การุณ ใจดี เสนอข้อเสนอแก้ไขระบบนิติบัญญัติ โดยมี ๒ สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา และตั้งคำถามถึงการสรรหาของกรรมการสรรหา สภาวุฒิสภา โดยกล่าวหาว่าไม่มีฐานรากจากอำนาจอธิปไตย และมีการตัดอำนาจประชาชนออก ในขณะเดียวกัน การุณ ใจดี ยังหารือเรื่องการสรรหาสภาเดียว โดยอ้างว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง และมีอำนาจในการเลือกตั้ง สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา และเรียกร้องให้อำนาจประชาชนนั้นเป็นหลักการสำคัญในการสรรหาสภา
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม สสร. นะครับ แม้ผมเองจะมีข้อเสนอแปรญัตติทั้งหมดเปึ้นเรื่องสภาเดียว แต่บัดนี้สภาเดียว ได้พ่ายแพ้ไปแล้ว แม้ระบบการเลือกตั้ง วิธีการเลือกตั้งของผมจะเปึนแบบมาจาก สาขาอาชีพ บัดนี้สาขาอาชีพที่นำเสนอก็แพ้แล้ว จึงจำเปึนจะต้องเข้ามาสู่ลู่ทางที่ท่าน พิจารณาในวันนี้คือ ๒ สภา บัดนี้กําลังพิจารณาเรื่อง สว. สภา วุฒิสภา ท่านประธานครับ อำนาจหน้าที่ทั้งหลายทั้งปวง และที่มาของ สว. ตามที่กรรมาธิการยกร่าง ผมคิดว่าถ้าดู โดยหลักการแล้ว ผิดฝัืงผิดฝ่าไปทั้งหมด การสรรหาท่านประธานครับ ท่านบอกว่า เอาตั้งแต่มีกรรมการสรรหาที่ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน กกต. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ประธาน ปปช. ประธาน คตง. ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา เลือก ๑ คน ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด เลือก ๑ คน มาเปึนกรรมการ สรรหา คนเหล่านี้ใช้สิทธิ ใช้อํานาจอะไรที่พากันมาเปึนกรรมการสรรหา และที่พากันมา บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ท่านเห็นไหมครับ เข้ามาจากอํานาจอะไรคนเหล่านี้ อย่าลืม นะครับว่า สว. คืออำนาจนิติบัญญัติ ขอย้ำครับ สว. ที่เราจะพูดในวันนี้ ขณะนี้นะครับ คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจนิติบัญญัติมี ๒ สภาครับ ตามที่ท่านพากันบัญญัติมาตอนนี้ ก็คือ มี สส. กับ สภา สว. ๒ สภานี้ร่วมกันเปึ้นอำนาจนิติบัญญัติ คืออะไรครับ คืออำนาจ อธิปไตย เปึนหนึ่งในอํานาจอธิปไตยนะครับ แล้วท่านพากันตั้งกรรมการสรรหาที่ไม่มีฐาน มาจากอํานาจอะไรเลยของอํานาจอธิปไตย เปึนเจ้าหน้าที่ของรัฐในแต่ละองค์กร องค์กร องค์กร ต่าง ๆ เท่านั้นเอง ไม่มีที่มาครับ ขาดลอยหายจากอำนาจอธิปไตยเลย แล้วหลักการของอำนาจอธิปไตย คืออะไรเปึนเจ้าของครับ คือประชาชน แต่ท่านกลับ ตัดอำนาจประชาชนออก แต่ท่านไปอยู่ส่วนของการเลือกตั้งให้จังหวัดละ ๑ คน เดี๋ยวค่อยพูดกันเรื่องจังหวัดละ ๑ คน ท่านเห็นไหมครับ อํานาจอธิปไตยที่เรียกว่า อำนาจ นิติบัญญัติ ส่วนของอำนาจนิติบัญญัติที่เรียกกันว่า สว. นี่นะครับ การที่ให้มีกรรมการ สรรหาอย่างนี้ขึ้นมานี่นะครับ กลุ่มบุคคลที่เปึนกรรมการสรรหาทั้งหมด ท่านประธาน ที่เอ่ยชื่อไปเมื่อสักครู่นี้ เปึนกลุ่มบุคคลที่จะถูก สว. สามารถตรวจสอบทั้งสิ้น ท่านดูชื่อสิ กรรมการสรรหาทั้งหมด ท่านประธาน เปึนกลุ่มที่ สว. หรือที่เรียกว่า อำนาจนิติบัญญัติ ที่ท่านบัญญัติให้มีอำนาจ และมีหน้าที่ว่าด้วยเรื่องของการควบคุม ตรวจสอบ ว่าด้วย เรื่องตั้งกรรมาธิการ ว่าด้วยเรื่องขอเป่ดอภิปรายทั่วไป ว่าด้วยเรื่องตั้งกระทู้ และที่สำคัญ คือเปึนบุคคลที่จะต้องถูกแต่งตั้งโดย สว. อีก แน่นอน ประธานศาลรัฐธรรมนูญก็มาจาก ความเห็นชอบของ สว. ประธาน กกต. และ กกต. ทั้งหมดที่จะมี ๔ คน ๕ คน ๗ คน ๙ คน ที่จะพูดกันต่อไปในวันข้างหน้า ถูกแต่งตั้งเห็นชอบโดย สว. ใช่ ไม่ใช่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐสภาเหมือนกัน ปปช. เหมือนกัน คตง. เหมือนกัน ศาลปกครองสูงสุดก็ยัง สว. ให้ความเห็นชอบไป เว้นแต่กรณีที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่เว้นที่จะถูกตรวจสอบโดยฝ์าย นิติบัญญัติ เพราะกลุ่มบุคคลนี้จะสามารถถูกถอดถอนได้โดยอํานาจของวุฒิสภา ใช่ ไม่ใช่ อ้าว ถ้าท่านให้อำนาจหน้าที่ไปอย่างนั้นแล้ว มันก็ขัดหลักการหมดเลย ให้ผู้ที่อาจถูก ตรวจสอบมาทําการสรรหา ผู้ที่จะทําหน้าที่ตรวจสอบ มันเปึ้นไปได้อย่างไรท่าน หลักการนี้ มันผิดตั้งแต่เริ่มต้น เรียกว่าก้าวไปตกบันได้หัวค่ะมำแล้วนี่ นี่คือข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ เจ้าของอำนาจที่แท้จริง คือ ประชาชนอย่างที่ว่า และเปึ้นผู้ใช้ อํานาจสูงสุดด้วย ผู้มีอํานาจสูงสุดในการวินิจฉัยตัดสิน แล้วทําไมเราไปตัดสิทธิเขา ล่ะครับ เขาเปึนเจ้าของคือประชาชน ประชาชนนี้ต่างหากที่จะทำการเลือก เห็นไหม เขาเลือกตัวแทนเข้ามา จะเรียกชื่อว่า สส. หรือจะเรียกชื่อว่า สว. ให้เขาเลือก เลือกแล้ว เขาก็เท่ากับเปึนการตั้ง ทั้งเลือก ทั้งตั้ง เรียกว่า เลือกตั้ง สําคัญครับ สว. อํานาจ นิติบัญญัติ ไม่มีภารกิจที่จะต้องไปตรวจสอบประชาชน ท่านเห็นไหมครับ แต่ประชาชน ผู้เปึนเจ้าของอำนาจต่างหากที่มีอำนาจเหนือกว่า สส. และ สว. เพราะเปึนตัวการ และ เปึ้นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ที่จะทำการตรวจสอบนักการเมืองที่เรียกชื่อว่า นิติบัญญัติ ไม่ว่าจะชื่อ สส. หรือ สว. ทั้งสิ้น ท่านปฏิเสธหลักการนี้ทําไม เห็นไหมครับ ประชาชนก็มี อำนาจนอกจากเลือก นอกจากตั้งนักการเมืองที่เรียกว่า นิติบัญญัติ แล้วนอกจาก ตรวจสอบแล้ว ประชาชนยังมีอำนาจในการที่จะถอดถอนนักการเมืองได้ด้วย ท่านเห็นไหมครับ โดยหลักการแล้วตัวการมีอํานาจถอดถอนตัวแทน ทฤษฎีนี้ท่านลืมหรือ ประชาชนเขามีอำนาจที่จะถอดถอน เพียงแต่ท่าน วิธีการถอดถอนทางการเมือง เช่น ผู้แทนราษฎรก็เปึนวาระ เปึนสมัย เมื่อถึงสมัย คุณต้องไปแข่งขัน ต้องไปเลือก ประชาชน