าผมก็บอก สัญญากับเขาไว้ว่า ผมจะนําความเห็นของเข้ามาให้เพื่อน สสร. และกรรมาธิการ ได้รับทราบอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทําได้ แล้วผมก็อภิปรายโต้ตอบกันเองกับตัวผมเอง จําได้ใช่ไหมครับวันนั้น ว่าตัวผมเองนี่ก็มีความเห็นอะไรที่ต่าง อะไรที่เหมือน ผมก็ทะเลาะ กัน มือซ้าย มือขวา ผมทะเลาะกันเองตลอด ผมคิดว่าวันนี้ผมก็จําเปึนที่จะต้องทำอะไร คล้าย ๆ อย่างนั้น แต่จะใช้เวลาสั้น ๆ นิดเดียว เมื่อรับมาแล้วผมก็จำเปึ้นที่จะต้องให้ข้อมูล กับท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมา
ประการที่ ๑ เท่าที่ผมฟังดูนี่บรรดาตุลาการศาลชั้นต้นนั้นอยากจะเห็นการ ปกครองคล้าย ๆ กับระบอบประชาธิปไตย ที่จะให้เสียงทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่า ๆ กัน เพราะฉะนั้นศาลชั้นต้นนี้บอกว่ามีอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ ศาลอุทธรณ์มีอยู่ ๓๘๔ และฎีกา มีอยู่ ๙๗ คน หรือ ๘๗ คน เพราะฉะนั้นเขาก็อยากจะเห็นว่า จริง ๆ แล้วอยากจะเห็นว่า ทุกชั้นนี่ได้มีส่วนร่วม หรือว่าได้มีโอกาสอยู่ในคณะกรรมการตุลาการ เข้ามองภาพเปึน คล้าย ๆ สภา แต่เขาก็บอกว่าเขาก็ไม่ได้ถึงกับเอาตามสัดส่วนว่า ๓,๐๐๐ จะต้องได้มาก เหมือนกับว่าเวลาพวกเราคำนวณสัดส่วนว่าจังหวัดหนึ่งนี่มีประชากรเท่าไร สว. สส. ก็ต้องมีมากกว่า ถ้าหากว่ามีประชาการมากกว่า แต่เขาก็บอกว่าเขาขอว่าชั้นละ ๒ คน ชั้นละเท่ากันก็แล้วกัน เขาว่าอย่างนั้นนะครับ เพราะเขาบอกว่าชั้นต้นแม้มีมากกว่า มี ๓,๐๐๐ เขาก็ขอจำนวนเท่ากับอุทธรณ์และเท่ากับฎีกา เท่ากับว่าเขาก็ยอมรับระบบ อาวุโสและระบบชั้นทั้งหลาย ในขณะเดียวกันเขาก็บอกผมด้วย พยายามบอกว่า อาจารย์ อย่าได้เปึนห่วงเลยว่าในระดับชั้นต้นนี่จะเลือกเอาเด็ก ๆ มา เพราะจะเอาแต่คนประมาณ ร้อยคนแรกที่อาวุโส แล้วก็เปึนระดับอธิบดีศาลซึ่งกำลังจะไปเปึนศาลอุทธรณ์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพวกนี้ผู้ใหญ่ ขณะเดียวกันก็ผ่านงานผ่านการมา บางคนก็ประมาณถึง ๒๐ ป้ เพราะฉะนั้นน่าจะพอรู้เรื่องพอสมควร เขาก็บอกว่าระบบเดิมนี่ ที่เปึนระบบที่ศาล ศาลฎีกาเปึนหลักนี่มันเลยมีการระบบอุปถัมภ์วิ่งเต้น เพื่อที่จะให้บรรดา กต. ที่มาจาก ศาลฎีกานี่อุปถัมภ์ค้ำชูเปึนพรรคพวก เปึนสาย เปึนกลุ่ม เพราะฉะนั้นเขาก็บอกว่า อันนั้น ก็มีข้อเสียนะครับ ส่วนระบบนี้นี่ผมก็ถามเขาว่า ระบบนี้มันเปึ้นระบบที่เด็กปกครองผู้ใหญ่ หรือเปล่า เพราะว่า