สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๐

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย แปรญัตติเพิ่มเติมมาตรา 96 ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้บุคคลที่เคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกวุฒิสภา ไม่สามารถเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ หากยังดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 ปี และเรียกร้องให้เพิ่มระยะเวลาที่ผู้สมัครไม่สามารถลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ และหารือเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้ที่เคยถูกคุมขังหรือเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้ขอแปรญัตติ มาตรา ๙๖ ครับ กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการยกร่าง และเพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ มาตรา ๙๖ ที่ผมขอแปรญัตติไว้นั้นมีประเด็นอยู่ ๒ ประเด็นครับ ซึ่งอยู่ใน (๙) กับ (๑๐) ซึ่งในมาตรา ๙๖ นี้ เปึนการกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของบุคคลที่จะเข้าสู่เส้นทางของ การเปึน สส. (๙) นี่ เดิมกำหนดไว้อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เปึนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นก็มาเปึน สส. ไม่ได้ (๑๐) เปึ้นสมาชิกวุฒิสภาก็มาเปึน สส. ไม่ได้ ทีนี้ประเด็นมันมีอย่างนี้ท่านประธานว่า ถ้าเคย เปึ้นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเปึ้นสมาชิกวุฒิสภา ก็จะไม่ขัดกับ ข้อห้ามทั้งสองอนุดังกล่าว กระผมมีความเห็นอย่างนี้ครับว่า ถ้าเรากำหนดข้อห้ามสำหรับ การเปึนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมไปถึงการเปึนสมาชิกวุฒิสภาว่า ต้องเปึนในขณะที่จะมาสมัครรับเลือกตั้งเปึน สส. นั้นนี่ อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับ งานของ สส. งานการเมืองของประเทศได้ อย่างนี้ครับท่านประธานครับ สมมุติผมกำลัง เปึ้นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ผมกําลังเปึน สว. อยู่ แล้วเดือนหน้าจะมีการ รับสมัครรับเลือกตั้ง สส. ผมเตรียมตัวจะลง สส. ครับท่านประธานครับ ผมสามารถที่จะใช้ ตําแหน่งหน้าที่ในฐานะที่ผมเปึนสมาชิกสภาท้องถิ่นในฐานะที่ผมเปึ้นผู้บริหารท้องถิ่น ในฐานะที่ผมเปึน สว. หาเสียงล่วงหน้าให้ตัวเองได้แล้วครับ ก่อนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ผมก็จะลาออกจากการเปึนสมาชิกสภาท้องถิ่น จากการเปึนผู้บริหารท้องถิ่น ลาออกจาก การเปึน สว. แต่ผมได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวหาเสียงให้ตัวเองเรียบร้อยไปแล้วครับ หรือรวมถึงอาจจะใช้งบของหลวงเร่งรีบประชาสัมพันธ์ผลงานที่จะเปึ้นผลงานเชิง ประชานิยมหรือผลงานอะไรก็สุดแล้วแต่ ที่จะทำให้ผมสามารถสร้างชื่อเสียงหรือหาเสียง ให้กับตัวเองแล้วไปลงสมัครรับเลือกตั้งเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุผลตรงนี้นี่ นะครับ ผมจึงเห็นควรว่า ข้อห้ามในการที่จะกำหนดคุณสมบัติเปึ้นคุณสมบัติต้องห้าม สําหรับผู้ที่จะลง สส. ใน (๙) และ (๑๐) นั้น จึงไม่ควรห้ามแต่เฉพาะขณะที่ยังคงดํารง ตำแหน่งดังกล่าวอยู่ ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้ขอแปรญัตติเพิ่มเติมข้อความใน (๙) และ (๑๐) ของมาตรา ๙๖ เปึ้นดังนี้ครับ (๙) ข้อเพิ่มเติมข้อความเปึนว่า เปึนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือ ผู้บริหารสภาท้องถิ่น หรือเคยเปึนและพ้นตำแหน่งมาไม่เกินสองป้ นะครับ (๑๐) เปึน สมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเปึนและพ้นตําแหน่งดังกล่าวไม่เกินสองป้ ถามว่าที่มา ๒ ป้ มาจากไหนครับ ก็ต้องกราบเรียนว่า ที่มา ๒ ป้นี้เขียนขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับ มาตรา ๑๑๐ (๘) ซึ่งเปึนคุณสมบัติต้องห้ามของบุคคลที่จะเปึน สว. เช่นเดียวกันครับ ใน (๘) ของมาตรา ๑๑๐ นั้น กําหนดห้ามบุคคลที่เปึ้นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตําแหน่งทาง การเมือง หรือเคยเปึนแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วไม่เกิน ๒ ป้ นะครับ เหตุผลที่ผม กำหนด ๒ ป้ ก็เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับมาตรา ๑๑๐ ซึ่งเปึนคุณสมบัติต้องห้ามของ คนที่จะมาเปึน สว. เช่นเดียวกันนะครับ และเพื่อให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน

