สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๐

วุฒิสาร ตันไชย เสนอการปรับปรุงจำนวนสมาชิกวุฒิสภา โดยเสนอให้เหลือจำนวน 160 คน โดยแบ่งออกเป็น 120 คนมาจากการเลือกตั้ง และ 40 คนมาจากการสรรหา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความหลากหลายและมุมมองในการเลือกตั้ง และให้พื้นที่ยืนสำหรับคนกลุ่มต่างๆ ที่อาจจะไม่มีโอกาสในการเลือกตั้งตามกระบวนการปกติ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการคงไว้ 160 คนเป็นเหตุผลที่ถูกต้องในการรับฟังความเห็นของประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยกับสัดส่วน 120 ต่อ 40 เนื่องจากจะทำให้กลุ่มคนที่มาจากการสรรหาไม่สามารถปกป้องหรือดูแลการถอดถอนได้จริง

รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครับ ผม วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการและสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผมเองขออนุญาตที่จะขอใช้เวลาไม่นานครับในการอภิปราย ประเด็นที่ผมได้ขอสงวนความเห็นต่อเรื่องของการได้มาของจํานวนของวุฒิสภา ในมาตรา ๑๐๖ ซึ่งผมได้ขอสงวนความเห็นไว้ ผมขออนุญาตกราบเรียนความเห็นว่า เหตุผลที่ผมขอสงวนความเห็นนี้บนพื้นฐานมาจากการที่เห็นว่า หน้าที่ของวุฒิสมาชิก ที่เรากําลังกําหนดในปัจจุบันนั้นไม่ได้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ มีความ เปลี่ยนแปลงบางเรื่องเช่น เรื่องของการให้ความเห็นชอบผู้ที่ได้มาขององค์กรอิสระ แต่ประเด็นสําคัญก็คือ ยังคงอํานาจในเรื่องของการริเริ่มและการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ครับ ผมจึงคิดว่าด้วยหลักการอันนี้ ผมเห็นว่าหากวุฒิสมาชิก จำเปึนต้องมีส่วนมากที่มีความยึดโยงกับประชาชน นั่นหมายถึงมาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น ข้อเสนอที่ผมได้สงวนคําแปรเอาไว้ ก็คือการสงวนเรื่องของการคงจํานวนวุฒิสภา เอาไว้ ๑๖๐ คน โดยแบ่งออกเปึนวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ๑๒๐ คน และมาจากการสรรหา ๔๐ คน คิดเปึ้นหนึ่งในสาม หรือ หนึ่งในสี่ของสมาชิกวุฒิสภา ทั้งหมด ผมขออนุญาตกราบเรียนเหตุผลต่อท่านประธานด้วยความเคารพว่า เหตุผล ของการที่บอกว่า ทําไมวุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้งและทําไมต้อง ๑๒๐

ผมกราบเรียนว่าประเด็นแรกก็คือ ประเด็นที่เกิดจากความคิดที่ว่า หากเรา จะเอาผู้ที่มีอํานาจถอดถอน มาถอดถอนผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างน้อยที่สุดการยึดโยง กับประชาชนในฐานะที่มาจากการเลือกตั้งด้วยกัน ควรมีสาระสำคัญและควรให้ ความสนใจ

ประการที่ ๒ การขยายจํานวนวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจากเดิมจังหวัด ละ ๑ คน เปึน ๑๒๐ คน โดยผมได้เสนอให้จังหวัดหนึ่งอย่างน้อย ๑ คน ส่วนต่างของ จังหวัด คือ ๗๖ ลบออกจาก ๑๒๐ ก็ผันแปรไปตามจำนวนประชากร ด้วยเหตุผลอันนี้ จะทําให้ได้วุฒิสภา วุฒิสมาชิกที่มาจากแต่ละจังหวัดนั้นอาจจะมีจํานวนที่ไม่เท่ากัน ในสัดส่วน ซึ่งตรงนี้เราอาจจะตอบได้ว่า สว. ที่มาจากจังหวัดเล็ก ๆ กับ สว. ที่มาจาก กรุงเทพมหานครมีจำนวนเท่ากัน ซึ่งเราจะตอบคำถามนี้ยาก ด้วยตัวเลขที่ผมนำเสนอ ๑๒๐ คนนี่ อย่างน้อยที่สุดกรุงเทพมหานครจะมี สว. ๑๐ ถึง ๑๑ คน จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเปึนจังหวัดใหญ่ อาจจะมี สว. ได้ ๕ คน แต่จังหวัดขนาดเล็กก็จะมีตัวแทนได้ ๑ คน เหมือนเดิม ด้วยการผันแปรแบบนี้จะช่วยอธิบายในเรื่องของที่มา เปรียบเทียบกับสัดส่วน ของประชากรได้พอสมควร อย่างไรก็ตามครับ ข้อห่วงใยในเรื่องของการเลือกตั้ง ว่าเราจะไม่ได้ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นเปึนกลางและมีความรอบรู้ ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายว่า กระบวนการเลือกตั้งก็มีส่วนคัดกรองสําคัญในการจะทําให้ได้ คนที่มีประสบการณ์และมีความรู้เข้ามาเหมือนกัน แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเหตุผลสนับสนุนของ เหตุผลของกระผมเพิ่มเติม ก็คือว่าในรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังร่างนี้ได้มีการเพิ่มเติม มาตรการอีกหลายเรื่อง เช่น การกําหนดคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีสิทธิเข้า รับสมัครเลือกตั้งสูงขึ้น การกำหนดเรื่องประสบการณ์ต่าง ๆ สูงขึ้น รวมไปถึงกระบวนการ และระบบของการเลือกตั้งที่กําลังจะมีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ทําให้ เปึ้นที่น่าเชื่อได้ว่า ระบบการเลือกตั้งอย่างน้อยที่สุดจะเปึนขบวนการที่คัดกรองบุคคล เข้ามาได้ตามคุณสมบัติที่เราอยากได้มากขึ้นกว่าเดิม ส่วนเรื่องที่จะถูกแทรกแซงภายหลัง นั้น กระผมยังคิดว่าไม่ว่าระบบการเลือกตั้งจะเปึนอย่างไร เราได้คนเข้ามาอย่างไร ถ้าเรา ปกปัองระบบแทรกแซงไม่ได้ ก็คงแก้ปัญหาไม่ได้เหมือนเดิม ดังนั้นผมจึงเสนอว่า สัดส่วน ที่มาจากการเลือกตั้งควรมีมากกว่ามาจากการสรรหา แต่เหตุผลที่ผมยังเห็นว่า การสรรหา ยังมีความหมายอยู่ ด้วยเหตุผล ๒ ประการครับ ท่านประธาน

ประการแรก ผมเห็นว่าการสรรหา จากการรับฟังความเห็นของประชาชน และรับฟังความเห็นขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ๑๒ องค์กร ยังมีองค์กรจำนวนมาก ที่ยังให้ความเห็นในเชิงสนับสนุนการสรรหา ด้วยเหตุผลที่ว่าจะทำให้ได้บุคคลที่มีความ แตกต่างหลากหลาย และมีประสบการณ์จริง ๆ เข้ามาส่วนหนึ่ง ส่วนกระบวนการและ วิธีการของการสรรหานั้น สามารถที่จะกำหนดในรายละเอียดได้ แต่อย่างน้อยที่สุด กระบวนการสรรหาก็จะได้หลักประกันของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่จะมาช่วยเพิ่มความรอบคอบ ความสมบูรณ์ ในฐานะที่จะเปึนคนมากลั่นกรองกฎหมายให้กับสภาผู้แทนราษฎร

เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือว่า กระบวนการสรรหาจะเปึนการเป่ดพื้นที่ ให้บุคคลบางกลุ่ม หรือตัวแทนของกลุ่มคนบางกลุ่มที่อาจจะเชื่อได้ว่าในการเลือกตั้ง คงไม่มีโอกาส ผมยกตัวอย่างเช่น ตัวแทนของกลุ่มคนที่เปึนกลุ่มคนพิการ กลุ่มผู้ใช้ แรงงาน กลุ่มเกษตรกร ผมคิดว่าคนกลุ่มนี้ถ้าผ่านในกระบวนการปกติของการเลือกตั้ง ก็อาจจะเทียบเคียงไม่ได้กับบุคคลที่มีคุณสมบัติสูงกว่า ที่มีประสบการณ์สูงกว่า หรือ มีอดีตการทำงานที่มีประวัติในทางราชการ ซึ่งในสังคมไทยส่วนใหญ่ยั่งยอมรับนับถือ เรื่องเหล่านี้อยู่ ดังนั้นผมจึงพยายามเสนอว่า ในสัดส่วนที่เหลืออยู่ ๔๐ นี่ควรที่จะมีพื้นที่ ให้คนกลุ่มนี้ที่จะทำให้เกิดความหลากหลายและมุมมอง และมีพื้นที่ยืนของคนแต่ละกลุ่ม ด้วย ท่านประธานอาจจะถามว่า แล้วทำไมต้อง ๔๐ ๑๒๐ เหตุผลหลักของผม

ประการสุดท้าย ก็คือว่าการคง ๑๖๐ คน เปึ้นเหตุผลที่เรารับฟังความเห็น ประชาชนมา ผมจึงอยากจะคงตัวเลข ๑๖๐ คนไว้ อันเนื่องมาจากสืบเนื่องจากการรับฟัง ส่วนประเด็นสัดส่วน ๑๒๐ ต่อ ๔๐ ความเห็นของผมก็คือว่า ๓ ต่อ ๑ หรือ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ หากกลับไปดูในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๒ วรรคสอง การริเริ่มโดยวุฒิสภาในการที่จะ ขอให้มีการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องใช้ หนึ่งในสี่ ดังนั้นนี่ หนึ่งในสี่ ก็คือ ๔๐ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมก็มีเหตุผลว่า การคงไว้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ อย่างน้อย ที่สุดกลุ่มคนที่มาจากการสรรหา หากปลอดการเมืองจริงก็อาจจะรวมตัวกัน แล้วทำ กิจกรรมทางการเมืองในการปกปัองหรือดูแลการถอดถอนได้ แต่ไม่สามารถจะใช้อำนาจ ในการถอดถอนนั้นได้จริงทั้งหมด เพราะการลงมติถอดถอนต้องการสามในห้า ด้วยเหตุผลแบบนี้ครับ จึงพยายามวางสัดส่วนระหว่างการได้มาของการเลือกตั้งกับ ความผสมผสานของหลักการของการได้มาจากการสรรหานี่ ให้อยู่ในสภาพที่ถ่วงดุล กันเองด้วย ริเริ่มได้ แต่ถ้าจะถอดถอนออกจริงต้อง สามในห้า ซึ่งเฉพาะ ๔๐ คน ทําไม่ได้ ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ล่ะครับ ท่านประธานครับ ผมจึงได้ขอเสนอสงวนคําแปร เอาไว้ ด้วยความเคารพท่านกรรมาธิการทุกท่านครับว่า ผมได้เรียนแล้วว่า ผมขอสงวน ความเห็นในเรื่องของจํานวนไว้ เพื่อแสดงสัญลักษณ์ให้ชัดเจนว่า สภาสูงหรือวุฒิสภานั้น เมื่อมีอํานาจถอดถอน ก็จําเปึนต้องมาจากการเลือกตั้งในสัดส่วนที่มีความแตกต่าง อย่างมีนัยยะสําคัญ กับเมื่อเปรียบเทียบกับการสรรหา แต่อย่างไรก็ตามครับ ข้อเสนอ ของผมทั้งหมดย่อมผันแปร หากมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การเปลี่ยนแปลงเรื่องอำนาจ หน้าที่วุฒิสภา หรือการเปลี่ยนแปลงเรื่องคุณสมบัติที่จะทําให้คุณสมบัติอ่อนลง ประเด็น อย่างนี้ผมก็ขอสงวนว่า ผมเองก็อาจจะไม่คงความเห็นนี้ ความเห็นที่ผมคงไว้ทั้งหมดตรงนี้ เปึ้นความเห็นบนพื้นฐานของปัจจัย และเงื่อนไขที่ได้กราบเรียนเบื้องต้น ในเรื่องของ อำนาจหน้าที่ ในเรื่องของที่มาและคุณสมบัติครับ จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