วิชา มหาคุณ กรรมาธิการยกร่างยื่นเรื่องร้องขอการเปลี่ยนแปลงระบบศาลฎีกา โดยอ้างถึงระบบที่ใช้ในทั่วโลก และการเปลี่ยนแปลงในยุโรป วิชาขอกราบเรียนให้ท่านประธานสภาและทุกท่านพิจารณา
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิชา มหาคุณ กรรมาธิการยกร่างครับ ต้องขอขอบคุณทางท่านผู้แปร ญัตตินะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสุรชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม แล้วก็ท่านวัชรา ซึ่งเปึนทนายความทั้งคู่นะครับ ท่านพิทักษ์ ปกปัอง เพื่อสิทธิประโยชน์ของประชาชน ท่านการุณถึงไม่ได้แปรญัตติ แต่ว่าท่านก็เปึ้นทนายความ ท่านก็เปึนห่วงเปึนใยกลัวจะ ไม่ได้ขึ้นสู่ศาลฎีกา กระผมขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า ทําไมเราถึงได้สร้างระบบใหม่ ขึ้นมา ความจริงไม่ใช่ระบบใหม่เลยครับ แต่เปึนระบบที่ทั่วโลกเขาใช้กันอยู่ในขณะนี้ กล่าวคือว่าอะไรครับ ระบบที่เราใช้อยู่นี่เปึนระบบโบร่ำโบราณ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า เดิมนี่ มีแค่ระบบศาลอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกานี่แปลงสภาพมาจากคณะกรรมการฎีกาของ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเมื่อก่อนนี้เราเรียกว่า ฎีแก้ ครับ คือหมายความว่า พอศาลอุทธรณ์พิจารณาอะไรแล้วนี่ ไม่พอใจครับ ราษฎรบอกว่าต้องไปถึงในหลวง ทุกเรื่องต้องไปถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหมด องค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงวินิจฉัยมาก ๆ เข้า ก็เลยทรงมอบให้ทางคณะกรรมการชุดหนึ่ง นะครับ เปึนผู้ดูแล คณะกรรมการชุดนี้ก็เลยแปรสภาพมาเปึนคณะกรรมการฎีกา แล้วก็ กลายมาเปึนศาลฎีกา เพราะฉะนั้นในระบบของศาลฎีกาเราก็คือหมายความว่ายังไง หมายความว่า พิจารณาคดีทั้งสามชั้น ขณะนี้ทั่วโลกนี่ ไม่มีที่ไหนครับ พิจารณาคดี สามชั้น แต่จะเห็นได้เลยว่า เรายังคงไว้ซึ่งการพิจารณาคดีสามชั้น ตามมาตรานี้ชัดเจน มากใช่ไหมครับ เรายังรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณีของเรา เราไม่เปลี่ยนแปลงครับ คือ มีศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา คงไว้ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว พระพุทธเจ้าหลวงผู้ทรงประเสริฐของเรานี่นะครับ ว่าทรงพระราชทานศาลฎีกา ไว้ให้เรา เราก็รักษาไว้ครับ แต่กระนั้นก็ดี ระบบมันต้องมีการเปลี่ยนแปลงครับ ระบบ เปลี่ยนแปลงอย่างไร เราจะเห็นได้ว่าในยุโรปนี่ เขาไม่ได้เรียกศาลฎีกาว่าเปึนศาลสูงสุด แต่เขาเรียกว่า เปึนศาลลบล้างครับ ศาลลบล้าง หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า เปึ้นศาลที่สามารถจะปฏิเสธคดีที่ข้างล่างขึ้นมา ซึ่งเปึนคดีไร้สาระ ท่านจะเห็นได้เลยว่า คดีทุกคดีขึ้นได้หมด ที่ท่านกลัวว่าสกัดกั้นคดีนี่ ไม่มีการสกัดกั้นครับ ทุกคดีขึ้นได้หมด เฉพาะที่ไม่มีสาระเท่านั้นเอง แล้วระบบนี้เราได้ทดลองใช้แล้วนะครับ ก็คือพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย ฉบับที่ ๓ ป้ ๒๕๔๘ ครับ แล้วก็วาง ระบบอย่างนี้ครับ ให้ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกระเบียบได้ รัฐสภาแห่งนี้ได้ ให้อำนาจ ศาลฎีกาในการออกระเบียบ ซึ่งก็ไม่ใช่เปึนกรณีที่ออกระเบียบแบบนี้ เปึ้นประเทศเดียวในโลก ไม่ใช่ครับ ทั่วโลกเขาให้ศาลเปึนผู้ออกระเบียบกันหมดแล้ว มีประเทศเราประเทศเดียวที่ยั่งยึดประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง วิธีพิจารณา ความอาญาอยู่ครับ ขณะนี้นี่เราจะเห็นได้เลยว่า ศาลชำนาญพิเศษ อธิบดีมีอำนาจในการ ออกข้อกำหนดได้ทั้งหมดเลย ถ้าเผื่อท่านไปว่าคดีในศาลชำนาญพิเศษนี่ ไม่ได้ติดยึดกับ วิธีพิจารณาความอีกต่อไปแล้วครับ ท่านไปดูได้เลย ถ้าท่านไปว่าความในศาลล้มละลาย ศาลแรงงานนะครับ ศาลแรงงานกลางนะครับ ศาลอื่น ๆ ศาลภาษีอากรนะครับ ศาล ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศนี่ เขาออกระเบียบของเขาได้เองทั้งนั้น กรณีของศาลฎีกานี่ก็ออกระเบียบ อย่างกรณีของวิธีพิจารณาคดีอาญาสำหรับผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองนี่ ศาลฎีกานี่ออกระเบียบเพิ่มเติมมา ให้ศาลฎีกามีอำนาจในการ พิจารณาคดีในการจะรับ หรือไม่รับอะไรนี่ ที่โต้เถียงกันอยู่ทุกวันนี้นะครับ ว่ารับตอนที่ส่ง เรื่องขึ้นมาที่ศาลฎีการับไว้ได้ไหม โดยไม่มีจําเลยอยู่นี่ กระผมนี่นะครับ เคยอยู่ศาลฎีกา นะครับ คร่ําหวอดอยู่กับศาลฎีกา กระผมมองเห็นภาพหมดนะครับว่า ใครบ้างที่ยังกอด อยู่กับตำราเดิม ใครบ้างที่มีการเปลี่ยนแปลง กระผมขอกราบเรียนเลยนะครับว่า ท่านที่เคารพครับ ที่ท่านอาจารย์การุณได้กรุณาชี้แจงมาว่า ให้ศาลทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ ให้บริหารงาน ให้เพิ่มคน ศาลทำหมดแล้วครับ ทำทุกสิ่ง ทุกอย่างแล้ว แล้วกระผม ขอกราบเรียนว่า ถ้าเพิ่มคนหรือครับ ก็จะเปึนอย่างอินเดีย คือมีผู้พิพากษาศาลฎีกา สองร้อยกว่าคน แล้วก็จะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ขณะนี้มีผู้บอกว่าถึง ๕๐๐ แล้ว ท่านจะเอาอย่าง นั้นหรือครับ ประเทศที่เจริญแล้วนี่มีศาลฎีกาเพียงแค่ ๙ คน เท่านั้น ท่านที่เคารพครับ ไม่มีที่ไหน ในโลกที่มีผู้พิพากษาศาลฎีกาถึงแปดสิบห้า แปดสิบหกคนนี่ แล้วก็ถึงสองร้อยสามร้อย แล้วก็ต่อไปจะ ๕๐๐ คน แบบอินเดียนี่นะครับท่านที่เคารพ แล้วกระผมขอกราบเรียนว่า ที่เขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้ รัฐธรรมนูญของยุโรปเกือบทุกประเทศก็เขียนแบบนี้ทั้งนั้นครับ ที่ให้ศาลฎีกาเปึน กูร์ เดอ ก๊าซาซียง (Cour de cassation) หรือ คอร์ท ออฟ แคชเซชั่น (Court of Cassation) คือศาลลบล้างครับ แต่ว่าเรานี่ไม่ได้แตะในระบบดั้งเดิมเลย เรานี่ พยายามประคับประคองทุกอย่าง สิ่งที่ไม่เปึนสาระนี่นะครับ ที่ศาลฎีกาเคยออกก็คือ หมายความว่าอย่างไร ที่เคยมีแนวบรรทัดฐานอยู่แล้วอย่าทู่ซี้ขึ้นมาเลย ปรากฏว่าอย่างไร รู้ไหมครับ มีแนวบรรทัดฐานอยู่แล้ว แต่คู่ความก็บอกว่า ขอถ่วงเวลาก็แล้วกัน เตะถ่วงกัน ท่านทราบไหมครับว่า เจ้าหนี้นี่นะ โจทก์นี่ กว่าจะได้บังคับคดีนี่ ชนะคดีในศาลชั้นต้น แล้วนี่ กว่าจะได้บังคับคดีเท่าไรครับ ๑๐ ป้ ๒๐ ป้ โจทก์ตายไปแล้วก็มีมากมายนะครับ น่าสงสารที่สุดครับ ท่านที่เคารพครับ ขออยู่ในบ้านนะ ผู้เช่านี่ขออยู่ในบ้านตลอดชีวิตเลย เพราะว่าอะไร ฎีกา ฎีกา ท่านที่เคารพทราบไหมครับ ฎีกาไปแล้วศาลฎีกาสั่งไม่รับ อุทธรณ์คำสั่งไม่รับ กลายเปึนศาล ๔ ชั้น ๔ ชั้นกลับมาข้างล่างอีก กลายเปึนศาล ๘ ชั้น ครับท่านที่เคารพครับ ขณะนี้นี่ศาลฎีกานี่ ด้วยความเปึนห่วงเปึนใยนะ ศาลฎีกา ศาล อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นก็อยากจะรับคดีไว้นี่นะครับ แต่ว่ากระบวนการมันต้องมีการจัดการ แล้วถ้าเราไม่วางระบบ วางหลักไว้นี่นะครับ มันไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ อย่างนี้นี่ ประชาชนจะเข้าใจ ท่านที่เคารพ ประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านท่านก็จะเข้าใจแล้ว ว่าระบบ ของเรานี่ เราไม่ได้แตะต้องกับโครงสร้างหลักเลย เราแตะต้องแต่เพียงกระบวนการในการ บริหารจัดการนะครับ เฉพาะไม่เปึนสาระนะครับ ถ้าเรามอบอํานาจ มอบสิทธิขาดให้กับ ท่านผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเปึ้นที่เคารพของเรานี่นะครับ ให้ท่านมองว่าอะไรคือสาระ ไม่เปึนสาระนี่ เราจะสบายใจนะครับ แล้วคดีความของท่านนี่ก็จะได้รับการพิจารณา แล้วก็จะจัดวางระบบได้อย่างดี เราจะมีเวลาไปสร้างศาลอุทธรณ์ให้เข้มแข็ง สร้างศาลชั้นต้นให้เข้มแข็ง ทุกวันนี้เรามัวแต่สาละวนทำคดีไม่เปึนสาระนี่นะจนไม่เปึ้น อันทําอะไรครับ ท่านที่เคารพ ขอให้มีการแก้ไขเถอะครับ บ้านเมืองจะได้เจริญขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