อีกประการหนึ่งที่ผมจะกราบเรียนเปึนเหตุผลเพิ่มเติมโดยเฉพาะประเด็น ใน (๑๐) ซึ่งเปึนประเด็นคุณสมบัติต้องห้ามสําหรับผู้เปึ้นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเปึน สมาชิกวุฒิสภา ที่ผมมีเหตุผลเกี่ยวกับคุณสมบัติตรงนี้ที่จะกราบเรียนเพิ่มเติมก็คือ คนที่ เปึน สว. เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าต้องเปึนกลางและมีอิสระทางการเมือง โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งตามร่างเดิมของท่านกรรมาธิการยกร่าง ท่านก็เห็นว่าหลักการนี้เปึนหลักการสำคัญ ท่านเขียนอยู่ในมาตรา ๙๕ (๓) ด้วยซ้ําว่า คนที่จะเปึน สว. ต้องมีความเปึนกลางทางการ เมือง แต่จากการประชุมร่วมกันท่านยอมตัดออกไป การตัดออกไปนั้นไม่ได้หมายความว่า สว. ไม่ต้องมีความเปึนกลางทางการเมือง แต่เราตัดข้อความนี้ออกจากร่างรัฐธรรมนูญก็ ด้วยเหตุผลว่า จะมีปัญหายุ่งยากในทางปฏิบัติ แต่พวกเราเข้าใจดีครับว่า คนที่เปึน สว. นั้นต้องอิสระและเปึนกลางทางการเมือง เมื่อเปึ้นเช่นนี้แล้ว ถ้าเรายังคงกำหนดให้ผู้ที่เคย เปึ้น สว. สามารถลงสมัคร สส. ได้ทันทีโดยไม่มีเว้นวรรคเรื่องของระยะเวลาไว้ก่อน ความ เปึนกลางทางการเมืองของ สว. อาจจะแปรเปลี่ยนไปได้ในช่วงฤดูที่ใกล้กับการที่จะมีการ ลงสมัครรับเลือกตั้งเปึน สส. นะครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงเห็นควรว่า เราควรที่จะเพิ่มเติมเรื่องของระยะเวลาในการเปึน สมาชิกสภาท้องถิ่น เปึ้นผู้บริหารท้องถิ่น หรือเปึนสมาชิกวุฒิสภา ที่จะเปึนระยะเวลา ต้องห้ามในการที่จะลงสมัครเปึน สส. คือ ควรเว้นวรรคอย่างน้อย ๒ ป้ สุดท้ายนิดหนึ่ง ครับ ท่านประธานครับ เปึนคำถามที่จะหารือไปยังกรรมาธิการยกร่าง เกี่ยวกับคุณสมบัติ ตามมาตรา ๙๖ (๒) ที่กำหนดให้เปึนบุคคลล้มละลายหรือเคยเปึนบุคคลล้มละลาย ทุจริต คุณสมบัติข้อห้ามตรงนี้นี่ต้องเปึนคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนหรือไม่นะครับ ต้องเปึนคำ พิพากษาถึงที่สุดก่อนหรือไม่ (๓) เปึ้นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๙๔ (๑) (๒) (๔) ท่านไม่ได้ห้าม ๙๔ (๓) ไว้นะครับ ท่านไม่ได้ห้าม ๙๔ (๓) ไว้ นั่นหมายความว่าผู้ที่ถูกคุมขังโดยหมายของศาลหรือคำสั่งโดย ชอบด้วยกฎหมายนั้นไม่ได้อยู่ในข้อห้ามตาม (๓) นี้ด้วยหรือไม่ ใช่เจตนาที่ถูกต้องของ ท่านหรือเปล่านะครับ (๕) ครับ เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยพ้นโทษยังไม่ถึงห้าป้ใน วันเลือกตั้ง เว้นแต่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ นะครับ ที่ท่าน เขียนไว้อย่างนี้ผมอ่านแล้วนี่มีปัญหาว่ามันสอดคล้องกับมาตรา ๑๐๑ สอดคล้องกับ มาตรา ๑๐๑ (๑๑) หรือไม่นะครับ เพราะว่าในมาตรา ๑๐๑ (๑๑) ใช้คําว่า ๑๐๑ สมาชิก สภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดเมื่อต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมี การรอการลงโทษก็ตามนะครับ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ก็จะพ้นสภาพของการ เปึ้น สส. นะครับ แต่พอมาเปึนคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครลงรับเลือกตั้งเปึน สส. ท่าน กำหนดเพียงแต่ว่าเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก แต่ว่าไม่รอลงอาญา ก็มีสิทธิรับสมัคร ดูแล้วมันจะขัดกันนะครับท่านกรรมาธิการยกร่างครับ เพราะว่าเปึน สส. แม้ลงรออาญา ก็ต้องพื้นสภาพ แต่ท่านให้สิทธิเข้ามาสมัครรับเลือกตั้งเปึน สส. ได้ พอรับเลือกแล้ว ได้เปึน สส. แล้ว รอลงอาญา ก็ต้องพื้นสภาพจากการเปึน สส. นะครับ กราบเรียนให้ลอง ทบทวนดูนิดหนึ่งว่า ทําอย่างไรเราจะทําให้คุณสมบัติใน (๕) นี้สอดคล้องกับบทลงโทษใน มาตรา ๑๐๑ (๑๑) ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