สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เสนอการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับวุฒิสมาชิก โดยเฉพาะการลดจำนวนวุฒิสมาชิกจาก 200 คน เป็น 160 คน เพื่อให้วุฒิสมาชิกมีอิสระและเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ และเสนอแนวคิดการผสมผสานระหว่างการเลือกตั้งโดยตรงและการสรรหา เพื่อให้เกิดการพัฒนาการและเรียนรู้ซึ่งกันและกันในหมู่วุฒิสมาชิก
เรียนท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้ขอแปรญัตติ ประเด็นเรื่องของ สว. ครับ กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการยกร่าง ท่านสมาชิกสภาร่างที่เคารพ ทุกท่านครับ เมื่อพูดถึงเรื่องของประเด็นวุฒิสมาชิกเราคงทราบดีว่า ตั้งแต่ประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เรามีวุฒิสมาชิกที่มาจาก การแต่งตั้งมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐ ที่มาของ วุฒิสมาชิกจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเปึนแบบการเลือกตั้ง นั่นหมายความว่าประเทศไทย ได้มีการทดลองใช้วุฒิสมาชิก ซึ่งมาจากการแต่งตั้งและการเลือกตั้งแล้วทั้ง ๒ รูปแบบ ปัญหาสุดท้ายที่เราประสบจากการที่เราใช้วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ผมเชื่อว่า ทุกท่านคงทราบดี เรามีปัญหาเรื่องของความไม่เปึนกลาง เรามีปัญหาเรื่องของความไม่เปึ้นอิสระ ของวุฒิสมาชิกที่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งขัดกับหลักการสําคัญของการที่มีวุฒิสมาชิก ซึ่งการที่เรามีวุฒิสมาชิกนั้น หมายความว่า เราต้องการได้สภาพี่เลี้ยง ซึ่งจะทําหน้าที่ ในการตรวจสอบ กลั่นกรองงานของสภาผู้แทนราษฎร หรือที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่าสภาล่าง แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการที่เราจัดให้มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ผลกลับไม่เปึ้นเช่นนั้น เรากลับ ได้วุฒิสมาชิกซึ่งไม่ทําหน้าที่อย่างเปึนกลาง ไม่ทําหน้าที่อย่างเปึนอิสระ ปัญหานี้ผมเชื่อ ว่าพวกเราทุกคนคงประสบและทราบดี อย่างน้อยที่สุด ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ท่านได้เปึ้นผู้นําเสนอเราเองว่า ในสมัยที่ท่านเปึนวุฒิสมาชิก ซึ่งมาจากการ เลือกตั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐ มีวุฒิสมาชิกที่เปึ้นอิสระและ เปึนกลางเพียง ๔๐ กว่าคนเศษ คิดเปึนสัดส่วนแล้วประมาณร้อยละ ๒๐ ของวุฒิสมาชิก จำนวน ๒๐๐ คนในสมัยนั้น ตรงนี้คือสภาพปัญหาที่สะท้อนให้เห็นว่า ผลลัพธ์ของการใช้ วุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้งนั้น เราได้มาเพียงพิธีการ เราได้มาเพียงรูปแบบที่จะสะท้อน ให้เห็นว่า เราเปึนประชาธิปไตย แต่ผมเชื่อแน่ว่ารูปแบบที่ได้รับ พิธีการที่เราพยายาม จัดทำ เพื่อจะบ่งบอกตัวเราเองว่า เราเปึนประชาธิปไตยนั้น เราคงไม่ได้ต้องการ เพียงแค่นั้น ความต้องการที่แท้จริงของเรา คือ เราต้องการให้ได้วุฒิสมาชิกที่เปึนกลาง เปึนอิสระ แล้วสามารถทำหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรายังคงกําหนดอํานาจหน้าที่ของวุฒิสมาชิก เช่นเดียวกับ ที่ปรากฏอยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ นั่นหมายความว่า วุฒิสภาไม่ได้ ทำหน้าที่เพียงการกลั่นกรองบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกส่งมาจากสภาผู้แทนราษฎร เท่านั้น แต่วุฒิสภาที่กําลังจะเกิดขึ้นตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังคงมี บทบาทอำนาจหน้าที่ในการที่จะแต่งตั้งองค์กรอิสระ ในการที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบ การบริหารงานของฝ์ายรัฐบาลด้วยการขอเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังคงมีหน้าที่ถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เมื่อเราเขียนกฎหมายให้วุฒิสภาหรือวุฒิสมาชิกมีอํานาจ หน้าที่ดังกล่าว ท่านประธานครับ เราจึงมีความจำเปึนอย่างยิ่งยวดที่จะต้องได้ผู้ที่มา ดํารงตําแหน่งวุฒิสมาชิกที่สามารถทําหน้าที่ดังกล่าวได้ การที่เราจะได้บุคคลที่สามารถ มาทำหน้าที่ดังกล่าวได้นั้น ซึ่งประกอบไปด้วยทั้งอำนาจทางนิติบัญญัติ อำนาจในเชิง การบริหาร