กต. นี่มันเปึ้นระบบ ไม่ใช่ระบบเลือกตั้งเหมือนประชาธิปไตย แต่มัน เปึ้นระบบการบริหารงานซึ่งมันจะมีปัญหาไหม เพราะการบริหารงานเราใช้ระบบเลือกตั้ง ที่กลายเปึนว่าผู้น้อย ผู้ใหญ่เท่ากัน แล้วเลือกกันนี่ ขึ้นไปนี่มันจะมีปัญหาไหม แล้วในที่สุด ผมก็ถามว่า กลายเปึ้นผู้พิพากษาผู้ใหญ่จะต้องหาเสียงและเอาใจกับผู้พิพากษาเด็กไหม เพราะว่าทุกท่านมีสิทธิในการไปเลือกหมด ไม่ใช่ศาลฎีกาเลือก ผู้พิพากษาศาลฎีกาเลือก ตัวแทนศาลฎีกา ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เลือก ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่เข้าให้ทั้งหมด นั้นมีสิทธิลงคะแนนเสียงเหมือน ๆ กัน ผมก็ถามว่าอย่างนี้จะมีปัญหาไหมในเรื่องของการ บริหารงาน ขณะเดียวกันผมก็ถามว่า แล้วการหาเสียงนี่จะสร้างความแตกแยกไหม ผมก็ ใช้วิธีซักค้านไปตลอดเวลา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าผมเองเคยผ่านงานในมหาวิทยาลัย แล้วก็มีอยู่สมัยหนึ่งที่การบริหารงานในมหาวิทยาลัยเรากลับไปนิยมในเรื่องของการ เลือกตั้งอธิการบดี ผมว่าคล้ายกันครับ ในมหาวิทยาลัยมีข้าราชการอยู่ ๓ ประเภท มี ๒ ประเภทใหญ่ ๆ แล้วก็มีนักศึกษาด้วย ก็คือว่ามีอาจารย์เปึนข้าราชการ สาย ก แล้วก็มีข้าราชการสาย ข คือข้าราชการธุรการ แล้วก็มีนักศึกษา เราเจอปัญหาเหมือนกันว่าเราจะเลือกอธิการบดี กันอย่างไร แล้วสมัยหนึ่งนี่ระบอบประชาธิปไตยที่เราคิดกันว่าประชาธิปไตยคือการ เลือกตั้ง มันเข้าเผยแพร่ไปในมหาวิทยาลัย ในที่สุดก็มีปัญหาหนัก อาจารย์มานิจเคยเปึน ท่านอาจารย์มานิจที่นั่งเปึนกรรมาธิการ กรรมาธิการนั่งอยู่ตรงนี้ผมนึกชื่อ นามสกุลท่าน ไม่ออก ท่านเคยเปึนกรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเปึนประธานสภาอาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยต้องไปสรรหาผู้ที่จะมาเปึ้นอิการบดี ท่านยังจำได้ใช่ไหม เราเคยทำงานร่วมกันจำได้ไหมครับ เราเจอปัญหาเหมือนกันเลย เพราะว่าเราเคย ไอ้ระบอบทั้งหลายนี่มันมาแบบประเภทต้องมาจากการเลือกตั้ง ต้องสัดส่วนใกล้เคียงกัน เราก็มีปัญหา แล้วถ้าดูเพื่อนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ การเลือกตั้งมันเลยแตกเปึน ๒ ฝ์ายอีก ก็เลยมีปัญหาอีก รามคำแห่งหนักเลย พูดกันว่ามีการจ่ายเงินจ่ายทองกันหนักเข้าไปอีก ไหนจะเสียงนักศึกษา คุณมานิจจำได้ใช่ไหมครับ เสียงนักศึกษามาแบบหนึ่ง เสียง อาจารย์มาแบบหนึ่ง เสียงข้าราชการมาอีกแบบหนึ่ง มันจะทำกันอย่างไร