สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๓๓ · ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๐

จรัญ ภักดีธนากุล หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาคดีความที่ค้างอยู่ในศาลฎีกา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหานี้เพื่อป้องกันความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจและความยุติธรรม

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการครับ ประเด็นของมาตรา ๒๑๔ วรรคสอง ความสำคัญก็จะอยู่ตรงการพยายามที่จะแก้ปัญหาคดีความล้นท่วมศาลฎีกาอยู่ แล้วก็เปึนมาโดยตลอด ปริมาณคดีที่ค้างอยู่ในศาลฎีกาเวลานี้นี่ ค้างข้ามป้นี่ก็ประมาณ ๒๐,๐๐๐ คดี รับใหม่ อีกประมาณ ๒๐,๐๐๐ คดีต่อป้ แล้วมีผู้พิพากษาศาลฎีกาอยู่ ๘๕ คนนะครับ ๘๖ คน ใน ๘๖ คนนี้ทำคดีได้อย่างเต็มที่เร่งกันตลอดป้ก็คนละ สมมุติว่าได้คนละสักร้อยคดี ก็ได้ แปดพันกว่าคดีเท่านั้นเองต่อป้ ก็จะมีคดีค้างข้ามป้ไป สมทบพอกหางหมูมากขึ้นเรื่อย ๆ จาก ๒๐,๐๐๐ เปึน ๓๐,๐๐๐ สามหมื่น สี่หมื่น ห้าหมื่น เราก็มองกันว่าถ้าไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลงเลยนี่ คดีที่ยื่นฎีกากันวันนี้นี่แล้วทำไปตามลำดับเลข ไม่มีการคดีด่วน ขบวน พิเศษข้ามหัวกันนี่ ก็ต้องใช้เวลาอีกสัก ๔ ป้ถึงจะได้เริ่มต้นพิจารณาในศาลฎีกา แล้วก็ ความล่าช้าอย่างนี้มันหมายถึงความสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจการค้า ของประเทศ แล้วโดยเฉพาะจำเลยในคดีอาญาซึ่งรอผลสุดท้ายของคดีอย่างนี้ เขาจะต้อง ค้างเติ่งอยู่นานนับ ๕ ป้ บางครั้งเราอาจจะเจอคดีที่ ๑๐ ป้ เกิน ๑๐ ป้แล้วถึงได้เสร็จจาก ศาลฎีกา แล้วผลนะครับ ทำให้คดีที่เกี่ยวเนื่องคาอยู่ในศาลอื่นอาจจะขาดอายุความ ไปแล้ว เหมือนคดีที่ปรากฏที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ชาวต่างประเทศฟัองอดีต นายกรัฐมนตรีของไทยนี่ แล้วเกี่ยวพันกับคดีแพ่ง ศาลอนุญาตให้รอการไต่ส่วนมูลฟัองไว้ ตามคำขอของทนายความทั้ง ๒ ฝ์าย เพื่อรอผลคดีแพ่ง กว่าคดีแพ่งจะจบสำเร็จนี่ สิบกว่าป้ ศาลในคดีอาญาจำหน่ายคดีเลยครับ ขาดอายุความแล้ว เพราะไม่ได้ตัวจำเลย มาพิจารณาภายในอายุความ ๑๐ ป้ นี่ก็เปึนเหตุให้เสื่อมเสียแก่กระบวนการยุติธรรมของ ประเทศ ระบบงานศาลยุติธรรมของประเทศ แล้วก็ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระดับ สากลโลกที่เขาเอาไปโพนทะนาว่า ทำไมระบบกฎหมาย ระบบการศาลของไทยเปึน อย่างนี้ อันนั้นเปึนกรณีเฉพาะเรื่องนะครับ คดีความคั่งค้างอย่างนี้จะยิ่งหนักหน้าสาหัส ยิ่งขึ้นเมื่อเราผันเอาคดีเลือกตั้ง ทั้งในเลือกตั้ง สส. สว. ต่อไปนี้ก็จะต้องหลุดจากการไม่ยุติ ที่ กกต. ก็จะต้องขึ้นไปที่ศาลฎีกา เพราะฉะนั้นปริมาณคดีก็จะมากขึ้น คดีอาญา นักการเมืองก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น กระบวนการอย่างนี้ครับทำให้จำเปึ้นที่จะต้องมา หาทางแก้ปัญหานี้ เราอาจจะมองว่าเราอยากจะให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน คู่ความที่จะ สู้คดีกันได้สามชั้นศาลเต็มที่ทุกคดีเหมือนกัน ไม่ว่าคดีเล็ก คดีใหญ่ สำคัญอย่างไร แต่ว่า ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องการคุณภาพของงานคดีในศาลฎีกาหรือเราต้องการ ปริมาณ ถ้าเราไม่คำนึงถึงคุณภาพนะครับ เราก็จะต้องไปเร่งหรือเพิ่มปริมาณหรือจำนวน ของผู้พิพากษาในศาลฎีกา จากแปดสิบกว่าคนขึ้นไปถึงสองร้อย สามร้อย แล้วทุกคนก็ จะต้องเร่งทำคดีให้เสร็จ แล้วการเร่งทำคดีให้เสร็จ ท่านประธานที่เคารพครับ คุณภาพ อาจจะไม่ตรง คดีจำนวนมากอาจจะต้องตกอยู่ในสภาวะที่กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ หลักการ ที่ทําในต่างประเทศ ต้องเรียกว่าในแทบทุกประเทศเวลานี้ก็ถือหลักว่า จะต้องจํากัดสิทธิ ในการอุทธรณ์ฎีกาเปึ้นสามชั้นศาลให้น้อยลง เฉพาะคดีที่สำคัญจริง ๆ เท่านั้น ส่วนคดีปกติทั่วไปนี่ ขอให้มีการกลั่นกรองกันในระบบสองชั้นศาล ซึ่งเราก็พยายามทำกัน มาหลายระดับแล้วนะครับ ครั้งนี้นี่ การนำเสนอร่างมาตรา ๒๑๔ วรรคสองนี่ ก็ไม่ได้เปึ้น การนําเอาระบบสองชั้นศาลมาใช้นะครับ ยังคงให้สิทธิคู่ความที่จะอุทธรณ์ ฎีกา ขึ้นมายัง ศาลฎีกาได้ ตามสิทธิที่มีอยู่ทุกประการ เพียงแต่ว่าให้อํานาจศาลฎีกาหลังจากที่คดีเข้าสู่ ศาลฎีกาแล้วนะครับ ศาลชั้นต้นไม่มีอํานาจไปตัดสิทธิอุทธรณ์ฎีกาของคู่ความนะครับ เพียงแต่ให้อำนาจศาลฎีกาว่า ดูว่าคดีไหนจะไม่เปึ้นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาก็มีอำนาจสั่งไม่รับพิจารณาพิพากษาคดีนั้นตามระบบปกติได้ มาตรการอย่างนี้ เปึ้นมาตรการที่คดีที่ฎีกาขึ้นไปยังศาลฎีกา ได้รับการพิจารณาจากระบบงานของศาลฎีกา แล้ว แต่เห็นว่าไม่เปึ้นสาระที่จะต้องมานั่งทำคำพิพากษาร้อยหน้า ๕๐ หน้า แล้วก็ต้อง ผ่านกระบวนการตรวจ กลั่นกรองระบบเดียวกันเหมือนกับระบบการตรวจกลั่นกรอง คำพิพากษาในคดีที่สำคัญ ๆ แล้วระบบงานพิมพ์ ระบบงานจัดส่ง จัดอ่าน ทุกอย่าง นะครับ เข้าระบบเดียวกันหมดนี่ มันทำให้งานของศาลฎีกานี่ต้องทำเหมือนกันหมดทุกคดี ไม่ว่าคดีเล็ก คดีใหญ่ คดีสําคัญ ไม่สําคัญ โดยวิธีนี้ก็จะทําให้คดีที่สมควรจะได้รับการ พิจารณาอย่างพิถีพิถันจากศาลฎีกานี่ ก็อาจจะถูกมองข้ามละเลยไป เพราะมัวแต่ไปห่วง อยู่แต่การที่จะลดปริมาณคดี ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเรามองตรงนี้ว่า ร่างกฎหมาย นี้เพียงแต่ให้อำนาจศาลฎีกาที่จะไม่พิจารณาพิพากษาคดี เฉพาะที่จะไม่เปึ้นสาระอันควร แก่การพิจารณาเท่านั้นนี่นะครับ ก็ไม่ได้เปึนการไปล้มล้างระบบสามชั้นศาล ไม่ได้เปึนการ ไปตัดสิทธิฎีกาของคู่กรณีแต่อย่างใด ผมคิดว่าอันนี้เปึนการเปลี่ยนแปลงที่น้อยที่สุดแล้ว ที่จะแก้ปัญหาคดีความล้นศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ถ้าไม่แก้ตรงนี้นี่เราจะได้คำพิพากษา ศาลฎีกาที่หมดคุณภาพลงไปทุกที ๆ ครับผม ขอบคุณครับ