เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม หารือเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและผลกระทบต่อความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ และเรียกร้องการพิจารณาอย่างรอบคอบในการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม สสร. นะครับ แล้วก็เปึน กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งขอสงวนนะครับ ในประเด็นของมาตรานี้ ผมว่าเปึ้นเรื่องที่ มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเรา ยอมรับว่าประเทศไทยเรานี่ ก็คงต้องใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเป่ดกว้าง การติดต่อค้าขายกับต่างประเทศนี่ก็เปึน ความจำเปึนอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันเราก็พบว่า ประเทศของเรานี่ได้มีการเจริญเติบโตเศรษฐกิจที่รวดเร็ว ก็ตาม แต่มันก็มีปัญหาว่าคนส่วนใหญ่นี่กลับยากจน ความร่ำรวยนี่ไปตกอยู่กับคน บางกลุ่มเท่านั้น เพราะฉะนั้นในการที่จะทําสัญญาการค้าหรือข้อตกลงกับต่างประเทศนี่ จำเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องมีการใคร่ครวญ มีการพิจารณาอย่างรอบครอบว่า มันเปึน ผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง ในระบอบประชาธิปไตยนั้น การทํางานของรัฐบาลต้องโปร่งใส ต้องตรวจสอบได้ และต้อง เปึ้นผลประโยชน์ต่อส่วนร่วมของประเทศ ผมจะใคร่ นอกจากเพื่อน ๆ สสร. ที่ได้อภิปราย มาแล้วนี่ ผมเห็นด้วย ผมอยากจะชี้ให้ดูว่า ในประเด็นของการทําสนธิสัญญาหรือการค้า กับต่างประเทศที่ผ่านมานี่ ถ้ามองในแง่ของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แล้ว เราประสบความสำเร็จในการพัฒนาในเรื่องนี้ ถ้าจะดูในแง่ของการเจริญเติบโตนี้ โดยเฉลี่ยเราเติบโตป้ละประมาณเจ็ดเปอร์เซ็นต์กว่า หรือ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เปึนเรื่อง ที่ดี อาจจะถือว่าเปึนประเทศหนึ่งที่ประสบความสําเร็จในการพัฒนา แต่ในช่วงของการ พัฒนานี้ก็เปึ้นที่ยอมรับว่า การเจริญเติบโตนั้นดี แต่สังคมมีปัญหา อันนี้ละเรื่องใหญ่ ในปัญหา ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า ถึงแม้ว่าเราจะได้เจริญเติบโต อย่างต่อเนื่องก็จริง แต่ว่าปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยก็อยู่ในฐานะที่ยากจน ที่เสียเปรียบ ช่องว่างการกระจายรายได้ของประเทศก็กว้างมากขึ้นทุกที ขออนุญาต ยกตัวเลขบางตัวที่มา อยากจะชี้ให้เห็นว่า ในช่วง ป้ ๒๕๑๘ ๒๕๑๙ เขาวัดการกระจาย รายได้โดยพิจารณาว่า สัดส่วนของประชากรในกลุ่มที่ร่ำรวย กลุ่มที่ยากจน กลุ่ม ปานกลางนี่ถือครองรายได้เท่าไร ก็พบว่า กลุ่มที่ร่ำรวย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศ ถือครองรายได้ของประเทศประมาณ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ และแนวนี้ได้พัฒนามาในลักษณะ ที่ว่า ในป้ ๒๕๔๕ ๒๕๔๖ นี่ คนที่ร่ำรวยจะถือครองสัดส่วนรายได้ประมาณ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มมาเปึน ๕๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าไปดูกลุ่มต่าง