สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องการแปรญัตติมาตรา 214 โดยขอแปรญัตติตัดวรรคสองออกทั้งหมด เนื่องจากไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ และอาจจำกัดสิทธิของคู่ความ ทำให้ศาลฎีกาไม่ได้รับการพิจารณาในบางกรณี
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้ขอแปรญัตติมาตรา ๒๑๔ กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ มาตรา ๒๑๔ เปึ้นบทบัญญัติที่ว่าด้วยชั้นศาลของประเทศไทยนะครับ โดยวรรคแรกได้กำหนดว่า ศาลยุติธรรมมีสามชั้นคือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกานะครับ ตรงนี้ต้อง กราบเรียนว่า คือหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการวางระบบชั้นศาลของกระบวนการยุติธรรมใน บ้านเรานะครับ วรรคที่ ๒ ครับ คือวรรคที่กลุ่มของกระผมขอแปรญัตติ โดยคำขอแปร ญัตติของผมนั้นได้ขอแปรญัตติโดยตัดวรรคสองออกทั้งหมดครับ เหตุผลที่กลุ่มของ กระผมได้ขอแปรญัตติตัดวรรคสองออกทั้งหมดนั้น มีเหตุผลดังนี้ครับ เนื่องจากศาลฎีกา ซึ่งถือว่าเปึนศาลชั้นสูงสุดในระบบศาลยุติธรรมของบ้านเรานั้นนะครับ มีอำนาจหน้าที่ ตามที่ได้มีบัญญัติไว้อยู่ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมอยู่แล้วนะครับ ดังนั้นข้อความใน วรรคที่ ๒ ของมาตรา ๒๑๔ ที่กำหนดว่า ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้เสนอต่อศาลฎีกาได้โดยตรง กระผมจึงเห็นว่าไม่มี ความจําเปึ้นที่จะต้องมาระบุซ้ําอีกไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะว่าในคดีอื่นใดที่มี บทบัญญัติของกฎหมายให้เสนอต่อศาลฎีกาได้โดยตรง อาทิเช่น การดำเนินคดีอาญากับ นักการเมือง ซึ่งมีบทบัญญัติของกฎหมายให้ฟัองต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง นั้น ก็มีบทบัญญัติของกฎหมายระบุไว้ชัดเจน นั่นเปึนประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ศาลฎีกามีอํานาจพิจารณาคดีที่มีการยื่นฎีกาหรือยื่นอุทธรณ์ มาจากศาลอุทธรณ์หรือศาลชั้นต้น กระผมก็เห็นด้วยความเคารพอีกครับว่า ก็เปึนไปตาม บทบัญญัติของกฎหมายอยู่แล้วนะครับ
สุดท้าย ประเด็นสุดท้ายที่อยู่ในวรรคสองของมาตรา ๒๑๔ ก็คือ การยกเว้นเรื่องของอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกา ตั้งแต่ข้อความ ที่ว่า เว้นแต่เปึนกรณีที่ศาลฎีกาเห็นว่าข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อุทธรณ์หรือฎีกานั้น จะไม่เปึนสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด ตรงนี้ผมต้องขออนุญาตกราบเรียน อย่างนี้ครับว่า หลักเกณฑ์ในการที่ประชาชนจะมีสิทธิในการที่จะยื่นฎีกาคดีของตัวเอง ไม่ว่าจะเปึนคดีแพ่งก็ดี ไม่ว่าจะเปึนคดีอาญาก็ดี ล้วนแต่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ใน กฎหมาย หรือที่เรียกว่าในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือในประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่า ตรงนี้คือ รายละเอียดที่มีระบุอยู่แล้วในกฎหมายวิธีพิจารณาความ จึงไม่น่าที่จำเปึ้นที่จะต้องมา ระบุซ้ําอีกในกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมถือว่าเปึนประเด็นสําคัญก็คือ เรื่องของการอุทธรณ์ คดีของคู่ความหรือของประชาชนนั้น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า สิทธิในการที่ ประชาชนจะยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกานั้นนี่ โดยหลักกฎหมายแล้วเปึนสิทธิของประชาชนที่ เขาจะใช้สิทธิในการที่จะยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกาเพื่อให้ศาลสูงพิจารณาทบทวน คำพิพากษาของศาลล่าง ทีนี้ถ้าเราไปเขียนในลักษณะเช่นนี้ ก็คือในลักษณะที่ปรากฏอยู่ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า กติกาในการยื่นฎีกาต่อศาลฎีกานั้นนี่ ให้ศาลฎีกาเปึ้นผู้ พิจารณาว่าข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่ยื่นมานั้นถ้าไม่เปึ้นสาระแก่การพิจารณาแล้วนี่ ศาลฎีกาจะไม่รับคดีไว้ก็ได้ ก็จะมีปัญหาว่าเรากำลังจะเปลี่ยนเรื่องหลักเกณฑ์ในการยื่น ฎีกา ซึ่งหลักคือเปึนสิทธิของคู่ความ กลายเปึนการให้เปึ้นดุลยพินิจของศาลนะครับ อันถือว่าเปึนการจำกัดสิทธิของคู่ความ ท่านประธานคงทราบดีว่าศาลฎีกาคือศาลสุดท้าย ถ้าเราเขียนอย่างนี้แล้วคู่ความ ไม่เห็นด้วยว่า สิ่งที่เขายื่นฎีกานั้นเปึนสาระสำคัญในคดี แต่ศาลฎีกากลับเห็นว่าไม่ใช่ สาระสําคัญของคดี ก็จะปฏิเสธไม่รับฎีกาเขาเลยนะครับ เนื้อหาที่เขายื่นฎีกาไปก็จะไม่ได้ รับการพิจารณาเลย เราคงทราบข้อเท็จจริงกันดีอยู่นะครับว่า ในวงการการเรียนการสอน นิติศาสตร์ของบ้านเรานั้น เราสอนให้นักศึกษาท่องจำหลักกฎหมายจากฎีกานะครับ การที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาออกมานั้นนี่ได้สร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายเยอะแยะเต็ม ไปหมดครับ ทีนี้ที่ศาลฎีกามีคําพิพากษาออกมาได้ ก็เพราะเหตุที่คู่ความเข้าใช้สิทธิโต้แย้ง ข้อวินิจฉัย ทั้งปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งปัญหาข้อกฎหมายของศาลล่าง เราถึงมีคำพิพากษา ออกมาเปึนบรรทัดฐานให้นักศึกษากฎหมายได้เรียนกัน ดังนั้นผมจึงเห็นว่าการที่เราไป เขียนจํากัดสิทธิในการที่จะให้คู่ความเขาได้มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยถือเอา ศาลฎีกาเปึนศาลสุดท้าย ซึ่งจะเปึนที่พึ่งของประชาชนนั้น จึงจำเปึ้นที่จะต้องเขียนอย่าง ระมัดระวัง และผมเห็นต่อไปท่านประธานครับว่า กติกาที่เราเขียนอยู่ใน วิแพ่ง วิอาญา ขณะนี้นี่ เราได้วางกรอบวางกติกาในการที่จะให้สิทธิคู่ความที่จะยื่นฎีกาไว้รัดกุมเพียงพอ แล้วครับ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องมาเขียนซ้ําอีกในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นตามที่ ผมกราบเรียนมาด้วยความเคารพ จึงเห็นว่าไม่จำเปึ้นที่จะต้องมีวรรคสองของ มาตรา ๒๑๔ อยู่ในรัฐธรรมนูญครับ ขอบพระคุณครับ