สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๓๓ · ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๐

ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล หารือเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงผลกระทบต่อเกษตรกร และการเจรจาที่ไม่ชัดเจนและไม่ผ่านกระบวนการรัฐสภา

นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ ครับว่า ในวรรคสองตรงนี้นะครับ เนื่องจากว่าเนื้อหาหลักการของวรรคสองตรงนี้ก็คือว่า ผมไม่เอาเรื่องสนธิสัญญาสงบศึกนะครับ ผมจะพูดในประเด็นการลงทุนการค้า เพราะว่า ในนี้ระบุชัดเจนนะครับว่า ถ้าเปึนหนังสือสัญญาที่จะต้องตราเปึนพระราชบัญญัติถึง จะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ ครับว่า ในช่วงสี่ห้าป้ที่ผ่านมานี้นะครับ มีการเจรจาการค้าที่เราเรียกว่า เอฟทีเอ เกิดขึ้น ขออนุญาตนำเรียนอย่างนี้ครับว่า ก่อนที่จะเกิดเอฟทีเอนี่นะครับ เราเกิดองค์การค้าโลกที่ ประเทศไทยเข้าไปเปึนสมาชิกซึ่งมีสมาชิกทั่วโลกอยู่ ๑๓๐ กว่าประเทศ องค์การค้า ระหว่างประเทศที่เราเรียกว่า ดับเบิ้ลยูทีโอ (WTO – World Trade Organization) นี้ เกิดขึ้นมาทำหน้าที่เพื่อเปึนหลักในการที่จะเจรจาและให้เกิดความเสรีและเปึนธรรม ในการค้าระหว่างประเทศทั่วโลก แต่ผลปรากฏว่าการรวมตัวของกลุ่มทั่วประเทศทั้งหมด ๑๓๐ กว่าประเทศนั้น เปึนการเจรจาที่ยากมาก เพราะว่าเปึนการรวมตัวของประเทศ ซึ่งต่างคนต่างรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ในการเจรจาในรอบโดฮา (Doha) ที่เกิดขึ้น นะครับ ผลการเจรจาไม่สามารถที่จะเจรจากันได้ลงตัว ก็เลยทำให้ประเทศที่มีการค้า ระหว่างกันและมีการค้าที่จําเปึนจะต้องเจรจากัน ก็หันหน้ากลับเข้ามาเปึนการเจรจา ระหว่างประเทศซึ่งเรียกว่า ทวิภาคี หรือในภาษาอังกฤษที่เขาเรียกว่า เอฟทีเอ ที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ เมื่อการเจรจาเอฟทีเอที่เกิดขึ้นนี่นะครับ ผลปรากฏว่าเกิดขึ้นในช่วง สี่ห้าป้ที่ผ่านมานี้เท่านั้นเอง แล้วก็เปึ้นช่วงที่รัฐบาลชุดที่แล้วท่านได้เดินทางแวะเวียนไป ทั่วประเทศ ปัญหามันเกิดขึ้นตรงนี้ครับ ปัญหาเกิดขึ้นก็คือว่า โดยปกติแล้วในการเจรจา การค้าเอฟทีเอ หรือการเจรจาการค้าในระบบทวิภาคีตรงนี้ เขามีการตั้งคณะกรรมการชุด หนึ่งขึ้นว่าคณะกรรมการนโยบายเจรจาการค้าระหว่างประเทศ การที่จะไปเจรจาการค้า กับประเทศใดในลักษณะคู่ค้าระหว่างประเทศ ประเทศต่อประเทศนี่นะครับ จะต้องผ่าน คณะกรรมการชุดนี้ แต่ผลปรากฏว่ารัฐบาลชุดที่แล้วดําเนินการก็คือเมื่อบินไปประเทศใด แล้วก็บอกว่า เอาล่ะนะ ผมจะเจรจาการค้าด้วย พอกลับมาถึงประเทศ ก็กลับไปบอก เจ้าหน้าที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศแล้วขีดเส้นไว้เลยครับว่า ผมเจรจากับประเทศนี้ ที่ร้ายกว่านั้นก็คือขีดเส้นตายหรือเด็ดไลน์ (Deadline) เลย นะครับ ว่าวันที่จะไปตกลงเจรจา ผมจะเอาวันนี้ คําถามก็คือว่า ถ้าสมมุติว่าข้าราชการ ในกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ปฏิบัติตาม ผลก็คือว่า ข้าราชการพวกนั้นก็ต้องถูก โยกย้ายไปตามกรณี ทีนี้การเจรจาการค้าตรงนี้บางครั้งเหมือนเร่งรีบ ท่านประธานครับ การเจรจาการค้าที่เรียกว่า เอฟทีเอ ในปัจจุบันของประเทศไทยเจรจากันอยู่ ๘ ประเทศ กับอีก ๒ กลุ่ม ผลการเจรจาก็เกิดขึ้นอย่างที่เราเห็น นั่นก็คือการเจรจาการค้าที่เปึน ครั้งแรกที่มีการลงนามก็คือประเทศจีน ซึ่งเปึนการลงนามในเรื่องของสินค้าเกษตรและผัก ผลไม้ สุดท้ายนะครับ เราก็จะเห็นผลไม้จากประเทศจีนมาเต็มทั่วประเทศไทย แม้แต่ใน หมู่บ้าน แอปเปุ่ล (Apple) ที่เคยเปึนลูกหนึ่ง สิบ ยี่สิบบาทในอดีตก็เหลือลูกละ ๒ บาท ๓ บาท ท่านได้ทั่วประเทศ ท่านประธานตอนเปึ้นเด็ก กับผมตอนเปึ้นเด็ก ท่านจะเห็นว่า แอปเปุ่ลลูกหนึ่งนั่นมีมูลค่ามาก สุดท้ายครับ สิ่งที่เราส่งไปขายประเทศจีน เราก็พบว่า เราส่งมากที่สุด นั่นก็คือแค่มันสำปะหลัง ท่านเชื่อไหมครับว่าผลไม้ของจีนก็เริ่มทะลัก เข้ามา นั่นคือตัวอย่างหนึ่งที่ผมยกให้เห็นว่า การเจรจาการค้าใดก็ตาม ถ้ากรอบการเจรจา ไม่มีความชัดเจน แล้วให้อํานาจฝ์ายบริหารกระทําการนั้น โดยไม่ผ่านกระบวนการรัฐสภา นั้น ย่อมมีผลกระทบต่อเกษตรกร การเจรจาการค้าระหว่างไทย – จีนที่ลงนามไป การเจรจาการค้าไทย - ออสเตรเลีย ในขณะที่รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรของประเทศไทย เลี้ยงโค แต่ในขณะเดียวกันก็ไปเจรจากับประเทศที่เขามีความชํานาญในเรื่องโคนม โคเนื้อ ท่านคิดดูสิครับว่า วันนี้วัว ๒ ล้านตัวที่เลี้ยงอยู่ กับอีก ๖ ป้ข้างหน้าที่วัวโตขึ้นมา แล้วผลการเจรจาตรงนี้ที่เขาเป่ด ท่านประธานครับ การเจรจาเอฟทีเอ เขามีสินค้าขั้นตอน ก็คือว่าสินค้าใดที่มีความอ่อนไหว เขาจะยกมีเงื่อนระยะเวลา การเจรจาการค้านี้ภายใต้ กรอบก็คือว่า เราจะไม่เก็บภาษีต่อกันนะ เราจะลดภาษีต่อกัน สุดท้ายประเทศที่สามารถ ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ประเทศที่มีต้นทุนที่ต่ำที่สุด ประเทศที่อยู่ภายใต้กรอบการประกัน สินค้าจากมาตรฐานโลกต่าง ๆ ที่สามารถทำได้ ก็มีโอกาสได้ขายมากว่า คำถามก็คือว่า เมื่อมีการเจรจาการค้า ผมยอมรับครับว่า การเจรจาการค้าต้องมีได้ แล้วก็มีเสีย แน่นอนครับ ประเทศไทยก็ต้องมีได้ ประเทศไทยก็ต้องมีเสีย แต่ถ้าเสียนั้นอยู่บนพื้นฐาน ที่มีผลกระทบต่อประชาชน อยู่บนพื้นฐานที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการ รัฐบาลเคย วางแผนไหมครับว่า วันนี้สินค้าเกษตรตัวใดที่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ถ้าไม่ สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ รัฐบาลได้มีการเตรียมตัวไหมครับให้กับเกษตรกรที่จะมี วิธีถอย ในวรรคสุดท้ายเขียนว่า มีการเยียวยา แต่เยียวยานั้นยังไม่ทันครับ จำเปึน อย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องรู้ว่า วันนี้อุตสาหกรรมหรือสินค้าใดที่ผลิตออกไปแล้วสู้เขา ไม่ได้ รัฐบาลต้องเตรียมถอยให้ครับ ต้องมีมาตรการที่จะรองรับ แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่า มีกรอบเจรจาอีกกรอบหนึ่งที่เราลืมไปก็คือ กรอบที่เปึนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ จะเกิดขึ้นหลายกรอบครับท่านประธานครับ ไม่ว่าในกรอบของแอกเมกส์ (ACMECS – Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy) หรือที่เรา เรียกว่า กลุ่มยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรว์ดี เจ้าพระยา แม่โขง หรือ กรอบที่เรียกว่า จีเอ็มเอส (GMS) หรือ เกรตเตอร์ แม่โขง ซับรีเจียน (Greater Mekong Subregion) ก็คือกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ําโขง กลุ่มเหล่านี้มีการเจรจากันอยู่ตลอดเวลา ที่สําคัญก็คือว่าจะเปึนการเจรจาที่จะมีความร่วมมือกันในการพัฒนาอนุภูมิภาคต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ก็คือจะเกิดงบประมาณเกิดขึ้น เหล่านี้จะไม่ผ่านรัฐสภาที่ผ่านมา การเจรจาก็กลายเปึนว่า เมื่อรัฐบาลไปเห็นชอบเสร็จก็จะใส่งบประมาณเข้าไป รัฐบาล เห็นว่าการเจรจานั้นนะครับ ที่ผมยังไม่ได้พูดไปในเรื่องเอฟทีเอก็คือว่า ท่านลองสังเกต นะครับ ว่า ๘ ประเทศที่ไปเจรจานี่นะครับ มันมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนเข้าไปด้วย มันมีการแฝงในเรื่องธุรกิจของกลุ่มทุนที่จะไปเจรจา ท่านลองดูสิครับว่า เอฟทีเอ ไทย - ออสเตรเลีย สินค้าที่เราส่งไปขายมากที่สุดตอนนี้คืออะไรครับ คือรถยนต์ รถยนต์ กลุ่มไหนครับ ท่านก็ลองศึกษาดู ทีนี้ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ เมื่อสักครู่ผมบอกว่ามีกลุ่ม ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น มีการใช้จ่ายงบประมาณที่จะต้องไปร่วมมือ กับกลุ่มประเทศเหล่านี้ มีการจัดสรรงบประมาณของประเทศที่จะลงไปในส่วนนั้น ผลปรากฏว่าตรงนี้ก็ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐบาล สุดท้ายสิ่งที่ผมอยากจะนําเรียนท่านกรรมาธิการยกร่างก็คือว่า โดยความเห็นของผม โดยความเห็นของกลุ่มที่แปรญัตติก็คือว่า เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลจะไปเจรจา เราเห็นว่า ฝ์ายบริหารหรือรัฐบาลนี่จะกระทําการโดยลําพังไม่ได้ เราเห็นว่าฝ์ายบริหารหรือรัฐบาลนั้น ควรที่จะก่อนไปเจรจา ก็ไปวางกรอบประเด็นที่จะเจรจากับคู่ค้าก่อน ว่าจะเจรจาอะไร ก็คือแจ้งให้รัฐสภาทราบว่า เอาล่ะนะ รัฐบาลจะไปเจรจากับประเทศนิวซีแลนด์นี่นะครับ ท่านจะไปเจรจาเรื่องอะไร ก็แจ้งให้รัฐสภาทราบ หลังจากนั้นฝ์ายบริหารหรือรัฐบาลก็จะ ไปทําหน้าที่ในการเจรจา ตรงนี้เราให้เอกสิทธิ์ของรัฐบาล เนื่องจากการเจรจาบ้างอย่าง ต้องเปึนความลับ เราไม่สามารถที่จะเข้าไปล่วงละเมิดได้ เพราะว่าการเจรจา ย่อมมีการได้เปรียบและเสียเปรียบ ผมก็เลยคิดว่าเมื่อแจ้งให้รัฐสภาทราบ รู้แนวทางหรือ กรอบที่จะไปเจรจา ก็ไปเจรจาให้จบ นั่นคือในส่วนวรรคสองที่เรียนให้ทราบ เมื่อหลัง จากนั้นเจรจากลับมาเราก็บอกว่า เมื่อกลับมาแล้วนี่นะครับ ก็ต้องมาให้ผ่านความ เห็นชอบของรัฐสภา ที่ผมพูดอย่างนี้ ผมไม่ได้บอกว่าประเทศอื่นในโลกไม่ได้ทํา ประเทศ อื่นในโลกไม่ว่าจะเปึนอเมริกา ไม่ว่าจะเปึนฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเปึนญี่ปุ์นนะครับ ประเทศ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เมื่อเจรจาแล้วต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภานะครับท่านประธาน ทีนี้ผมก็เลยมองว่าถ้าเปึนอย่างนี้แล้ว การเจรจาที่ผ่านมาของรัฐบาลชุดที่แล้วนั้น มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการ มีผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ยากไร้อย่างมหาศาล อาชีพ หลายอาชีพหายไปเลย และอนาคตข้างหน้าที่กำลังคืบคลานมา อาชีพเกษตรกรอีกหลาย อาชีพก็จะหายไปเลย ผู้ประกอบการที่อุตส่าห์ต่อสู้สร้างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจของ ประเทศไทยมั่นคงขึ้นมา กําลังจะป่ดโรงงาน นี่คือประเด็นครับ ถ้าท่านมองว่าถ้าสิ่งเหล่านี้ เปึนการเจรจาแล้ว แล้วบอกว่าถ้าต้องตราเปึนพระราชบัญญัติ แต่การเจรจาเอฟทีเอนั้น เปึนว่าด้วยมาตรการทางด้านภาษีในการที่จะลดภาษีอากรเพื่อแข่งขันกันเพื่อแลกเปลี่ยน สินค้ากันเท่านั้นเอง โอกาสที่จะไปตราเปึนพระราชบัญญัติก็ไม่มี ก็จะทำให้เอฟทีเอนั้นไป เจรจาแล้วกลายเปึนว่า จะต้องมีพระราชบัญญัติรองรับเท่านั้น สุดท้ายเอฟทีเอก็ไม่มี พระราชบัญญัติ ก็กลายเปึนว่าฝ์ายบริหารใช้อำนาจเพียงสามสิบกว่าคนไปตัดสินใจ ผมยังไม่อยากจะใช้เวลาสภามากเกินกว่านี้ เพราะว่าขั้นตอนการไปเจรจาที่ผ่านมา ท่านรู้ไหมครับว่า ส่วนราชการเท่านั้นเปึ้นผู้เจรจา เอกชนที่มีผลกระทบโดยตรงนั้นไม่ได้มี ส่วนร่วม มีเพียงแต่ให้คำปรึกษาเท่านั้นเอง นี่คือผลที่มันเกิดขึ้นท่านประธาน สุดท้าย ก็คือว่า เรามองว่าในเรื่องนี้เปึ้นเรื่องสำคัญ แล้วอยากจะเห็นในวรรคที่ ๒ นี้ก็คือว่า ไม่ว่า ถ้อยคําจะเอามาร่วมกันอย่างไร แต่หลักการก็คือว่า ขอให้การเจรจานั้นต้องแจ้งให้รัฐสภา ทราบก่อน ก่อนไปเจรจา เมื่อเจรจากลับมาแล้วก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ที่ต้องผ่านความเห็นชอบตรงนี้เนื่องจากว่า ถามว่าฝ์ายบริหารกับนิติบัญญัติเกิดเปึนเสียง ข้างมากจะทําอย่างไร ความหมายก็คือว่า เมื่อเข้ารัฐสภามีการอภิปรายกัน สื่อต่าง ๆ ก็จะ ทำให้ประชาชนได้เข้าใจ ว่าใครยืนอยู่ข้างใคร ใครเปึนคนที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศ นี่ละครับคือเนื้อหาหรือหลักการในวรรคสองตรงนี้ เท่านั้นเองครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