สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๓๓ · ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๐

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องการยื่นฎีกาคดี ให้เหตุผลว่าไม่ใช่สิทธิที่คู่ความมีสิทธิยื่นฎีกาทุกคดี และให้ข้อเสนอแนะแก้ไขปัญหานี้

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้ขอแปรญัตติมาตรา ๒๑๔ ขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ประเด็นปัญหาเรื่องของการใช้สิทธิยื่นฎีกาคดี เพื่อขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกานั้นนี่ ผมต้องกราบเรียนว่ามีปัญหาที่ต้องพิจารณา ๒ ปัญหา ที่มองแล้วว่าทำให้มีคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาจำนวนมาก ปัญหาข้อที่ ๑ ก็คือ แสดงว่า คู่ความเขายังไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เปึนจำนวนมาก ปัญหาข้อที่ ๒ ก็คือ เนื่องด้วยหลักเกณฑ์ทางกฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น ว่าระบบศาล ยุติธรรมของประเทศไทยคือระบบ ๓ ชั้นศาล อันประกอบด้วย ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา แล้วก็ติกาในการที่คู่ความจะมีสิทธิยื่นฎีกาได้นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าคู่ความ จะมีสิทธิยื่นฎีกาได้ทุกคดีครับ กติกาก็เปึ้นไปตามบทบัญญัติที่อยู่ในประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง แล้วก็ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เรื่องของ วิ.แพ่ง หรือคดีแพ่งก็ต้องไปดูเรื่องทุนทรัพย์ครับว่า ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาตให้ยื่นฎีกาได้ หรือเปล่า คดีอาญาก็ต้องไปดูว่าโทษที่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษนั้น ถึงเกณฑ์ที่เขาจะมีสิทธิที่จะฎีกาได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นระบบงานศาลฎีกาของ ประเทศไทยจึงไม่ได้หมายความว่าคู่ความเอาคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาได้ทุกคดี ทั้งคดีเล็ก ทั้งคดี ใหญ่ ทั้งคดีที่ไม่สำคัญ และคดีที่สำคัญ ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความ แพ่งและวิธีพิจารณาความอาญาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ผมเชื่อว่าต้องถือว่าคดีที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาภายใต้กติกาที่กฎหมายเขียนไว้เปึ้นคดีที่ มีความสำคัญแล้ว ผ่านการกลั่นกรองแล้วครับว่าสมควรขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ได้ และท่านเชื่อไหมครับ คดีที่ศาลฎีกาพิพากษาเปลี่ยนแปลง กลับ หรือแก้คำพิพากษา ของศาลอุทธรณ์ในแต่ละป้มีจำนวนมาก นั่นหมายความว่าคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลล่างนั้น ได้ช่วยอำนวยความยุติธรรมให้กับพี่น้อง ประชาชนได้ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริง ถูกต้องตามข้อกฎหมายมากขึ้น ท่านลองมอง ในมุมกลับกันว่า ถ้าไม่มีศาลฎีกาเปึ้นที่พึ่งสุดท้ายให้กับประชาชนเหล่านั้น ประชาชน กลุ่มไหนครับ กลุ่มที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา กลับคำพิพากษาของศาลล่าง หรือแก้ไข คำพิพากษาของศาลล่าง เขาเหล่านั้นจะไปแสวงหาความยุติธรรมที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้อย่างเต็มที่ครับว่า ศาลฎีกาคือที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนจริง ๆ ครับท่าน นี่คือ ประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะกราบเรียน ผมเห็นใจครับว่า ศาลฎีกามีคดีล้นศาล ขณะเดียวกันอัตรากำลังผู้พิพากษามีจำนวนน้อย ก็กราบเรียนด้วยความเห็นใจจริง ๆ ครับ แต่ประเด็นนี้นี่คงใช้เปึ้นประเด็นมาเปึ้นสาเหตุในการที่เราจะต้องมาออกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๔ วรรคที่ ๒ ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นแล้วดูเหมือนประหนึ่งว่า บทบัญญัติในวรรคสอง ของมาตรา ๒๑๔ นั้น ถูกขีดเขียนขึ้นมาเพื่อสกัดกั้นไม่ให้คดีขึ้นสู่ศาลฎีกา แล้วเราอธิบาย ความกับสังคมยากครับ โดยเฉพาะผมเองซึ่งมีอาชีพเปึ้นทนายความ แล้วก็สอนวิชา กฎหมายอยู่ด้วย ต้องกราบเรียนอีกครั้งหนึ่งครับว่า ปัญหาที่คดีขึ้นสู่ศาลฎีกาเปึน จำนวนมากนั้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราก็มองเห็นกันอยู่ แล้วก็ได้พยายามที่จะ ปรับปรุงแก้ไขด้วยวิธีการเสริมอัตรากำลังผู้พิพากษาในชั้นฎีกาให้แล้ว ดังที่ปรากฏอยู่ใน มาตรา ๒๙๖ ครับ ก็คือเรากำลังจะแก้ไขให้ผู้พิพากษาอาวุโส ที่ท่านเกษียณอายุในศาลฎีกา ไม่ต้องลงมา ปฏิบัติหน้าที่เปึนผู้พิพากษาอาวุโสในศาลล่าง ก็จะเปึนวิธีการหนึ่งที่ช่วยเสริมอัตรากำลัง ของผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาได้ ผมเชื่อว่าตรงนั้นจะเปึนวิธีการหนึ่ง นอกจากนี้ยังมี วิธีการอีกหลาย ๆ วิธี ซึ่งเปึนวิธีการบริหารจัดการที่ศาลฎีกา ผมเชื่อว่าท่านคงมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้ มิบังอาจที่จะไปชี้แนะท่านได้ แต่เชื่อว่าด้วยวิธีการบริหารจัดการคดี ที่ดี จะสามารถทำให้ลดปริมาณคดีที่ขึ้นสู่ศาลฎีกา หรือปริมาณคดีที่คั่งค้าง ๆ อยู่ในศาล ฎีกาได้ ตัวอย่างเช่น การนำระบบเอดีอาร์ (ADR – Alternative Dispute Resolution) มาใช้ทุกชั้นศาลครับ อย่าปล่อยให้คดีเข้าตั้งแต่ศาลชั้นต้น แล้วไปสะสมศาลอุทธรณ์ และ ไปสะสมศาลฎีกา ศาลยุติธรรมคงจะต้องว่างระบบบริหารจัดการคดีนะครับ หรือจัดการ ข้อพิพาทเสียตั้งแต่ศาลชั้นต้น แล้วนั่นจะทําให้ปริมาณที่ขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ลดลง ได้เองครับ แม้ว่าเราจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง ผมว่าดีกว่าการที่เราจะแก้ปัญหาด้วย การออกกฎหมายมาสกัดกั้นไม่ให้คดีขึ้นสู่ศาล นั่นไม่ได้หมายความว่าเรากําลังทําความ ยุติธรรมให้กับสังคมครับ ขออนุญาตกราบเรียนครับ