จะถอดถอนคุณตอนนั้น ตอนที่เขาไม่เลือกคุณ หรือตอนที่เขาเลือกคุณ ถ้าเขาเลือก แสดงว่าเขาตั้งคุณ ถ้าเขาไม่เลือกคุณ คุณแพ้เลือกตั้ง นั่นแหละคือเขาถอดถอน คุณเห็นไหมครับ ด้วยเหตุนี้ท่านประธานที่เคารพครับ มันเปึนไปได้อย่างไรครับ ที่ท่านจะ ให้ทำการสรรหาอย่างนี้ ผิดหลัก ผิดฝัืง ผิดฝ่าแล้ว นี่ส่วนย่อ ๆ เฉพาะส่วนของการสรรหา ที่มา ทีนี้มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละคน ท่านหาฐานที่มาความเห็นนี้นะครับ ไม่มี ที่รองรับเลย เพียงอ้างว่าจังหวัดหนึ่งเอามาคนหนึ่งก็แล้วกัน เพราะเปึนตัวแทนของ ประเทศ เปึนตัวแทนของประชาชน ปวงชนชาวไทย อธิบายเพียงเท่านี้ ไม่พอท่าน จังหวัด ระนองมีประชากร ประมาณแสนสามหมื่น จังหวัดนครราชสีมาสองล้านกว่า กรุงเทพ เจ็ดล้านกว่า บวกคนจรจัดไปมา ทํามาหากินอีก ประมาณ ๑๕ ล้าน เอ้า ทีนี้ ทําไมเขามี สว. จากการเลือกตั้ง ๑ คน ความเปึนธรรมของประชาชนก็ไม่เกิด เจ้าของอำนาจที่แท้จริง ก็ไม่เกิดความเปึ้นธรรม เห็นไหม ตกหล่นหมดเลย ท่านอธิบายเพียงแต่ว่า เพียงแต่ว่า นะครับ ถ้าเลือก ๒ สภา มันก็แก้ปัญหาเรื่องความเปึนอิสระ ความเปึนกลางไม่ได้ สุดท้าย มันเปึนสภาผัว สภาเมีย อย่างที่ผมพูดเมื่อวานนี่แหละ ที่ต้องการเปึนสภาเดียว ก็ในเมื่อ ท่านตั้งหลักตรงที่ว่า สภาเดียว ท่านเห็นว่ามันไม่ดี ท่านเห็นว่ามันไม่ต้องการ ท่านก็เลย ต้องการ ๒ สภา ถ้าไม่มี ๒ สภา จะพากันดิ้นให้ได้ ก็เลยสร้าง สว. ขึ้นมาจนได้ พอสร้าง สว. ท่านไปไม่เปึน เพราะว่ามันจะเหมือนสภาผัวเมียเหมือนเดิม ท่านก็เลยบอก ถ้าอย่างนั้นเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน หลบซ้าย หลบขวา ให้มีเลือกตั้งจากประชาชน เพราะ ท่านไปไม่เปึนแล้วนี่ หลบไม่ออกแล้วนี่ มันมาจาก หนี้จากอำนาจประชาชนไม่ได้ ก็เลย เอาจังหวัดละคน แล้วให้มีสรรหาก็แล้วกัน เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่มาเหล่านั้น และอ้างว่าที่มาจากการสรรหา จะสามารถมาจากสาขาอาชีพเยอะแยะมากมาย ซึ่งทำได้ อย่างนั้น เพื่อหลบเลี่ยงจากการเลือกของประชาชน ที่มันไม่ได้มาจากสาขาอาชีพต่าง ๆ ให้ครบถ้วน และไม่ได้คนดี ไม่ได้คนเก่งอย่างที่ท่านต้องการ สุดท้ายปรากฏท่านหลบไป หลบมา ท่านเอาสาขาอาชีพ แท้ที่จริงก็คือว่า ถ้าเอาอย่างของผมนี่สภาเดียว ท่านได้ครบ เลย เลือกตั้งจากประชาชน นี่หลักการใหญ่ มาจากสาขาอาชีพ อย่างที่หลักการที่ ๒ ที่ท่านต้องการ เอ้า ไม่เอา เมื่อท่านจะเอา อย่างนี้ผมไม่เห็นด้วยเลย บัดนี้นะครับ ลู่ทางของการเข้าสู่อำนาจของนิติบัญญัติ อย่างนี้ ไม่เห็นด้วยเลย ถ้าท่านจำเปึนต้องมี มีทางเดียวเท่านั้น ท่านจะต้องให้อำนาจกับ ประชาชนครับ ทั้งหมดจำนวนจะเปึ้น ๑๘๐ ๑๕๐ ๒๐๐ ๓๐๐ ผมไม่ว่า ค่อยว่ากันทีหลัง ในส่วนนั้น แต่ท่านจะหลีกหนี้จากการให้อำนาจประชาชนนี้ไม่ได้ครับ ผิดหลักการครับ