และอาจกล่าวได้ว่ารวมเบ็ดเสร็จไปถึงอํานาจตุลาการ เพราะท่านจะมีอํานาจ หน้าที่ในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองด้วย นั่นหมายความว่า วุฒิสมาชิก ที่ถูกออกแบบโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น มิได้มีแต่อำนาจ ในเชิงนิติบัญญัติเพียงอย่างเดียวครับ เพราะรวมไปถึงอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ ฝ์ายบริหาร การถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้นถ้าเราจะกล่าวว่า วุฒิสมาชิก หรือวุฒิสภาของประเทศไทยนั้น เปึนศูนย์รวมของการใช้อํานาจทั้ง ๓ ฝ์าย อยู่ในตัวเดียวกัน หรืออยู่ในองค์กรเดียวกันก็ไม่ผิดนัก เมื่อเปึนอย่างนี้แล้วบุคคลที่จะมา ดํารงตําแหน่งในฐานะที่เปึนวุฒิสมาชิกนั้น จึงต้องเปึ้นผู้ที่เปึนกลางและมีความอิสระ อย่างแท้จริง มิใช่มีเพียงร้อยละ ๒๐ ของจํานวนวุฒิสมาชิกทั้งหมด ดังเช่นที่ปรากฏ จากผลของการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ผมต้อง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า แม้ว่าการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ เราจะได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มาจำนวนหนึ่ง อย่างเช่นที่ท่านศิวะได้กรุณาชี้แจงต่อที่ประชุม ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน แต่ผมต้องขอกราบเรียนว่า จำนวนที่ได้มานั้นไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้เปึนไป ตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน หลาย ๆ คนที่ท่าน เอ่ยนามมาให้พวกเราได้ทบทวนความจำ ซึ่งรวมถึงท่านประธานด้วย ผมต้องกราบเรียน ว่าล้วนแต่เปึ้นบุคคลที่เปึนวุฒิสมาชิกในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่เราต้องไม่ลืม นะครับว่า ประเทศไทยทั้งหมดไม่ได้มีสภาพสังคมเหมือนเช่นกรุงเทพมหานคร หลาย ๆ คนที่ท่านนำเสนอ แม้จะเปึนบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในส่วนของภูมิภาค ท่านยังไม่ได้ นำเสนอเราเลยครับว่า บุคคลเหล่านั้นมีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมือง มีสายสัมพันธ์กับ นักการเมืองท้องถิ่น อย่างไรหรือไม่ รวมตลอดถึงมีสายสัมพันธ์กับฐานคะแนนเสียง เดียวกับฐานคะแนนเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่า จะต้องมีสายสัมพันธ์ดังกล่าว ไม่เช่นนั้น วุฒิสภาในสมัยรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ คงไม่ถูก สังคมขนานนามว่าเปึนสภาเครือญาติ คงไม่ถูกสังคมขนานนามว่าเปึนสภาสามี ภรรยา ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยจดทะเบียนสมรสกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กับ สภาผู้แทนราษฎร เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เปึนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากผลพวง ของการที่เราใช้วิธีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดยไม่ได้คำนึงถึงพื้นที่เขตเลือกตั้ง ที่จะต้องทำให้มีความแตกต่างกับพื้นที่และเขตเลือกตั้งของการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เราจึงได้กลุ่มคนซึ่งมาจากฐานคะแนนเสียงเดียวกับสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเปึนข้อเท็จจริงและปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และผมเชื่อว่าพวกเราปฏิเสธ ไม่ได้ ถามว่าแล้วมันเสียหายอะไร การที่สภา วุฒิสภา ถูกขนานนามว่าเปึนสภาที่มีสายสัมพันธ์ กับสภาผู้แทนราษฎร มันเสียหายอะไรกันนักกันหน้าที่วุฒิสมาชิก ๒๐๐ คน แล้วมีสมาชิก ที่เปึนกลาง เปึนอิสระอยู่เพียงร้อยละ ๒๐ ก็ต้องให้พวกเราทบทวนว่า วิกฤติการเมือง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ป้ ๒๕๔๘ ถึง ๒๕๔๙ เปึ้นผลงานของวุฒิสมาชิกสมัยนั้นหรือไม่ ทําไม เราได้ กกต. ที่ไม่เปึนกลาง ทําไมคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญสมัยหนึ่ง สังคม คลางแคลง ท่านเหล่านี้ บุคคลเหล่านี้ ล้วนแต่มาจากการแต่งตั้งหรือความเห็นชอบของ วุฒิสมาชิกสมัยนั้นทั้งสิ้น ก็เพราะด้วยเหตุอํานาจหน้าที่ที่เราเขียนไว้ในบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ให้วุฒิสมาชิกเปึ้นผู้แต่งตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ ถ้าองค์กรอิสระ ซึ่งเปึ้นผู้ต้องตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ตามกลไกที่บัญญัติไว้ในบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ เราได้บุคคลที่ดี มีความกล้าหาญ มีจิตสำนึกในการที่จะปฏิบัติงาน ตามหน้าที่ ที่ถูกออกแบบไว้ให้เปึ้นอีกกลไกหนึ่งในการตรวจสอบงานของฝ์ายบริหาร ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญสมัย ๒๕๔๐ บุคคลเหล่านั้นมาอย่างถูกต้อง เปึนกลาง และอิสระจริง วิกฤติการเมืองไม่เกิดขึ้นครับท่านประธานครับ ที่ผมพูดตรงนี้ กำลังจะชี้ให้เห็นถึงความเสียหายอย่างร้ายแรง จนกระทั่งน้ำไปสู่วิกฤติการเมือง ของประเทศไทย จุดเริ่มต้นมาจากวุฒิสภาในสมัย ๒๕๔๐ เมื่อเปึ้นเช่นนี้ กลุ่มของกระผม ได้พยายามวิเคราะห์ด้วยความตระหนัก และด้วยความสำนึกต่อความรับผิดชอบ ต่อประเทศชาติบ้านเมืองว่าเราจะต้องแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วง บทสรุปของกลุ่มกระผม ที่ได้ยื่นขอแปรญัตติ จึงออกมาอย่างนี้ครับท่านประธาน
๑. กลุ่มของกระผมไม่ปฏิเสธระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุข ที่ประชาชนต้องมีส่วนในการที่จะคัดเลือกบุคคลเข้ามา ทําหน้าที่ในฐานะวุฒิสมาชิก แต่การที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดเลือก ตัวบุคคลมาทําหน้าที่วุฒิสมาชิกนั้น กระผมเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่พี่น้องประชาชนจะต้อง ใช้สิทธิในการเลือกวุฒิสมาชิก เหมือนเช่นการเลือกผู้แทนประชาชนในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ทําไมถึงต้องเปึนเช่นนั้น เนื่องจากเราต้องการให้มีการ ถ่วงดุล เราต้องการให้มีการผสมผสานกัน ระหว่างบุคคลที่ประชาชนเปึนผู้เลือก เพื่อยังคง รูปแบบของการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการที่จะเลือกตัวบุคคลเข้ามาทำหน้าที่เปึน วุฒิสมาชิกในวุฒิสภา เพราะฉะนั้นกลุ่มของกระผมจึงได้นําเสนอว่า จํานวนหนึ่งของ วุฒิสมาชิก ภายใต้บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คงให้มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของพี่น้องประชาชน จังหวัดละ ๑ ท่าน เราจะได้วุฒิสมาชิกในจำนวนนี้ ๗๖ ท่าน ส่วนที่เหลืออีก ๗๔ ท่าน ให้มาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งจะต้อง ถูกออกแบบให้ประชาชนหรือภาคองค์กรเอกชนได้มีส่วนร่วมในการเข้ามาทำหน้าที่ เปึนกรรมการสรรหาด้วย อีกจำนวน ๘๔ คน รวมแล้วจะได้จำนวน ๑๖๐ คน ตรงตาม จำนวนร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็น ถามว่าทำไมต้องเปึน ๑๖๐ คน ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า เมื่อคราวที่พวกกระผมได้ออกไปเดินทางรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เราได้นำเสนอแนวคิดในการลดจำนวนทั้ง สส. และ สว. ลงร้อยละ ๒๐ พี่น้องประชาชนตอบรับเห็นด้วย เพราะฉะนั้นที่มาของจำนวน สว. เมื่อถูกลดลงร้อยละ ๒๐ จากจำนวนเดิม ๒๐๐ คน จึงคงเหลือ ๑๖๐ คน กระผมเอง จะไม่ขัดข้องถ้ากรรมาธิการยกร่างจะปรับปรุงจํานวนสมาชิกวุฒิสภาจาก ๑๖๐ เหลือ ๑๕๐ เนื่องจากการแก้ไขในสาระสำคัญคือที่มาของ สว. กรรมาธิการยกร่างเห็นชอบด้วย กับคําแปรญัตติของผมแล้ว กล่าวคือใช้วิธีผสมผสานกันในระหว่างการเลือกตั้งและ การสรรหา ด้วยแนวคิดตรงนี้เราเชื่อว่า จะทำให้เกิดการพัฒนาการ เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในหมู่มวลวุฒิสมาชิกที่จะเกิดขึ้นใหม่ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ นั่นก็คือ เราจะได้ส่วนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน ซึ่งหมายความว่า เรายังคงรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงทางการเมือง นั่นคือประชาชน เปึ้นผู้เลือกวุฒิสมาชิกมาจํานวนหนึ่ง ขณะเดียวกันเราจะได้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ตรงตามอำนาจหน้าที่ที่ควรจะเปึน ตรงตามลักษณะงานที่ควรจะเปึนของการมาทำหน้าที่ วุฒิสมาชิก ทั้ง ๒ ภาคส่วนนี้จะมาทํางานร่วมกัน จะเกิดการเรียนรู้ด้วยกัน จะทําให้ เกิดการพัฒนาการไปสู่การทําหน้าที่เปึนวุฒิสมาชิกในวุฒิสภาได้อย่างถูกต้องแท้จริงครับ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