ๆ อีก ๔ กลุ่มนี่ ทุกกลุ่ม มีรายได้สัดส่วนที่ลดลงโดยตลอด คนส่วนใหญ่ก็ยากจนลงนะครับ ถ้าจะพูดไปแล้วอาจจะ กล่าวได้ว่า คนชั้นกลาง คนยากจน ส่วนใหญ่ติดกับความยากจน คือถึงแม้จะ ขยันหมั่นเพียรปานใดก็ตาม ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทำงานอย่างขยันหมั่นเพียร อย่างไร ๆ มันก็ยั่งยากจนอยู่ หรือรวมทั้งข้าราชการนี่นะครับ ในปัจจุบันนี้ข้าราชการนี่ ก็ถือว่าเปึนคนยากจนรุ่นใหม่ ที่มันเปึนอย่างนี้ก็เนื่องจากว่า ผลของการพัฒนาในเรื่องของ นโยบายต่าง ๆ รวมตลอดจนถึงนโยบายซึ่งในช่วง สิบ ยี่สิบป้หลังนี่ ประเทศเราเป่ด ค้าขายกับต่างประเทศมาก อิทธิพลการค้าเข้ามาครอบงำในเศรษฐกิจของเราเกือบ ทุกแขนง ในเรื่องนี้ก็ถ้ามองในแง่ของความจำเปึ้นทางเศรษฐกิจการพัฒนามันก็อาจ จะมีความจําเปึนอยู่บ้าง แต่ในขณะเดียวกันเราจําเปึนต้องดูว่า คนส่วนใหญ่ที่ยากจนนี่ เขาได้รับการปกปัองอย่างไร ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิก สสร. ท่านศักดิ์ชัยนี้ได้อภิปราย ให้เห็นว่า ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจ ต่อประชาชนต่าง ๆ นี่เปึนอย่างไร หรือท่านคมสันก็ได้ พูดถึงว่า การทำสัญญาเอฟทีเอกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มันมีผลกระทบต่อเกษตรกร อย่างหนึ่ง เกษตรกรไม่ได้รับการคุ้มครองเลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ในเรื่องนี้ นอกจากเราจะต้องพิจารณาในประเด็นของการทำสนธิสัญญาอย่างรอบคอบ และให้ ประชาชนมีส่วนรับรู้โดยผ่านกลไกของรัฐสภานี้เปึนสิ่งจําเปึ้นนะครับ ในขณะเดียวกันนี้ การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบก็จะต้องทำอย่างรวดเร็ว และเกิดผลอย่างจริงจัง ผมขอ เสนออยู่ในประมาณวรรคที่ ๔ วรรคที่ ๕ ที่พูดถึงว่า การแก้ไขหรือเยียวยาประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากการทำพันธกรณีกับต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ ต้องกระทำโดยรวดเร็ว เหมาะสม และเปึนธรรม อันนี้ผมคิดว่าเปึนเรื่องจำเปึ้นนะครับ เพราะว่าในเมื่อสนธิสัญญาต่าง ๆ ทําไป แล้วถ้าจะพูดแล้วมันก็ทําให้ภาพรวมเศรษฐกิจดี แต่ว่าคนที่อ่อนแอนี่เปึ้นผู้รับเคราะห์โดยตลอดนะครับ อย่างที่ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เมื่อกี้นี้บอกว่าคนส่วนใหญ่ยากจนลง แต่มันก็มีมหาเศรษฐีเกิดขึ้นในบ้านเรา เพราะอาศัย ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ อาศัยความได้เปรียบในการเข้าถึงกลไกรัฐต่าง ๆ ขอประทานอนุญาตจะยกตัวอย่างคน ๆ หนึ่ง ซึ่งว่าเริ่มต้นธุรกิจนั้นก็ล้มลุกคลุกคลาน แต่ว่าเข้าประสบความสำเร็จในธุรกิจตั้งแต่ ป้ ๒๕๒๖ ลงทุนจดทะเบียนเพียง ๑๐ ล้านบาท หลังจากได้ธุรกิจผูกขาดแล้วก็เข้าไปมีอำนาจรัฐนี่ ในป้ ๒๕๔๖ ผมดูจากตัวเลข จากเงินลงทุนประมาณ ๑๐ ล้านนี่ เพิ่มขึ้นมาเปึ้น แสนกว่าล้าน ซึ่งอันนี้เปึนข้อมูลทางตัวเลข ซึ่งเก็บจากสถิติข้อมูลบริษัทที่จดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์แล้วก็ที่จดทะเบียนทั้งหลาย